
Back to Nature และปัญหาต่อจากนั้น
ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความเคลื่อนไหวเรื่องอาหารการกินและไลฟ์สไตล์มากเป็นพิเศษ นัยว่ามนุษย์โลกอาจเริ่มรู้สึกว่าอาหารและชีวิตความเป็นอยู่ในโลกอนาคตไม่ได้น่าพิสมัยอย่างที่คิดไว้อีกต่อไป
ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความเคลื่อนไหวเรื่องอาหารการกินและไลฟ์สไตล์มากเป็นพิเศษ นัยว่ามนุษย์โลกอาจเริ่มรู้สึกว่าอาหารและชีวิตความเป็นอยู่ในโลกอนาคตไม่ได้น่าพิสมัยอย่างที่คิดไว้อีกต่อไป
ช่วงกลางปีร้านฟาสต์ฟู้ดหลายแห่งในสหรัฐทยอยออกมาสารภาพผิดเปิดเผย “ของปรุงแต่ง” ต่างๆ ที่พวกเขาเคยผสม และแจ้งให้เรารู้ว่าต่อไปจะเลิกผสมสิ่งเหล่านี้ลงในอาหาร เห็นรายชื่อของที่เขาใส่ๆ กันลงในอาหาร ฟังดูก็ช่วยเพิ่มความน่าตื่นเต้นในการใช้ชีวิตได้ดี เช่น Pizza Hut และ Taco Bell บอกว่าพวกเขาจะเลิกใช้ “สิ่งที่ดูเหมือนพริกไทยดำ” และหันมาใช้พริกไทยดำจริงๆ Dunkin’ Donut ก็บอกว่าจะเลิกผสมสารไททาเนียมไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ใส่ในครีมกันแดดและสีที่ใช้ทาอาคารลงไปในแป้ง (ช็อกอีก!) สารตัวนี้มีคุณสมบัติทำให้แป้งดูสีสวยน่ากิน
ส่วน Tyson Food และ McDonald ก็ประกาศว่าจะเลิกใช้สารแอนตี้ไบโอติกกับไก่ที่พวกเขาเลี้ยง และจะระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับยาที่ใช้ต้านโรคในไก่ จริงๆ มีอีกหลายยี่ห้อที่ออกมาประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าจะเปลี่ยนไปใช้ของที่มาจากธรรมชาติมากขึ้นแทนสารปรุงแต่งต่างๆ
กระแสนี้ลามไปถึงเรื่องการต่อต้านพืชจีเอ็มโอ หรือพืชที่ตัดต่อพันธุกรรมที่ครั้งหนึ่งเป็นความหวังของอุตสาหกรรมอาหาร และมีกลุ่มผู้สนับสนุนมากมายพอๆ กับกลุ่มผู้ต่อต้าน แต่ ณ ตอนนี้เหมือนว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ผลการสำรวจล่าสุดในโพลของสหภาพยุโรป พบว่าหลายประเทศต่อต้านพืชจีเอ็มโอ เช่น ในสเปนจากที่เคยสนับสนุนจีเอ็มโอถึง 66% เมื่อปี 1996 แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 30% ในฝรั่งเศสเคยสนับสนุน 43% แต่ตอนนี้ก็เหลือแค่ 16% น่าสนใจว่าแนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในยุโรปตะวันตกและตะวันออก กระทั่งในสหรัฐที่เป็นต้นกำเนิดพืชจีเอ็มโอก็ถูกต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนี้ก็มีข่าวมีนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าแม้พืชจีเอ็มโอจะต้านทานศัตรูพืช แต่มันส่งผลให้ “วัชพืช” ในไร่สวนเพิ่มมากขึ้น สารเคมีอย่างไกลโฟเสทที่ใช้กำจัดวัชพืชจึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และกระจายลงไปในสิ่งแวดล้อม จนพบว่ามีการปนเปื้อนในถั่วเหลืองและข้าวโพด และดูเหมือนมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มของโรคหลายชนิด อย่างอัลไซเมอร์ ออทิสติก และมะเร็งตับที่เพิ่มสูงขึ้น การต่อต้านจึงยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ผมว่าส่วนสำคัญที่ทำให้คนตื่นตัวเรื่องพวกนี้กันมากขึ้น ก็น่าจะมาจากผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและช่วยกันตรวจสอบและเผยแพร่ บริษัทยักษ์เหล่านี้จึงไม่สามารถปิดหูปิดตาผู้บริโภคอย่างเราได้อีกแล้ว และเชื่อว่าแนวโน้มแบบนี้จะแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ ตามความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
สิ่งที่น่าสังเกต คือ ขณะที่เราตื่นตัวเรื่องอาหารธรรมชาติ กระแสด้านอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะไปด้วยกันอย่างลงตัวก็พร้อมขยับ ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของรถยนต์พลังงานสะอาด เทรนด์การใช้ชีวิตแบบเนิบช้า การใช้ของในชุมชน หรือของแบบ “ทำมือ” แม้กระทั่งด้านการแพทย์ระดับโลก การได้รับรางวัลโนเบลของ ถูวหยูหยู จากประเทศจีน ที่สามารถผลิตยาจากสมุนไพรดั้งเดิม ก็น่าจะมีนัยแฝงถึงการกลับไปหาคุณค่าที่มีอยู่ในธรรมชาติให้มากขึ้น
ในแวดวงของคนทำงานหนังสือก็เช่นกัน เราได้เห็นปรากฏการณ์ของนิตยสารทางเลือกที่นำเสนอภาพของการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย นิตยสารที่นำเสนอผลงานของเหล่าบรรดาช่างฝีมือที่ทำงานในบ้านของตัวเอง ทั้ง Kinfolk, Pure, SMITH, Serial หรือ Near&Far กลายเป็นนิตยสารขายดีไปทั่วโลก รวมถึงการขยับตัวของ H&M ที่กำลังจะออกไลน์เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยออร์แกนิก และใช้พลาสสิกโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลมาใช้ในการผลิตอย่างจริงจังมากขึ้นก่อนปี 2020
และเมื่อคิดถึงข้อที่ว่า H&M เป็นบริษัทที่ขายเสื้อผ้าได้มากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลกแล้ว การขยับตัวเช่นนี้ย่อมน่าสนใจ เพราะมันหมายถึงการ Supply Chain และกระบวนการผลิตขนานใหญ่
สิบปีต่อจากนี้ สังคมเราอาจกำลังเตรียมตัวกลับไปสู่ความเรียบง่ายและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมากกว่าเอาชนะเหมือนศตวรรษที่ผ่านมา
แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เมื่อคิดถึงความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งว่าธรรมชาติต้องรับบทหนัก และมันอาจไม่ได้แข็งแรงมากพอที่จะรับมือกับประชากรโลก 7,000 ล้านคน พื้นที่เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ที่ต้องการมากขึ้น เบียดบังป่าไม้ตามธรรมชาติ ทั้งน้ำสะอาดน่าจะหายากขึ้น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็คงต้องเพิ่มขึ้น ปัญหาที่อยู่อาศัยและภาวะโลกร้อน ฯลฯ หัวข้อโลกแตกพวกนี้คงมีมากขึ้นตามความซับซ้อนของสังคม ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักว่าโลกจะแบกรับกับภาระที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ได้อีกนานแค่ไหน
สารคดีหนึ่งที่ผมเพิ่งดูไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาทดลองให้คนในรายการกินเนื้อบดสองชิ้น ซึ่งชิ้นหนึ่งมาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องทดลอง โดยใช้เซลล์ต้นจากวัว ปรากฏว่าผู้ร่วมรายการไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้ แถมทั้งยังบอกด้วยว่าอร่อยทั้งสองชิ้น...
โลกเราอยู่ยากขึ้นทุกวันจริงๆ







