
รักษ์ป่าแนวใหม่ ต้นไม้เป็นสินทรัพย์
การประชุมป่าไม้ระดับโลก ครั้งที่ 14 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ เมืองเดอร์บัน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
โดย...พริบพันดาว ภาพ : ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า
การประชุมป่าไม้ระดับโลก ครั้งที่ 14 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ เมืองเดอร์บัน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีตัวแทนจากภาครัฐ ผู้นำด้านป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชนจากหลายประเทศทั่วโลกกว่า 4,000 คน เข้าร่วม โดยให้การตระหนักถึงประเด็นหลักที่ว่า “การลงทุนส่งเสริมด้านป่าไม้เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
การประชุมป่าไม้โลกถือเป็นการประชุมระดับโลกใหญ่ที่สุด ซึ่งจัดขึ้นทุก 6 ปี โดยมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ จะเข้าร่วมประชุมเพื่อถกถึงปัญหาสำคัญต่างๆ เช่น ศักยภาพในการจัดการป่าไม้ด้วยตนเอง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของคนท้องถิ่นให้ดีขึ้น ปัญหาโลกร้อน และนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านป่าไม้ การกำหนดวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตด้านป่าไม้โลก และมุ่งรณรงค์ให้มีการลงทุนส่งเสริมด้านป่าไม้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการดำเนินงานสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
แน่นอนต้องมีตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุม และในส่วนของภาคประชาสังคมได้นำเสนอโมเดลที่น่าตื่นเต้นสำหรับที่ประชุม นั่นคือแนวคิดเรื่องป่าไม้แนวใหม่ “ต้นไม้เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืนของประชาชน” โดยจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการปลูกต้นไม้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มาดูแนวคิดนี้กันว่า ทำไมประเทศอย่างแคนาดา กัวเตมาลา อิตาลี อินเดีย และฟินแลนด์ ต้องขอนำแนวคิดนี้ไปศึกษาเพื่อใช้จริงในอนาคต
นัยของป่าที่แปรเปลี่ยน
แนวทางการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนกับผู้คนที่มีฐานะยากจนอีกกว่า 350 ล้านคนจากทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาและฝากชีวิตไว้กับผืนป่า และผู้คนส่วนใหญ่กว่า 1,600 ล้านคน ต้องพึ่งพาพวกเขาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ คนที่อาศัยอยู่กับป่านั้นถือว่ามีความรู้ด้านการจัดการป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะองค์ความรู้และประสบการณ์เกิดจากสิ่งที่พบเจอและบทเรียนที่สั่งสมจากรุ่นต่อรุ่น ซึ่งความรู้นี้มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง โดยจะลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
รณกร ตีรกานนท์ ผู้จัดการด้านการพัฒนาศักยภาพและการบริการด้านวิชาการ ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอฟ-RECOFTC - The Center for People and Forests) ซึ่งไปร่วมประชุมครั้งนี้ เล่าถึงประสบการณ์ว่า มีคนสนใจเรื่องป่าไม้มากขึ้น
“ในรอบ 4-5 ปีหลังนี้ ประเด็นเรื่องป่าไม้มันถูกเอากลับมาคุยกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะ 5-10 ปีที่ผ่านมา คนสนใจเฉพาะเรื่องโลกร้อน คราวนี้การพูดคุยไม่ได้เน้นไปที่ป่าไม้อย่างเดียว แต่มีคนที่เกี่ยวข้องกับป่าด้วย เป็นการมองก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือเรื่องของ ‘ฟอเรสต์ แลนด์สเคป’ คือพื้นที่ซึ่งมีป่าเชื่อมโยงไปกับการใช้ประโยชน์ของที่ดินแบบอื่นๆ ด้วย นั่นหมายความว่ามันไม่ใช่เฉพาะแค่ป่าบนที่ดินป่าไม้อย่างเดียว นัยของป่าเปลี่ยนแปลงไป และมองการเชื่อมโยงของป่ากับการใช้ที่ดินในรูปแบบอื่นๆ ด้วย”
คนที่เข้าไปข้องเกี่ยวเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดการป่าอย่างยั่งยืนไม่ใช่มีแค่ภาครัฐอย่างเดียว รณกร ชี้ว่า การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมต้องมีกระบวนการและเน้นเรื่องของสิทธิในการจัดการ ซึ่งต้องมีการลงทุน แต่ไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนในมิติต่างๆ อย่างสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชน
“ก็ต้องดูว่าขาดอะไรที่จะต้องลงทุนให้เหมาะสมกับบริบทนั้นๆ และยั่งยืนอย่างมีธรรมาภิบาล ต้องมีความโปร่งใสในการตกลงและตรวจสอบ โดยมีคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของคนทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมไปด้วยกัน การให้โอกาสกับชุมชน ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้มากขึ้น แต่ทำในลักษณะร่วมมือกันหรือพาร์ตเนอร์ชิปมากกว่าการจัดงานอีเวนต์แบบซีเอสอาร์ หรือลงทุนในการทำธุรกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องกับป่า ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคม”
ว่าไปแล้วในเชิงเศรษฐกิจ ในประเทศไทยและอาเซียนมีผู้ประกอบการเกี่ยวกับสวนป่ามากมาย การประชุมครั้งนี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดเรื่องป่าไม้อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน การสร้างเครือข่าย การใช้เทคโนโลยีต่างๆ มีตัวแทนจากไทย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม เดินทางไปร่วมประชุมด้วย รณกรบอกถึงแนวคิดว่า
“การปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (โลกร้อน) เอาป่าไม้ไปใส่ไว้ในการพัฒนาชนบท บทบาทและหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวในเรื่องของป่าไม้ ซึ่งจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม มีความเป็นไปได้ไหมที่ภาคธนาคารสามารถให้เงินมาโดยมีต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกเป็นเครดิต สามารถเอาต้นสักทอง ต้นประดู่ เข้าธนาคารได้ เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่ามากขึ้นในพื้นที่ส่วนบุคคลหรือเอกชน เป็นเทรนด์และวิธีคิดแนวใหม่ของการจัดการป่าไม้
เวลาพูดถึงป่าชุมชน ในอดีตจะพูดถึงการเก็บหาผลประโยชน์จากป่าแค่พอเพียง หรือเพื่อประโยชน์ใช้สอยในครัวเรือน ขยับขึ้นมาสู่วิสาหกิจชุมชน เป็นธุรกิจชุมชนที่สร้างให้เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ โดยเอาป่าเป็นต้นทุน ส่วนบทบาทของนักป่าไม้ควรมีหน้าที่ส่งเสริม ไม่ใช่บังคับหรือควบคุม ต้องช่วยกระตุ้นและให้ความรู้เรื่องระบบบริหารจัดการแบบเฉพาะเจาะจงลงไปในป่าท้องถิ่นนั้นๆ”
สุดท้าย เขาย้ำว่า บทบาทของป่าไม้เมืองไทยไม่ใช่แค่จัดการจำนวนป่าชุมชนเพียง 9,000 กว่าแห่งแค่นั้นจบ แต่ต้องทำให้ป่าที่เป็นระบบนิเวศชนิดหนึ่งให้เกิดผลผลิตสูงสุดโดยผ่านงานวิจัย และมองผ่านปัญหาเชิงมิติทางสังคมและธรรมาภิบาล แต่ไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาวิชาการป่าไม้
‘ธนาคารต้นไม้’ ต้นแบบของไทยสู่ชาวโลก
ธนาคารต้นไม้เป็นองค์กรภาคประชาชนที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ยืนต้นประเภทใช้เนื้อไม้ได้ ผสมผสานกับพืชเกษตรปกติ ให้เกิดความหลากหลายในที่ดินทำกินของตนเอง แล้วรวมกลุ่มกันเข้าเป็นธนาคารต้นไม้สาขา รวมเป็นองค์กรระดับชาติ ต่อสู้ เรียกร้อง เสนอให้รัฐรับรองต้นไม้ขณะที่มีชีวิตให้มีมูลค่าเป็นทรัพย์ (อสังหาริมทรัพย์) และนำมูลค่าทรัพย์ไปใช้กับรัฐ อาทิ เป็นหลักประกันหนี้สิน ประกันตน ใช้เป็นเงินออมลักษณะพันธบัตรรัฐบาล เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินทำกินของตนเอง ฟื้นคืนระบบนิเวศในพื้นที่เกษตรแก้ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ แก้ปัญหาหนี้สินและการสูญเสียที่ดินของเกษตรกร สร้างความมั่นคงให้แก่มนุษยชาติ
เกริก มีมุ่งกิจ เกษตรกรสมาชิกธนาคารต้นไม้ จ.สระแก้ว อดีตครูและอาจารย์พิเศษที่มีดีกรีถึงปริญญาเอก สาขาวนเกษตร (Agroforestry) จากประเทศฟิลิปปินส์ แต่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นเกษตรกร ซึ่งเดินทางไปร่วมประชุมป่าไม้โลก ครั้งที่ 14 นี้ด้วย ในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคม เล่าว่า
“ผมไปประชุมป่าไม้โลกครั้งนี้ ซึ่งนำเสนอแล้วประเทศต่างๆ ชอบแนวความคิดมากที่สุด ก็คือ ‘ต้นไม้เป็นสินทรัพย์’ โดยเป็นทรัพย์ขณะต้นไม้มีชีวิต และเป็นทรัพย์ที่ถูกรับรองว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าขึ้นทุกปี แล้วเป็นหลักทรัพย์ที่ได้รับการรับรองเหมือนหลักทรัพย์ทั่วๆ ไป เพราะปัจจุบันแม้ในที่ดินที่เป็นป่าเสื่อมโทรมแล้วก็ยังห้ามมิให้เข้าไปปลูกต้นไม้ หรือเข้าไปปลูกก็ได้แต่ตัดไม่ได้ เพราะมันไปผูกพันกับกฎหมายที่ดิน เนื่องจากคำว่าป่าหรือสวนป่า นิยามของประเทศไทยก็คือสวนป่าคือที่ดิน ซึ่งมันคนละเรื่องกันในการนิยามหรือตีความ กฎหมายสวนป่าในต่างประเทศต้นไม้จะมาก่อนเลย สวนป่าคือต้นไม้ ส่วนที่ดินค่อยมาทีหลัง”
เกริก บอกว่า ถ้าเกษตรกรสามารถปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด และสามารถที่จะเก็บเกี่ยวดอกผลอย่างเต็มที่ในที่ดินของเขา ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก
“อาชีพของผมก็คือปลูกป่า ปลูกต้นไม้อยู่แล้ว ทำธนาคารต้นไม้ วิสาหกิจชุมชนเขาฉกรรจ์ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว การบริหารจัดการป่าอย่างยั่งยืน สำหรับป่าไม้แนวใหม่ การประชุมป่าไม้โลกคราวนี้พยายามเน้นการบริหารจัดการป่าไม้ด้วยตัวเองของชุมชน ให้เกษตรกรรายย่อยเขาดูแลตัวเองได้ พอพูดถึงต้นไม้ป่าไม้แล้ว เมืองไทยกลับมองเกษตรกรรายย่อยเป็นผู้ทำลาย ต้องเอาออกมาจากป่าให้หมด เดี๋ยวนี้เมืองไทยไม่มีป่าไม้แล้ว มีแต่ไม้ที่ประชาชนปลูกเป็นสวนป่า”
สำหรับหลักการธนาคารต้นไม้มีอยู่ด้วยกัน 5 หลักการ หลักการที่ 1 ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ณ ที่ใด ประชาชนมีสิทธิในการเป็นเจ้าของ หลักการนี้หมายถึง การให้ค่าแก่สิทธิชุมชน สิทธิประชาชน ให้เกิดการรู้สึกเป็นเจ้าของ เพราะปัญหาที่ผ่านมาเสมือนว่าประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของ จึงไม่เห็นคุณค่าความหมายของต้นไม้
หลักการที่ 2 ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ณ ที่ใด ประชาชนย่อมมีสิทธิดูแลรักษา คิดมูลค่าและการตัดเพื่อเป็นสินค้า หมายถึงการให้สิทธิในการดูแล จัดการ และสิทธิในการจัดการเพื่อการค้าขาย เป็นสินทรัพย์เลี้ยงชีพได้เหมือนพืชเกษตรอื่น
หลักการที่ 3 ผืนแผ่นดินที่ประชาชนปลูกต้นไม้ ประชาชนย่อมได้รับการรับรองสิทธิทั้งต้นไม้และที่ดินให้เป็นของประชาชน หมายถึงทั้งต้นไม้ที่ประชาชนปลูกและผืนแผ่นดินที่ประชาชนปลูก พึงจะต้องได้รับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนรู้ซึ้งถึงความเป็นเจ้าของตามสมควร อีกนัยหนึ่งคือสิทธิของคนในการถือครองต้องมาจากต้นไม้ที่ก่อกำเนิดขึ้นในแผ่นดินนั้นด้วย สิทธิทำกินในที่ดินดังกล่าวหมายถึง สิทธิทำกินตามที่กฎหมายกำหนดให้ แต่ที่ดินยังเป็นของรัฐ และเป็นเสมือนที่ดินของชุมชนและสังคมโดยรวม
หลักการที่ 4 ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ย่อมเป็นทรัพย์ของประชาชนและต้นไม้ทุกต้นย่อมมีมูลค่า หมายถึงการรับรองคุณค่า มูลค่า แก่ต้นไม้ของประชาชน และให้ค่านั้นตกเป็นทรัพย์ของประชาชนสู่การตกทอดเป็นไม้มรดกเช่นทรัพย์อื่น
หลักการที่ 5 ต้นไม้ทุกต้นที่ประชาชนปลูกย่อมสร้างสีเขียวให้แผ่นดินและความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ตลอดจนแก้ปัญหาโลกร้อนได้โดยดุษณี
เกริก บอกว่า เท่าที่คุยกันประเทศอื่นๆ เขาไม่มีธนาคารต้นไม้ ถือว่าเรามีประเทศเดียวในโลก แต่ก็สงสัยกันว่ามีมา 7-8 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพียงแต่มีการขยายตัวไปทั่วประเทศมีกว่า 3,000 สาขาแล้ว มีสมาชิก 3 แสนกว่าราย มีพื้นที่การปลูกพันธุ์ไม้ประมาณ 3 ล้านกว่าไร่
“ปัญหาเรื่องการปลูกและการดูแลรักษานั้นไม่มีแล้ว เพราะว่าทุกคนทำแล้วใช้ประโยชน์จากป่าที่เขาปลูกได้จริง การขับเคลื่อนไปข้างหน้าของเราก็คือเครือข่ายที่มีอยู่ให้ขยายพื้นที่ปลูกต้นไม้ โดยเอาแกนนำของแต่ละจังหวัดมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง และพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้ให้เป็นกฎหมายเร็วที่สุด หลักง่ายๆ ของกฎหมายก็คือต้นไม้เป็นหลักทรัพย์ที่มีชีวิต ซึ่งวิธีคิดอย่างนี้ในต่างประเทศก็ยังไม่มี คนตัวเล็กตัวน้อย ชาวบ้านที่ปลูกต้นไม้และรักษาต้นไม้เขามีทุนทรัพย์น้อย แต่ถ้าต้นไม้เหล่านั้นเป็นทรัพย์ได้เลย ธนาคารรับรอง บริษัทประกันรับประกันต้นไม้ ตัวแทนจากประเทศแคนาดาบอกว่าเป็นไอเดียที่สุดยอด เพราะเพิ่มทรัพย์ได้ทันทีและพร้อมกัน”
แนวคิดการปลูกต้นไม้เป็นสินทรัพย์ของประชาชนผ่านธนาคารต้นไม้ ประเทศที่สนใจก็มี แคนาดา กัวเตมาลา อิตาลี อินเดีย และฟินแลนด์ ซึ่งเกริกบอกว่า พวกเขาตื่นเต้นมาก
“ไทยมีแนวความคิดที่ก้าวหน้าที่สุด จากการนำเสนอต้นไม้ให้เป็นสินทรัพย์ของประชาชน ถ้ารัฐบาลยอมรับให้เกิดกฎหมายต้นไม้เป็นสินทรัพย์ ประชาชนยากจนจะขยับขึ้นมามีฐานะปานกลางทันที ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้และให้เป็นสินทรัพย์ของเขา แต่เป็นการปลูกผสมผสานกัน กิจการเพื่อสังคม ดำเนินการโดยชุมชน วิสาหกิจชุมชน เพื่อเป็นองค์กรรับรองในการแปรรูปไม้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
การรับมือกับสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและป่าไม้โลก ซึ่งนับจากนี้ต่อไปการจัดการป่าไม้จะเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน การยกระดับคุณภาพชีวิตและการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน อีกทั้งมีการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันเกี่ยวกับการป่าไม้ที่วางไว้ให้ไปถึงปี 2593 ในอนาคต
สำหรับปฏิญญาเดอร์บันด้านป่าไม้ที่เกิดขึ้นในการประชุมป่าไม้โลกที่แอฟริกาใต้ครั้งนี้ มีอยู่ว่า “ป่าไม้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องต้นไม้ แต่เป็นมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรากฐานการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความมั่นคงทางด้านอาหาร และยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น ในอนาคตป่าไม้จะมีบทบาทเป็นแหล่งเพิ่มศักยภาพให้กับชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหาร พลังงาน ถ่านไม้ ที่พักอาศัย วัตถุดิบเส้นใยและปศุสัตว์ ถือเป็นการสร้างรายได้และสร้างงานให้กับชุมชน มุ่งไปสู่สังคมที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป”
ประเทศไทยก็กำลังรอคอย พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้ ที่ว่ากันว่าเป็นการจัดการต้นไม้แนวใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดมาก่อนในโลก โดยอนุญาตให้ประชาชนมีต้นไม้เป็นสินทรัพย์ของตัวเอง ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าอย่างไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน







