posttoday

โลกวิสัย ศาสนวิสัย เช่นไรเอย

11 ตุลาคม 2558

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

ช่วงนี้มีความบันเทิงเริงใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ คือการวิวาทระหว่างพระกับโยม ระหว่างฝ่ายศาสนจักรกับฝ่ายบ้านเมือง กรณีที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองสายเสรีนิยมในบ้านเรา พยายามผลักดันให้ประเทศนี้กลายเป็นรัฐโลกวิสัย เพื่อให้ทุกศาสนาได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ขณะเดียวกันฝ่ายอนุรักษนิยมยืนยันเสียงแข็งว่า ศาสนาพุทธต้องเป็นศาสนาประจำชาติ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ชาวพุทธสายเหยี่ยวในไทยเห็นความสำเร็จในเมียนมา ที่มีการผ่านกฎหมายคุ้มครองศาสนาพุทธและกีดกันศาสนิกอื่นๆ

แต่ผู้เขียนสงสัยว่า เสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือเสรีภาพทางศาสนาไม่ได้มีดีกรีความเสรีถึง 100% อย่างอเมริกา ตอนที่ศาลสูงมีคำสั่งให้ชาวรักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานได้ตามกฎหมาย โอบามาออกมาแสดงความยินดีแบบเนียนๆ แต่แทงกั๊กในทำนองว่า เราเคารพสิทธิในการแสดงความเห็น (คือเห็นเพศเดียวกันน่ารักกว่า) แต่เราก็ยังต้องเคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนาด้วย หมายความว่า แต่งกันได้ แต่ศาสนิกจะไม่สังฆกรรมด้วยก็เรื่องของเขา

ตอนนี้ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อรัฐนอร์ทแคโรไลนาผ่านกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมีสิทธิไม่อนุมัติการแต่งงานเพศเดียวกัน โดยอ้างอิทธิเสรีภาพของเจ้าหน้าที่ในการนับถือศาสนา หมายความว่า หากเจ้าหน้าที่นับถือศาสนาที่ต่อต้านเกย์ ก็มีสิทธิอ้างที่จะไม่ออกทะเบียนนสมรสได้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็เกิดขึ้นจริงๆ

จะเห็นได้ว่า แม้แต่อเมริกาที่ว่าเสรีทุกรูขุมขนก็ยังเจอตอ

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรจะมุ่งไปทางไหนดี?

ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจลักษณะของชาติไทยในแง่มุมศาสนาเสียก่อนว่าเป็นเช่นไร หาไม่แล้วจะมะงุมมะงาหรา ไปกันไม่เป็น แม้จะมีข้อเสนอก็จะได้แต่เสนออยู่อย่างนั้น ไม่มีทางที่ฝันจะเป็นจริง

และผู้เขียนสังเกตว่า นักวิชาการส่วนใหญ่และศาสนิกส่วนมาก ไม่เข้าใจสถานะของประเทศเราเอาเสียเลย

ถามกันบ่อยมากว่า ไทยเป็นรัฐประเภทไหน ระหว่างรัฐศาสนา คือรัฐที่มีศาสนาประจำชาติ (State religion) หรือรัฐโลกวิสัย(Secular state) หนังสือวิชาการหลายๆ เล่ม รวมถึงในวิกิพีเดีย บอกว่า ไทยเป็นรัฐคลุมเครือ (Ambiguous state) หมายความว่า เป็นทั้งสองอย่างในคราวเดียวกัน ดังนั้นไม่ต้องเถียงให้วุ่นครับว่าไทยเป็นประเภทไหน

หากลงเอยเช่นนี้ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องสำรวจวรรณกรรมทางวิชาการ เพื่อค้นหานิยามที่ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งผู้เขียนต้องขออภัยที่จะต้องนำผู้อ่านไปพัวพันกับความซับซ้อนทางวิชาการ แต่ในกรณีนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

บรูซ เจ เบอร์แมน (Bruce J. Berman) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ บอกไว้ในหนังสือ Secular States and Religious Diversity ว่า ไทยเป็นรัฐโลกวิสัย “แบบเฉยๆ” (Passive secular state) มีชาวพุทธเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทัศนะของชาวพุทธในไทยกลมกลืนกับรัฐโลกวิสัย มีขันติธรรมกับศาสนาอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยให้น้ำหนักศาสนาพุทธเป็นหลัก และที่สำคัญศาสนาพุทธมีความเกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์อย่างเหนียวแน่น ทำให้เป็นรัฐศาสนาในระดับหนึ่ง

จุดนี้สำคัญมาก แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ระบุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่หมวดพระมหากษัตริย์ระบุข้อนี้อยู่กลายๆ แล้ว ลักษณะการเช่นนี้ปรากฏในประเทศสหราชอาณาจักรเช่นกัน ที่องค์พระประมุขทรงเป็นประมุขนิกายแองกลิกันในเวลาเดียวกันด้วย

ส่วน ดาวิด เวสเทอร์ลุนด์ (David Westerlund) แห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม อธิบายไว้ใน Questioning the Secular State ว่า การต่อต้านรัฐโลกวิสัยในบางประเทศ ก็เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของชนชาติ เช่น ในศรีลังกาเป็นรัฐคลุมเครือเหมือนไทย แต่รัฐสนับสนุนศาสนาพุทธเหนือศาสนาอื่นๆ ยกศรีลังกาเป็นแผ่นดินแห่งธรรมะ ชาวสิงหล คือธรรมทายาท หมายความว่า “สิงหล = พุทธศาสนา” ลักษณะนี้คล้ายกับหลัก “ความเป็นไทย = พุทธศาสนา”

หลักการนี้เป็นที่รู้กันแต่ไม่พูดกัน เพราะหากทำให้ประเจิดประเจ้อเท่ากับหยามน้ำใจศาสนาอื่น สร้างความบาดหมางในชาติโดยไม่จำเป็น ดังนั้นรัฐที่คลุมเครือจึงไม่ประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ในปฏิบัติตรงกันข้าม นัยว่าเป็นช่องว่างที่เว้นไว้เพื่อรักษาความสมานฉันท์ แต่ช่องว่างที่ว่านี้จะไม่มีวันห่างจนกลายเป็นรัฐโลกวิสัย

มีตัวอย่างในเมียนมา คือ ตอนที่นายพลเนวินยึดอำนาจใหม่ๆ ประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติตามรัฐธรรมนูญ เพราะเช่นเดียวกับไทยที่ “เมียนมาแท้ = พุทธศาสนา” (ซึ่งในกรณีนี้น่าจะรวมถึงมอญด้วย) แต่หลังจากประกาศได้ไม่นานก็ต้องถอนออกไป เพราะชนกลุ่มน้อยไม่ปลื้ม เช่น ชาวกะเหรี่ยงคริสต์ รัฐบาลเผด็จการเมียนมายอมเรื่องนี้ เพราะผลทางการเมืองและความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของชาติ แต่ในทางปฏิบัติรัฐโอบอุ้มพุทธยิ่งกว่าไทยแลนด์เสียอีก

มีเรื่องน่าสนใจสมัยอูนุเป็นประธานาธิบดี คนนี้ขึ้นชื่อในเรื่องนำความเชื่อทางศาสนาของตัวเองมาผูกพันกับการเมือง กระทั่งไม่ยินยอมเลิกกฎหมายห้ามเชือดเนื้อวัว กินเนื้อวัว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับคนศาสนาอื่นที่ต้องใช้เนื้อวัวอย่างมาก ซึ่งกฎหมายตัวนี้มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมแล้ว แสดงให้เห็นว่า เมียนมาเป็นรัฐพุทธจารีตแบบสุดโต่งเลยทีเดียว

และล่าสุดเมียนมากลับมาอีหรอบเดิม ด้วยการผ่านกฎหมาย Race and Religion Protection Laws หวนกลับสู่ครรลองแบบเมียนมาๆ คือ พุทธเป็นใหญ่โดยไม่เกรงใจใคร เพราะเมียนมาเป็นพุทธสายเหยี่ยวสายแข็ง (Buddhist fundamentalism) ขณะที่ไทยเป็นสายพิราบเชี่ยวชาญการประสานผลประโยชน์

โดยสังเขป ก็คือ การบริหารจัดการศาสนาพุทธในไทยกึ่งหนึ่งขึ้นกับกฎหมาย กึ่งหนึ่งขึ้นกับขนบธรรมเนียม และศาสนาพุทธในไทยก็ยังเป็นแบบเถรวาท ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่าเป็น “วาทะของพระเถระ” คือ นอกจากพุทธองค์พุทธธรรมแล้ว ยังต้องเชื่อมติของพระเถระ พระเถระว่าอย่างไรก็ตามว่าตามนั้น ในกรณีที่ไม่ขัดกับพุทธบัญญัติ ซึ่งนิกายเถรวาทมักไม่ขัดเพราะอนุรักษนิยมจ๋า และการเคารพครูบาอาจารย์ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของศาสนาพุทธไม่เฉพาะแต่เถรวาทเท่านั้น มหายานและวัชรยานก็ยึดหลักนี้อย่างมั่นคงเหนียวแน่น

แต่เถระไม่ยุ่งกับการเมือง และการเมืองจะไม่แทรกแซงเถระ (ยกเว้นไม่กี่กรณีใหญ่ๆ) นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กัน อีกทั้งหลัก “ความเป็นไทย = พุทธศาสนา” ยังเป็นหลักที่หมิ่นเหม่มาก ระยะหลังจึงไม่นิยมประกาศกันโจ่งแจ้ง ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองแบบไทยๆ

ทางใครทางมันครับ อย่าไปเลียนแบบเขา

ข่าวล่าสุด

พักเรื่องบินมาฟินเรื่องช็อป! ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดหนักแคมเปญ “FLY-LESS SHOP-MORE” ขนสิทธิพิเศษสู้สงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้