
Discover taste of Taiwanese food
ถ้าใครอยากจะรู้จักไต้หวันให้มากขึ้น เราขอแนะนำให้คุณผู้อ่านได้ลอง กิน กิน กิน และก็กิน
ถ้าใครอยากจะรู้จักไต้หวันให้มากขึ้น เราขอแนะนำให้คุณผู้อ่านได้ลอง กิน กิน กิน และก็กิน เพราะอาหารไต้หวันนั้นเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และญี่ปุ่น เนื่องจากไต้หวันเป็นปลายทางที่มีชาวจีนจากหลายมณฑลของประเทศจีนได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ อีกทั้งยังนำเอาวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมเข้ามาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมอาหารการกิน เช่น ชาวจีนที่อพยพมาทางตอนเหนือ ก็จะนำเอาวัฒนธรรมการกินข้าวเข้ามา ในขณะที่ชาวจีนที่อพยพมาจากทางตอนใต้ก็จะนำอาหารที่ทำจากแป้งสาลี เช่น ติ่มซำ และก๋วยเตี๋ยวเข้ามา
นอกจากนั้นแล้ว เกาะแห่งนี้ยังรับอิทธิพลเรื่องของอาหารการกินมาจากญี่ปุ่นอีกด้วย เพราะไต้หวันนั้นเคยอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นเป็นเวลานานกว่า 50 ปี ดังนั้น วัฒนธรรมอาหารการกินของชาวไต้หวันจึงมีความหลากหลายและผสมผสานจากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนและญี่ปุ่น จนกลายเป็นอาหารที่มีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้น อาหารแต่ละจานก็จะมีเกร็ดในเชิงประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ไม่มากก็น้อย
เมื่อมาไต้หวันทั้งที เมนูอาหารเช้าที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำเต้าหู้ และปาท่องโก๋ ซึ่งเป็นอาหารเช้าที่ชาวไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนหนุ่มสาว และผู้สูงอายุ นิยมรับประทานกันในทุกๆ เช้า แม้ว่าจะเป็นอาหารเช้าธรรมดาๆ แต่ขอบอกเลยว่า น้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ที่นี่นั้นอร่อยเลยทีเดียว ใครมาชิมจะต้องติดใจในรสชาติของน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋
ร้านน้ำเต้าหู้ที่เราขอแนะนำ คือ ร้านน้ำเต้าหู้ Fu-Hang เป็นร้านที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทเป ซึ่งเปิดทำการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ซึ่งอาหารที่แนะนำก็จะเป็นน้ำเต้าหู้ มีให้เลือกทั้งแบบเค็มและแบบหวาน นอกจากนั้นจะมีขนมปังสอดไส้ปาท่องโก๋ และขนมเปี๊ยะไส้ต่างๆ ไว้ทานคู่กับน้ำเต้าหู้ ด้วยเอกลักษณ์การปรุงอาหารผ่านตู้กระจกใส ทำให้เรามองเห็นถึงความใส่ใจและความพิถีพิถันของพ่อครัวและแม่ครัว จึงช่วยสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าต่างแวะเวียนมาชิมอย่างไม่ขาดสาย
จะว่าไปแล้ว น้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอาหารการกิน ที่มีการส่งผ่านวัฒนธรรมมาจากจากจีนแผ่นดินใหญ่ สู่ปลายทางต่างๆ ทั่วเอเชีย เช่น ไทย ญี่ปุ่น ฮ่องกง รวมถึงที่ไต้หวันด้วย มากไปกว่านั้นการดื่มน้ำเต้าหู้ในยามเช้า ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างสุขภาพที่ดี เพราะน้ำเต้าหู้นั้นมีโภชนาการสูง จึงได้รับการขนานนามว่า “นมของชาวตะวันออก”
จากนั้น เรายังคงเดินทางตามหาของอร่อยๆ กันต่อ ซึ่งคนท้องถิ่นบอกกับเราว่า ถ้าอยากทานอาหารอร่อยๆ ต้องมาที่ “ย่านกงก่วน” (Gongguan) เพราะย่านนี้เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของบรรดานักเรียน นักศึกษาที่ไทเป ซึ่งที่นี่จะเต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น และร้านขายของกินอร่อยๆ อยู่หลายร้าน
และหนึ่งในอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของไต้หวัน ที่เราอยากแนะนำ คือ “กว่าเปา” (Gua bao) หรือแซนด์วิชของไต้หวัน ซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน ที่ดัดแปลงมาจากซาลาเปาสไตล์ฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นเนื้อซาลาเปาขาวๆ นุ่มๆ สอดไส้ด้วยหมูสามชั้นหมักและผักดอง มากไปกว่านั้นชาวไต้หวันบางคนมองว่าลักษณะของกว่าเปานั้น คล้ายๆ กับกระเป๋าสตางค์ที่เต็มไปด้วยเงิน ดังนั้น กว่าเปาจึงเป็นอาหารมงคลของชาวไต้หวัน ที่นิยมทานกันในงานเทศกาลประจำปีอีกด้วย
ถ้าเอ่ยถึงติ่มซำ หลายต่อหลายคนจะนึกถึง ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ แต่อยากจะบอกว่าติ่มซำที่ไต้หวันนั้นอร่อยไม่แพ้กันเลย ติ่มซำเป็นอาหารว่างของชาวจีนตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงสุกด้วยการนึ่งและบรรจุในเข่ง นิยมรับประทานคู่กับน้ำชา ติ่มซำนั้นมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า และรวมถึงเสี่ยวหลงเปาอีกด้วย เสี่ยวหลงเปาก็เป็นหนึ่งในเมนูของติ่มซำ ซึ่งแปลว่าซาลาเปาในเข่งเล็ก เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากทางตอนใต้ของจีน มีต้นกำเนิดมาจากสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็นซาลาเปาลูกใหญ่ๆ มีน้ำซุปอยู่ข้างใน จากนั้นก็ได้มีการปรับให้มีขนาดเล็กลงอย่างที่เราๆ เห็นกันในปัจจุบัน
ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มสัญชาติไต้หวัน ที่เขาว่ากันว่าถ้ามาไต้หวันแล้วไม่ได้ชิม ถือว่ามาไม่ถึง แน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึงชานมไข่มุก ซึ่งเราก็มีร้านแนะนำให้ไปลองชิม ซึ่งก็คือร้าน Chen San Ding เป็นอีกหนึ่งร้านชานมไข่มุก ที่ทั้งอร่อยและขายดีมากๆ อีกแห่งหนึ่งในไทเป ตั้งอยู่ในย่านกงก่วน ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน
จริงๆ แล้วชานมไข่มุกเกิดขึ้นครั้งแรกที่เกาะไต้หวันช่วงปี ค.ศ. 1987 โดยสูตรชานมไข่มุกนั้นเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญจากเจ้าของร้านขายเครื่องดื่มชา ซึ่งได้เทขนมที่ทำจากเม็ดมันสำปะหลังลงในถ้วยชา เมื่อมีคนได้ลองชิมก็ติดใจในรสชาติค่ะ จากนั้นทางร้านจึงคิดเป็นสูตรเฉพาะเพื่อทำขาย ต่อมาก็กลายเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันอย่างมากทั่วโลก กล่าวได้ว่าชานมไข่มุกกลายเป็นเครื่องดื่มทางวัฒนธรรมที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักเกาะไต้หวันมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าเกาะไต้หวันจะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่ตลาดปลาไทเปนั้นก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ที่นี่เหมาะอย่างยิ่งในการมาดูวิถีชีวิตของชาวไต้หวัน ตลาดปลาไทเปเป็นตลาดปลาที่มีขนาดที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เมื่อเทียบกับตลาดปลาซึกิจิของประเทศญี่ปุ่น แต่ที่นี่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เป็นแหล่งรวมของอาหารทะเลที่มีความสดและความอร่อย จึงทำให้ชาวไต้หวันเป็นจำนวนมากต่างมาซื้อของสดๆ กันที่นี่ และที่ตลาดปลาแห่งนี้จะมีร้านปลาดิบเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนนร้านหนึ่ง ซึ่งเราขอแนะนำว่า ถ้าใครชอบรับประทานซาชิมิต้องมาร้านซั่นเฉงถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ร้านใหญ่โตหรือหรูหรา แต่เราได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าของร้านเป็นอย่างดี
หนึ่งในความสุขของทีมงานโลก 360 องศา ก็คือการได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ได้เข้าไปถ่ายทำในตลาด เพราะว่าเราได้มีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง เพราะว่าตลาดนั้นเป็นศูนย์รวมเรื่องราว ข้าวปลาอาหาร และเห็นถึงวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง นอกจากนั้นแล้วเสียงเรียกเชิญชวนจากพ่อค้าแม่ค้าให้เรามาเลือกชิมอาหาร แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจภาษานั้นๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือน้ำจิตน้ำใจที่พวกเขาอยากหยิบยื่นให้
และอีกหนึ่งประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ ก็คือการมาเดินตลาดนัดกลางคืน หรือ Night Market เขาว่ากันว่าถ้าอยากจะทำความรู้จักกับวัฒนธรรมอาหารการกินของไต้หวันให้มากยิ่งขึ้น ก็ต้องมาที่ตลาดนัดกลางคืน โดยเฉพาะที่ตลาดนัดกลางคืนหนิงเซี่ย (Ning Xia) ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี และเป็นตลาดกลางคืนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของไต้หวัน เพราะที่นี่มีร้านอร่อยๆ และมีชื่อเสียงอยู่หลายร้าน และหนึ่งในอาหารทานเล่นที่ขึ้นชื่อของไต้หวัน ก็คือ เต้าหู้เหม็น ซึ่งมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิงของประเทศจีน อีกทั้งเมนูนี้ยังเป็นของโปรดของพระนางซูสีไทเฮาอีกด้วย เพราะเต้าหู้เหม็นเป็นเต้าหู้หมักชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดจากการหมักด้วยเกลือและพริกจีน
เมื่ออิ่มอร่อยกับอาหารคาวแล้ว เราขอแนะนำเมนูของหวานที่ไม่ควรพลาด ก็คือ ขนมโมจิ ซึ่งตัวขนมโมจินั้นทำจากแป้งข้าวเจ้า ที่จะทำให้แป้งมีความเหนียวหนึบและนุ่ม โดยจะมีการปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ แล้วนำไปต้มในน้ำร้อน คลุกเคล้ากับงาดำ และงาขาวผสมกับน้ำตาล ดังนั้นเวลาที่เรารับประทานก็จะได้ความหวานจากน้ำตาล และความหอมจากเมล็ดงา บวกกับตัวแป้งที่นุ่มนิ่ม ซึ่งอร่อยอย่าบอกใครเลย
“อาหาร” นอกจากจะมีความแปลกและแตกต่างไปตามแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ แล้ว แต่อาหารก็ยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ที่จะทำให้เรานั้นได้มีโอกาสรู้จักกับชุมชนนั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้ง มากไปกว่านั้น ในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใหม่ๆ นอกจากเราจะใช้ “ตา” เพื่อมองเห็นความสวยงามของสถานที่นั้นๆ แล้ว แต่หากเราใช้ “หัวใจ” ในการสัมผัส เพื่อซึมซับสถานที่เหล่านั้น โดยผ่านการเรียนรู้และพูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับผู้คนต่างถิ่น นั่นแหละคืออีกด้านความสวยงามของการเดินทาง







