
Monitor Me ชีวิตติดมาตรวัด
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected]
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected]
ทุกวันนี้เวลาออกกำลังกาย นอกจากอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างถุงมือ รองเท้า ผ้าขนหนู สิ่งหนึ่งที่ผมจะลืมไม่ได้เลยก็คือ Apple Watch กับ Fitbit ใส่อย่างละข้างเหมือนคนบ้า (เป็นแบบนั้นจริงๆ) เอาไว้จับการเคลื่อนไหว การเผาผลาญแคลอรี อัตราการเต้นของหัวใจ ส่วนที่ใส่สองข้าง นอกเหนือจากได้มาเพราะหน้าที่การงานที่ต้องเอามาทดสอบแล้ว ส่วนหนึ่งก็คืออยากรู้ว่ามันวัดตรงกันไหม
หลายปีก่อนมีหนังของ แอนดรูว์ นิโคลผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก Truemen Show ทำหนังแนวไซไฟ-แอ็กชั่นออกมาเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของคนในอนาคตซึ่งมีชีวิตอยู่ได้เพียง 25 ปี แต่หากอยากมีชีวิตยืนยาวกว่านั้นก็ต้องหาเงินซื้อเวลา ไม่ก็ต้องขโมยหรือขอจากคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด แต่ละคนจะมีมาตรวัดติดอยู่ที่ต้นแขนตั้งแต่เด็ก เพื่อเป็นตัวบอกว่าตัวเองเหลือเวลาบนโลกอีกเท่าไหร่
พล็อตดูน่าสนใจ แต่พอไปดูจริงๆ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างที่คิด หนังชื่อ In Time มี จัสติน ทิมเบอร์เลก รับบทนำ น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่เขาขึ้นแท่นเป็นพระเอก
เรื่องการรู้ว่าเราตายก็น่าสนใจอยู่ การตายทำให้เราต้องคอยตรวจสอบชีวิตของเรา ว่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อยืดวันเวลาให้นานขึ้น ปัจจุบัน เรื่องในหนังที่ดูเพ้อฝันก็ดูจะใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกระแสของ WearableGadget และ Smart Watch ที่ดูเหมือนทุกคนจะยินดีที่จะมีสักเครื่องอยู่บนข้อมือ
จากการสำรวจของ Statista บริษัทเก็บข้อมูลด้านการตลาด พบว่าคริสต์มาสปีนี้ นาฬิกาฉลาดหรือสมาร์ทวอตช์ กลายเป็นหนึ่งในแกดเจ็ตสำหรับของขวัญวันคริสต์มาสที่คนต้องการซื้อให้กันติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้นำตลาดหนีไม่พ้น Apple Watch แม้ว่ายอดขายอาจจะไม่ได้มากมายเหมือนกับสมาร์ทวอตช์จากเจ้าอื่นๆ (สำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดเดาว่า Apple Watch น่าจะขายได้ 14 ล้านเรือน) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแง่ของการรับรู้ Apple Watch น่าจะเป็นเบอร์หนึ่งมากกว่าแบรนด์อื่นๆ โดยเฉพาะคู่แข่งอย่างซัมซุง หรือ Wearable Gadget ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเช่น Fitbit
แต่ไม่ว่าคุณจะซื้อยี่ห้อไหนมาใส่ ประเด็นก็คือคนที่ซื้อมาใช้ส่วนใหญ่อันดับแรกเลย คือ ประโยชน์เรื่องสุขภาพ การหยิบเอาเรื่องสุขภาพมาเป็นจุดขาย เพราะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ของคนในยุคนี้ การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี การกินอาหารที่ดี พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายรวมไปถึงการเป็นคุณหมอ DIY ของคนยุคนี้ (เราหาข้อมูลยา ก่อนไปหาหมอซะอีก) ส่วนหนึ่งเพราะอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ง่าย ฉะนั้น เมื่อเรามีเครื่องมืออะไรสักอย่างที่สามารถทำให้เรารู้จักสภาพร่างกายของตัวเองดีขึ้น ก็ไม่น่าแปลกที่มันจะขายดี แต่ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือคนไม่ได้ใส่มันตลอด เพราะมันไม่ค่อยจะสวย
ก่อนหน้านี้ การบุกตลาดของสายรัดข้อมือ Jawbone หรือ Fitbit ก็เป็นบททดสอบอย่างดีว่า กระแสสุขภาพนั้นมาแรงจริง ขนาดผมยังมี Fitbit กับเขาอยู่เรือนนึง การทำงานทุกอย่างน่าพอใจ ตั้งแต่วัดจังหวะการเต้นของหัวใจ วัดแคลอรีที่เราเผาผลาญ วัดการนอน เก็บสถิติได้ เสียอย่างเดียวคือมันไม่ค่อยจะสวยสักเท่าไหร่ ส่วนมากใส่เฉพาะเวลาที่ออกกำลังกายเท่านั้น แต่ Apple Watch ตอบโจทย์ที่ยี่ห้ออื่นยังทำไม่ได้ นั่นคือ มันดูน่าหลงใหล และสามารถใส่ได้โดยดูเหมือนนาฬิกาจริงๆ พอเราใส่ตลอด มันกลายเป็นว่ามันสร้างพันธสัญญาที่ทำให้เราต้องใช้มันทุกวัน ตลอดเวลา สิ่งนี้แยบยลกว่า และทำให้ผมเกิดคำถามว่า ตกลงนี่เรากำลังจะกลายเป็นอย่างในหนัง In Time สินะ แค่แตกต่างกันตรงที่ว่าในหนังนั่นไม่มีทางเลือก แต่กรณีนี้ดูเหมือนเราจะเลือกถูกบังคับด้วยความเต็มใจ
เรื่องนี้วัดได้จากพ่อผมเอง ผมลองให้ท่านใส่ Fitbit เอาไว้นับก้าว คำนวณการเผาผลาญแคลอรีและวัดการนอน ตั้งเป้าไว้ว่าพ่อน่าจะลองเดินให้ได้สัก 5,000 ก้าว/วัน ไม่นานนักจาก 5,000 ก้าว พ่อก็ขอเพิ่มเป็น 1 หมื่นก้าวด้วยความสนุกและเต็มใจ เพราะ (เชื่อว่า) นี่เป็นหนทางที่จะทำให้ท่านสุขภาพดี จากการเดินวันละหมื่น ตอนนี้พ่อเขยิบไปเป็นออกกำลังกายทุกเย็น ทั้งหมดนี้เปลี่ยนแปลงภายในเวลาสามเดือน แม้ว่าตอนนี้พ่อจะยังอ้วนอยู่ แต่เราก็เห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงและติดการออกกำลังกายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะสิ่งที่เราได้จากเครื่องมือพวกนี้ก็คือ Big data ของเราเองที่เกี่ยวกับสุขภาพ ในระยะยาวข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์มาก สิ่งเหล่านี้แหละที่ผมเรียกว่าการสร้างพันธสัญญาระหว่างร่างกายของเรากับเครื่องจักรซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
มองย้อนกลับไปถึงเบื้องหลังของแนวคิดเรื่องพวกนี้ก็คือ ลึกๆ แล้วผู้ผลิตเหล่านี้เข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์ดีว่าเราเป็นพวกกลัวตาย การตายเป็นเรื่องของความไม่รู้ และยังเป็นปริศนาที่คนเรายังไม่สามารถเอาชนะ ฉะนั้น อะไรก็ตามที่พอจะสร้างความเชื่อมั่นให้เราได้ว่าเราจะมีชีวิตยืนยาวได้ มนุษย์ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง รวมถึงการขาดอิสรภาพเพื่อแลกมาด้วยเป้าหมายที่ว่าสักวันเราจะยื้อความตายไว้ให้ได้นานที่สุด
มันก็ประดักประเดิดนิดๆ ถ้าคิดว่าท้ายที่สุด ลึกๆ เราก็ชอบที่จะควบคุม
ถามว่ามันดีไหม? มันก็อาจจะดีจริงๆ ก็ได้ มนุษย์เราในอีกสามสี่สิบปีข้างหน้า การอยู่ให้ถึงร้อยปีอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แนวโน้มของคนที่ใช้เครื่องพวกนี้ก็กำลังเติบโต มีการคาดการณ์กันว่าในอีกสี่ปี จำนวนของผู้ใช้ Wearable Gadget หรือสมาร์ทวอตช์พวกนี้จะเพิ่มจาก 40 ล้านคนเป็น 126 ล้านคน และมันน่าจะกลายเป็นของที่มีราคาถูกลงจนใครก็ใช้ได้
ว่าแล้วก็ก้มลงดู Fitbit ที่ผูกอยู่ข้อมือขวา หันหน้ากลับไปดู Apple Watch ที่ผูกอยู่ข้อมือซ้าย ผมดูเหมือนคนบ้าในฟิตเนส วิ่งๆ ไปก็นึกถึงวลีเด็ดของ จอร์จ ออร์เวล ที่เขียนไว้ในหนังสือ “1984” ของเขา
“War is peace
Freedom is slavery
Ignorance is strength”
ชีวิตยังไม่ตาย ก็ว่ากันต่อไป







