posttoday
ปล่อยลมหายใจ ให้ว่างบ้างได้ไหม

ปล่อยลมหายใจ ให้ว่างบ้างได้ไหม

27 กันยายน 2558

ผมไม่เคยตั้งนาฬิกาปลุกในเช้าวันอาทิตย์ ยกเว้นแต่มีงาน ยิ่งในระยะหลังผมปฏิเสธงานในวันหยุดสุดสัปดาห์มาตลอด ดังนั้นผมจึงไม่จำเป็นต้องตื่นเช้า

โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]

ผมไม่เคยตั้งนาฬิกาปลุกในเช้าวันอาทิตย์ ยกเว้นแต่มีงาน ยิ่งในระยะหลังผมปฏิเสธงานในวันหยุดสุดสัปดาห์มาตลอด ดังนั้นผมจึงไม่จำเป็นต้องตื่นเช้า

สมัยผมทำงานใหม่ๆ ผมลุยงานและไม่ค่อยใส่ใจวันพักผ่อนมากนัก ระยะหลังเริ่มป่วยเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เดินไม่ได้เป็นเดือน ต่อมาป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงได้พบสัจธรรมของชีวิตว่า ถ้าเอาตัวเองยังไม่รอด ก็ไปช่วยคนอื่นไม่ได้

ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ให้ทำเต็มที่ในวันที่ต้องทำ มีเวลาผ่อนคลาย และถ้าหยุดก็ต้องให้เวลากับตัวเอง จริงๆ แล้ว ผมอาจกลัวความตายก็เป็นได้ พอร่างกายเริ่มมีอายุขึ้น หลายๆ อย่างดูช้าลงและเหนื่อยง่าย ร่างกายดูเปราะบางลงอย่างเห็นได้ชัด

หลายเช้าของวันอาทิตย์ ผมไม่มีทีท่าว่าจะรีบลุกจากเตียง แม้แสงแดดที่ลอดออกมาจากช่องหน้าต่างจะแยงตาให้ประเมินได้ว่าน่าจะสายแล้ว

บางทีผมอ้อยอิ่ง นอนลืมตาคิดอะไรไปเรื่อย จากนั้นไม่พ้นหยิบไอแพดบนหัวเตียงมาเปิดดูเฟซบุ๊กและเรื่องราวในโลกออนไลน์ กลายเป็นเช้าที่ผมตามอ่านข่าวสารจากเพื่อนฝูงได้ครบถ้วนที่สุด

หลังจากอ่านเฟซบุ๊กจนหนำใจ ผมผ่อนคลายสายตาด้วยการนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เอาเรื่องที่ไม่ได้คิดในเวลางานมานอนคิดแบบไม่เร่งรีบ หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระ

นอกจากลุกออกจากเตียงเพราะปวดฉี่แล้ว ผมไม่อยากจะลุกไปไหน ไม่หิว ไม่อยากกิน อยากนอนปล่อยความคิดล่องลอยไปแบบนั้น บางทีมันก็สนุกดี แปลกตรงที่เวลาจะผ่านไปเร็วมาก เหลือบดูนาฬิกาอีกทีบางครั้งจะเที่ยงวันแล้ว

ถ้าเป็นสมัยสักห้าหกปีก่อน ผมคงหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อ ทั้งๆ ที่ตอนนี้มีหนังสือวางไว้เต็มหัวเตียง แต่ไม่เริ่มอ่านสักที กลายเป็นนักซื้อหนังสือ แต่ยังไม่มีเวลาได้อ่านอย่างมีสมาธิเลย

ที่บ้านผมจะรู้ว่า ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ผมจะตื่นสาย จึงไม่มีใครไปปลุก แม้ว่าทุกคนในบ้านจะตื่นและผ่านเวลาอาหารเช้ามาแล้วก็ตาม นั่นนับเป็นความโชคดีที่ทุกคนเข้าใจและให้สิทธิส่วนตัวกันภายในบ้าน

หลังจากผมลุกขึ้นจากเตียงแล้ว ผมไม่เร่งรีบในการอาบน้ำล้างหน้าล้างตา ผมคิดว่าวันหยุดแบบนี้ไม่ควรจะต้องเร่งรีบทำอะไร ไม่เหมือนวันทำงานที่เราต้องรีบอาบน้ำ กินข้าว รีบขับรถไปให้ทันเวลาเข้างาน

ผมสามารถลุกจากเตียงเพื่อมากินข้าวเช้าได้ทันทีโดยยังไม่ต้องแปรงฟัน ดูเหมือนซกมก แต่เป็นการทำลายกรอบชีวิตที่เราไม่ต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนเหมือนทุกวัน บ้านก็บ้านเรา คนที่เจอในบ้านก็พ่อแม่พี่น้องเราทั้งนั้น ผมจึงใช้ชีวิตสบายๆ ในเช้าวันหยุด

หลังจากกินข้าวและกินยาลดความดันโลหิตสูง ผมจะทิ้งเวลาสักครู่เพื่อให้ยาได้ออกฤทธิ์ จากนั้นเริ่มโหยหากาแฟ ผมคิดว่าผมกำลังติดกาเฟอีน ดูเหมือนว่าการไม่ได้กินกาแฟจะทำให้ร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่า และไม่สดชื่นเอาเสียเลย ถ้าโชคดีรถขายกาแฟโบราณผ่านมาหน้าบ้าน ก็ยังพอให้ได้ฉีดกาเฟอีนลงเส้นเลือดให้ตื่นตัวได้บ้าง

จากนั้นผมจะเริ่มหมกมุ่นกับการเช็ดรถจักรยาน เอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ มาเช็ดตามซอกรถและล้อ จากนั้นตามด้วยการเช็ดด้วยผ้าแห้ง มันเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมมีความสุขและผ่อนคลายมากทีเดียว มีความสุขแค่ได้เช็ดแม้ว่ายังไม่ได้ออกไปปั่นแต่อย่างใด จากนั้นผมจะสูบลมที่ล้อยาง และเติมน้ำดื่มลงกระติกน้ำเป็นลำดับสุดท้าย

ผมจะดูลมฟ้าอากาศว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าฟ้าครึ้มเหมือนฝนตกแต่ยังไม่ตก ผมจะรีบเปลี่ยนชุดปั่นจักรยานออกไปทันที แต่ถ้าแดดเปรี้ยงมาก ผมจะนั่งดูทีวีกับครอบครัวก่อน และจะออกไปขี่จักรยานในช่วงเวลาเย็นๆ

ผมเริ่มปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายได้ไม่นานนัก หลังจากปั่นมาได้สักเดือนนึง จึงตั้งกฎกับตัวเองว่า จะไม่ตะบี้ตะบันปั่นจนเอาเป็นเอาตาย ขอแค่ปั่นให้ได้เหนื่อยให้เหงื่อออก โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง จะต้องปั่นให้ได้ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร วันเสาร์อาทิตย์ผมจะใช้เวลาในการปั่นจักรยานออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง

ทุกครั้งที่เหงื่อออกจากการออกกำลังกาย เหมือนว่าจะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่พอหายเหนื่อยกลับรู้สึกโล่งและสดชื่นมาก เป็นการทำร้ายตัวเองที่เยี่ยมยอดมาก ออกแรงให้เหนื่อย พอหายเหนื่อยแล้วโล่ง

ขากลับของการปั่นจักรยาน ผมมักปั่นแวะเข้าไปในตลาดนัดเพื่อเลือกซื้อของกิน ซึ่งเป็นของกินที่ต้องกินเลยเดี๋ยวนั้น เพราะหิ้วแขวนมาระหว่างทางก็ไม่สะดวกนัก กลายเป็นปั่นไปชิมไปในที่สุด

การออกกำลังกายของผมจึงไม่ทำให้น้ำหนักลดลงไปแต่อย่างใด บางช่วงบางวันน้ำหนักขึ้นมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่ผมไม่ได้ซีเรียสมากนัก เพราะรู้สึกได้เองว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่เหนื่อยง่ายเหมือนแต่ก่อน

ในบรรดานักปั่นจักรยาน ส่วนใหญ่มักชอบเอาความเร็วในการปั่นจักรยานมาแลกเปลี่ยนกัน แต่สำหรับผมแล้ว เวลาผมจะคุยกับใครถึงเรื่องการปั่นจักรยาน ผมไม่ค่อยโชว์ความเร็ว เพราะยังปั่นได้ช้า เรียกว่า “ขาอ่อน” เลยทีเดียว แต่ผมมักจะอวดตัวเลขความดันโลหิตสูงของผมว่า ความดันลดลงในระดับที่พอควบคุมบริหารจัดการได้ นั่นเป็นเป้าหมายของสุขภาพที่ดีขึ้นในการใช้เวลาว่างวันหยุดในการดูแลสุขภาพตัวเอง

ก่อนผมซื้อจักรยาน ผมลังเลอยู่นานว่าจะจ่ายเงินนับหมื่นบาทเพื่อการนี้เลยหรือ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วจนถึงตอนนี้ผมยอมรับว่าคุ้มค่าในการจ่ายเงินซื้อสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีในราคาหลักหมื่นเท่านั้น

หลังจากกลับมาจากขี่จักรยาน ผมมานอนตากพัดลมให้ตัวแห้ง เปิดไอแพดเล่นเกมไปตามเรื่องตามราว มีงานบางส่วนที่อาจต้องเคลียร์ต้องตอบบ้าง แต่ผมจะลดเวลาให้เบียดบังเวลาพักผ่อนให้น้อยที่สุด

พรุ่งนี้คงเป็นเช้าวันจันทร์ที่ผมต้องเริ่มต้นสัปดาห์ในการทำงานอย่างเต็มที่ยาวตลอดไปจนวันหยุดเวียนกลับมาใหม่ ผมยอมรับว่าตอนนี้อยู่ในจุดที่หวงแหนวันหยุด อยากทำกิจกรรมสบายๆ อยากทำอะไรก็ทำ ใช้ชีวิตในการพักผ่อนด้วยกิจกรรมง่ายๆ ทำได้ที่บ้านอย่างเต็มที่

ผมปล่อยลมหายใจว่างๆ แบบนี้มานานนับเดือนแล้ว รู้สึกชีวิตมีพลังขึ้นมาก ถ้าไม่เชื่อหลังจากอ่านบทความผมจบแล้ว คุณลองวางหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ดูสิครับ แล้วนอนคิดอะไรเพลินๆ หรือออกไปเสียเหงื่อแบบผม แล้วจะรู้ว่าลมหายใจว่างๆ มันปลอดโปร่งแค่ไหน

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน