
นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย ‘ยีนบ่งชี้’
โดย... สุภชาติ เล็บนาค
โดย... สุภชาติ เล็บนาค
ฉบับนี้แนะนำให้รู้จักกับ นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังถึงการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักด้วยนวัตกรรมใหม่ในการใช้ไบโอมาร์เกอร์หรือยีนบ่งชี้ในการตรวจยีนเซลล์มะเร็ง
คุณหมอวิโรจน์บอกว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นระยะที่ 1-3 มีโอกาสหายขาดมากกว่า 70% ด้วยวิธีการรักษาข้างต้นอย่างการผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยา อย่างไรก็ตามการรักษายุคใหม่จะเน้นความจำเพาะต่อบุคคลมากขึ้น ด้วยการตรวจที่เรียกว่า“ไบโอมาร์เกอร์” (Biomarker) หรือ “ยีนบ่งชี้” ซึ่งหมายถึงการตรวจยีนในเซลล์มะเร็ง จะทำให้แพทย์สามารถเลือกยาบางชนิดเพื่อนำมาใช้ในการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยการตรวจจะทราบผลภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถทำนายการตอบสนองต่อยารักษาได้ โดยโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนหลายๆ แห่ง ทั่วประเทศเริ่มนำมาใช้ในการรักษาแล้ว
นพ.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ตรวจ “ยีนบ่งชี้” แล้ว แพทย์จะสามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน และทำการวางแผนในการรักษา โดยผู้ป่วยในระยะแพร่กระจาย สามารถเลือกใช้ยามุ่งเป้าชนิดฉีดให้เหมาะสมกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้โดยจะสามารถยืดอายุของผู้ป่วยที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยามาตรฐานอื่นๆ มาแล้ว นอกจากนี้ ยังพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้รับยามุ่งเป้าชนิดฉีดสามารถทำให้โรคมะเร็งตอบสนองต่อยาและควบคุมโรคได้นานกว่าการใช้ยาโดยไม่มีการคัดเลือก
นอกจากนี้ การตรวจไบโอมาร์เกอร์จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มี “ยีนบ่งชี้” ตอบสนองต่อการรักษาในอัตราที่สูงและควบคุมโรคได้นานขึ้น
สำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในไทยพบมากเป็นลำดับที่ 4 ของมะเร็งทั้งหมดโดยพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ย 11,496 ราย/ปี และมีอัตราเสียชีวิตประมาณ 6,845 ราย/ปีรองจากมะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถือเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตในลำดับที่ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดในไทย
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่เซลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ ขณะที่มะเร็งทวารหนักเป็นโรคที่เซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อในส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ใกล้กับทวารหนัก โดยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พัฒนามาจากเซลล์ปกติที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นตัวเซลล์มะเร็ง และมีเนื้องอกในลำไส้ใหญ่และทวารหนักสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จะพบน้อยในคนอายุไม่ถึง 40 ปี แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 2 เท่าหลังอายุ 50 ปี
ปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่หลายปัจจัย อาทิ คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป, มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่, คนที่เคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งรังไข่, มะเร็งมดลูก และมะเร็งเต้านม คนที่เคยมีติ่งเนื้อ (Polyps) ในลำไส้ใหญ่ คนที่มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง, คนอ้วนและผู้ที่สูบบุหรี่ การมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น
ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่ถ้ามีอาการอุจจาระมีมูกเลือดหรือสีดำคล้ำหรือดำแดง นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูก สลับท้องเสีย, ขนาดของเส้นอุจจาระไม่สุด, แน่นท้อง, ท้องอืด, ปวดท้อง, อาเจียน, อ่อนเพลีย, น้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุคลำได้ก้อนในช่องท้อง ซึ่งหากมีอาการควรรีบพบแพทย์ทันที







