
‘สตาร์ทอัพ’การลงทุนที่ไม่ธรรมดา
โดย... วราภรณ์ เทียนเงิน/เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
โดย... วราภรณ์ เทียนเงิน/เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
ธุรกิจสตาร์ทอัพได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น จากการที่รัฐบาลได้โหมโรงสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขณะที่ช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นสตาร์ทอัพเริ่มฉายแสงในประเทศไทย กระตุ้นให้นักลงทุนหันมามองโอกาสการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพมากยิ่งขึ้น
ศึกษาจนมั่นใจ
“อมรินทร์ ชุติธนารัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ก้าวไป ผู้มีมุมมองในการลงทุนแบบใหม่ที่แตกต่างออกไปโดยเปิดบริษัทเพื่อผลิตซอฟต์แวร์การศึกษา “Prinya” เมื่อ3 ปีที่ผ่านมา หลังจากเรียนจบที่ Babson College ประเทศสหรัฐ และได้ไปทำงานที่ Openview Venture Partners โดยเป็นกองทุนเวนเจอร์ แคปปิตอล ที่ลงทุนในบริษัทซอฟต์แวร์ที่เติบโตสูง และกองทุนจะมีทีมที่ปรึกษาที่คอยให้คำปรึกษากับบริษัทต่างๆ อย่างครบถ้วน เป็นสิ่งที่จุดประกายทำให้เกิดความสนใจและอยากทำอย่างจริงจัง
หลังจากกลับมาประเทศไทย ได้เข้าทำงานกับ Google และได้รับมอบหมายสถานะ Google for Education Partner ในการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ภาคการศึกษา และนำผลิตภัณฑ์ชื่อ Google Apps for Education เข้าสู่สถานศึกษาไทยจำนวนหลายแห่ง รวมทั้งได้ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชื่อ Prinya ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการสถานศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ที่กำลังทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน
อมรินทร์ กล่าวว่า ไม่แนะนำให้กู้เงินมาลงทุนเปิดบริษัทแต่แนะนำให้ใช้เงินส่วนตัวและเงินจากพันธมิตรทางธุรกิจมาลงทุน โดยหากกู้เงินมาลงทุนจะมีความเสี่ยงสูงกว่า อีกทั้งการเป็นสตาร์ทอัพจะต้องมีการบริหารงบการเงินให้ดีที่สุด และต้องมีวินัยทางการเงินเพื่อควบคุมต้นทุนในองค์กรให้ได้ ซึ่งการเปิดบริษัทช่วงแรกใช้เงินลงทุนประมาณ 1-3 ล้านบาทแต่บริษัทจะต้องบริหารงบให้องค์กรอยู่ได้ก่อนมีลูกค้า โดยช่วงแรกจะเปิดออฟฟิศเล็กๆ ที่รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีจตุจักรเพื่อควบคุมงบก่อนจะขยายจำนวนพนักงานและย้ายออฟฟิศใหม่หลังจากมีลูกค้ามากขึ้น
“การเป็นสตาร์ทอัพด้านการศึกษาแตกต่างจากสตาร์ทอัพอื่นในประเทศไทย เพราะการศึกษามีความสำคัญ และอยากสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีสู่ประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบจะเน้นการวิจัย คิดค้น และต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากที่สุด” อมรินทร์ กล่าว
นอกเหนือจากการลงทุนในธุรกิจ อมรินทร์มีวิธีการลงทุนเพื่อบริหารเงินส่วนตัว โดยจะเลือกลงทุนในกองทุน เพราะไม่ได้มีเวลาในการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น ก่อนที่จะลงทุนจะเข้าไปศึกษาผู้จัดการที่บริหารกองทุน รวมทั้งประวัติและผลงานการบริหารกองทุนที่ผ่านมา
“การลงทุนของตัวเองจะเน้นสิ่งที่ถนัด ต้องมีความเข้าใจในธุรกิจนั้นอย่างแท้จริง หากมีความเข้าใจและถนัดในธุรกิจนั้นก็จะเลือกลงทุนได้อย่างสบายใจและไม่เกิดปัญหาตามมา อีกทั้งผู้ลงทุนที่เชี่ยวชาญด้านไฟแนนซ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นนักลงทุนที่เก่ง เพราะสิ่งที่สำคัญอยู่ที่ความเข้าใจในธุรกิจมากที่สุด” อมรินทร์ แนะนำ
ยิ่งทำ ยิ่งอยากรู้
สตาร์ทอัพเป็นธุรกิจจรัสแสงที่ดึงดูดคนทุกวัยให้เข้าไปศึกษาและลงทุน เช่นเดียวกับ ดร.เจริญ อาทิตยา ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วน บริษัท สปินตา โกลบอล แอ็คเซเลอเรเตอร์ ที่ปรึกษาธุรกิจสตาร์ทอัพ แองเจิล และวีซี ในประเทศไทย
“การศึกษาธุรกิจสตาร์ทอัพ ยิ่งทำ ยิ่งอยากรู้ เหมือนเป็นสารเสพติด ทำแล้วอยากรู้ต่ออีกทุกวัน เป็นเรื่องใหม่ๆ ให้ต้องเรียนรู้”
ดร.เจริญ กล่าวว่า เป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับ ประชันต์ ปาเรคห์ประธานเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการ บริษัท สปินตา โกลบอล แอ็คเซเลอเรเตอร์ ตั้งแต่ทำธุรกิจบริษัท คลาวด์ ดาต้า (Klouddata Inc.) ซึ่งเป็นผู้ผลิตแอพพลิเคชั่น ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในซิลิคอน วัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา อินเดีย และไทยและกำลังเข้าสู่จุดอิ่มตัว จึงหาแนวทางที่จะสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยหันมาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ
ธุรกิจของสปินตาฯ คือ การจัดการไอเดีย แนะนำและพัฒนาธุรกิจของสตาร์ทอัพ ซึ่งจะเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจของคลาวด์ ดาต้า ให้เติบโตต่อไป
ดร.เจริญ กล่าวว่า โดยส่วนตัวสนใจธุรกิจที่เกี่ยวกับอินโนเวชั่นมาตลอด ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ที่มีโอกาสทำงานให้กับบริษัท อาร์ดีเอ็ม เทคโนโลยี (RDM Technology b.v.) ผู้ผลิตอุปกรณ์ป้องกันประเทศ เช่น เรือดำน้ำ รถถังหลัก รุ่นเลปปาร์ด ปืนใหญ่เคลื่อนที่เร็วของเนเธอร์แลนด์ ต่อมาธุรกิจหลักของบริษัทจำเป็นต้องผันกิจการไปทำพลังงานทางเลือก ก๊าซธรรมชาติบีบอัด (CNG) เนื่องจากปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ และเทรนด์ทางธุรกิจโลกขณะนั้น ในส่วนของซีเอ็นจีนั้นก็ได้ทำร่วมพัฒนาธุรกิจกับ บริษัท สามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงนั้นธุรกิจด้านพลังงานอยู่ในขาขึ้นพอดี
เมื่อธุรกิจพลังงานเข้าสู่ช่วงขาลง จึงผันตัวเองมาทำธุรกิจไอที ซึ่งเป็นธุรกิจขาขึ้นในยุคนี้ในนามบริษัท สปินตาฯ โดยการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพของสปินตาฯ นั้นจะมีหลักการอยู่ 3 ข้อ คือ 1.เจ้าของไอเดียต้องมีความหลงใหลในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เป็นเจ้าของผู้สร้างความคิดนั้นๆ ประการที่ 2 ความคิดต้องมี “WOW Effect” คือได้ยินแล้วต้อง “ว้าว ว้าว ว้าว” และเจ้าของต้องมีวิสัยทัศน์ และประการที่ 3 ตัวธุรกิจต้องสามารถขยายสู่ตลาดโลกได้ และเจ้าของต้องใจสู้
“ที่สนใจธุรกิจไอทีเพราะธุรกิจนี้ครอบคลุมทุกอณูของชีวิตในอนาคต ทุกอย่างต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมดแม้อุปกรณ์ก็จะมีชีวิต (IoT-Internet of Things) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอยู่ในช่วงขาขึ้น และยังไม่ถึงจุดสูงสุด ยังไต่เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ” ดร.เจริญ กล่าว
ขณะเดียวกัน บุคลากรในประเทศไทยมีความสามารถ มีฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ชาติใดในโลกแต่ยังขาดจุดเชื่อมโยงกับระดับโลก เพราะฉะนั้นแนวทางของสปินตาฯ จะช่วยสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี และธุรกิจของคนไทยประสบความสำเร็จได้ในตลาดโลก







