
ดริปด้วยใจ ชงด้วยมือ กาแฟเพื่อชีวิตสโลว์ๆ
เพื่อเฉลิมฉลองชีวิตช้าๆ คอกาแฟยุคนี้จึงนิยมเครื่องดื่มแก้วโปรดที่ชงแบบ “Slow Brew” จนกลายเป็นเทรนด์
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
เพื่อเฉลิมฉลองชีวิตช้าๆ คอกาแฟยุคนี้จึงนิยมเครื่องดื่มแก้วโปรดที่ชงแบบ “Slow Brew” จนกลายเป็นเทรนด์ หนึ่งในวิธีชงกาแฟแบบนี้เรียกว่า “Pour Over” หรือ “Drip” เราๆ ท่านๆ เรียกติดปากว่า “กาแฟดริป”
เข้ากับวิธีสโลว์ไลฟ์สุดๆ ก็ต้องเป็นการชงกาแฟแบบ “แมนวลดริป” เป็นการใช้มือชงล้วนๆ โดยรินหรือหยดน้ำใส่ผงกาแฟ และไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องเคราอิเล็กทรอนิกส์มากมาย อาจจะใช้แค่เครื่องบดเมล็ดกาแฟ (หลายคนอาจจะพึงพอใจเครื่องบดด้วยมือ ยิ่งสโลว์เข้าไปอีก) และกาต้มน้ำร้อนเท่านั้น หัวใจของกาแฟที่ชงด้วยวิธีการนี้คือใช้เวลาและรอคอยอย่างใจเย็น ช้าๆ และแม่นยำเพื่อให้ได้กาแฟแก้วอร่อย ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์
ไม่เหมือนกับการชงด้วยเครื่องแบบอัตโนมัติที่เครื่องชั่งตวงวัดให้เป๊ะๆ การชงแมนวลดริปแต่ละครั้งอาจจะได้กาแฟที่ไม่เหมือนเดิมถ้าปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเมล็ดกาแฟ การบดเมล็ด อุณหภูมิของน้ำ เวลาในการชง ปริมาณกาแฟ น้ำ กระดาษกรองหรือฟิลเตอร์ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนมีส่วนในเรื่องรสชาติ จึงต้องควบคุมทุกอย่างให้เหมือนกันทุกครั้ง
ใช้อะไรชงกาแฟ
นับตั้งแต่กระดาษกรองหรือ Paper Coffee Filter กำเนิดขึ้นมาที่เยอรมนีเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว กาแฟแบบนี้ก็กำเนิดขึ้นมา เพราะการชงกาแฟกลุ่มนี้มักจะต้องใช้ฟิลเตอร์หรือที่กรอง นอกจากกระดาษแล้วยังมีโคนฟิลเตอร์ (Kone Filter) หรือที่กรองกาแฟรูปกรวยทำจากสเตนเลส ใช้แล้วก็ล้างได้ ไม่ต้องทิ้ง มีหลายขนาดให้เลือกเพื่อให้เหมาะกับเครื่องชง
อุปกรณ์การชงกาแฟแบบ Pour Over หรือ Drip ที่เรียบง่ายและเป็นพื้นฐานให้เครื่องชงกาแฟแบบอื่นๆ ได้พัฒนาต่อยอดไปคือ V60 ซึ่งมีแก้วทรงโคนหรือกรวยบริเวณก้นเป็นฐานสำหรับวางบนแก้วหรือภาชนะบรรจุน้ำกาแฟ ที่สำคัญคือมีรู 1-3 รู เพื่อให้น้ำกาแฟไหลลง เป็นเครื่องที่ใช้ง่าย เพียงใส่กระดาษกรองหรือฟิลเตอร์ ใส่ผงกาแฟลงไป แล้วใช้กาหยดน้ำร้อนลงบนผงกาแฟ น้ำจะไหลผ่านกาแฟช้าๆ ลงไปยังภาชนะบรรจุข้างล่าง
อีกหนึ่งอุปกรณ์ยอดนิยมคือ Chemex ซึ่งเป็นเหมือนกรวย 2 ชิ้นแล้วเอาปากมาประกบกัน เป็นแก้วทั้งชิ้น ปากกว้าง แล้วก็สอบลงตรงกลาง บริเวณนี้มักจะมีไม้หรือวัสดุอื่นห่อหุ้มสำหรับการจับถือ ก่อนที่ท่อนล่างจะบานออกสำหรับเป็นภาชนะสำหรับบรรจุน้ำกาแฟ เชเม็กซ์นี้ออกแบบสวยงามคล้ายดีแคนเตอร์ที่ใช้บรรจุไวน์ มองไปก็คล้ายๆ กับเครื่องมือในห้องแล็บ อาจจะเพราะออกแบบโดยนักเคมีชาวเยอรมัน
อาจจะมีถิ่นกำเนิดจากเยอรมนี แต่ถ้าหากจะพูดถึงเจ้าแห่ง Slow Brew Coffee ของโลกในปัจจุบันแล้วต้องยกให้ญี่ปุ่น ผู้คิดค้นอุปกรณ์ชงกาแฟหลายๆ อย่าง รวมทั้ง Kyoto Dripper หรือ Ice Drip เป็นเครื่องชงกาแฟจากญี่ปุ่นและใช้น้ำแข็งในการชง โดยให้น้ำแข็งละลายเป็นน้ำหยดลงบนผงกาแฟอย่างช้าๆ ไอซ์ดริปเครื่องเล็กๆ อาจจะใช้เวลา 3-5 ชั่วโมง ขณะที่เครื่องใหญ่อาจจะใช้เวลาเป็นครึ่งวัน กาแฟจากเครื่องชงชนิดนี้จะโดดเด่นที่ความหอม ทั้งยังใส สะอาด นุ่ม สดชื่น
ต้องอย่างนี้เพื่อความอร่อย
เพื่อความอร่อยแบบสม่ำเสมอทำให้การชงกาแฟแบบแมนวลต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้นิ่งและคงที่ เริ่มต้นตั้งแต่การเลือกเมล็ดกาแฟ เพราะว่ากาแฟจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับเมล็ดเป็นหลัก ใครชอบที่สดชื่นกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาด้วยรสชาติผลไม้ก็เลือกกาแฟเคนยา ส่วนกาแฟอินโดนีเซียที่เข้มข้นและหอมหวานสมุนไพรและไอดิน เป็นต้น เรื่องการคั่วนั้นชอบอ่อน กลาง หรือเข้ม (เอสเปรสโซ่) ก็เลือกตามชอบ แต่ส่วนมากนิยมคั่วระดับกลาง ขณะที่ญี่ปุ่นนิยมคั่วอ่อน เมื่อได้เมล็ดกาแฟดีหรือกาแฟที่ชอบแล้วการบดก็สำคัญ เมล็ดกาแฟที่ใช้กับโคนมักจะบดละเอียดปานกลาง เมล็ดกาแฟที่ใช้กับเชเม็กซ์ควรบดละเอียดปานกลางค่อนไปทางหยาบ
หนึ่งขั้นตอนที่ไม่ควรละเว้นคือ การ Preheat คือ การอุ่นหรือล้างฟิลเตอร์ด้วยน้ำร้อน เพื่อให้กลิ่นรสกระดาษหายไป (อย่าลืมทิ้งน้ำจากการพรีฮีตก่อนชง) ในการหยดหรือเทหรือดริปกาแฟนั้นต้องทำให้เกิด Bloom คือ ผงกาแฟโดนน้ำร้อนแล้วพุ่งขึ้นเหมือนดอกไม้บาน เมื่อแรกเทน้ำลงผงกาแฟควรให้เปียกทั่วถึงแล้วทิ้งไว้สักครู่ ก่อนจะค่อยดริปน้ำช้าๆ สม่ำเสมอ ทีละหยดๆ เป็นวงจากในออกนอกและนอกเข้าในไปเรื่อยๆ ควรหยดน้ำให้โดนแต่ผงกาแฟ ไม่เลยออกไปโดนขอบฟิลเตอร์ การดริปด้วย V60 ใช้เวลาราว 2-3 นาที ส่วนการชงด้วยเชเม็กซ์นั้นใช้ฟิลเตอร์หนากว่า จึงใช้เวลานานกว่าที่ราวๆ 4 นาที
กาแฟจากการชงแบบนี้มักจะดึงเอกลักษณ์ของรสชาติกาแฟชนิดนั้นออกมาได้ดี มี Higher และ Brighter notes ทั้งยังสะอาดและหวาน
สาเหตุความฮิต
เมื่อเกิดเทรนด์กาแฟ Pour Over หรือกาแฟดริปในบ้านเรา ทำให้ร้านเล็กร้านน้อยต้องมีไว้บริการ เจ้าใหญ่แห่งกาแฟอย่าง “สตาร์บัคส์” ก็ย่อมจะไม่หลุดเทรนด์นี้เช่นกัน
ที่สตาร์บัคส์เรียกกาแฟที่ชงแบบแมนวลนี้ว่า “Cone Brew” โดยจะจัดเป็นสเตชั่นต่างหาก หน้าเคาน์เตอร์ชงกาแฟมีที่นั่งให้ลูกค้าได้สบตาบาริสต้า ได้ชมการชงกาแฟอย่างใกล้ชิด
บ่ายวันหนึ่งเราได้คุยกับ นพรัตน์ อาภรณ์สุวรรณ หรือย้ง คอฟฟี่ มาสเตอร์และผู้จัดการร้านสตาร์บัคส์ สาขาบ้านชาติ แชมป์บาริสต้าจาก Thailand Coffee Competition 2015 คนล่าสุด เธอชงกาแฟ Karatina ซึ่งเป็น Starbucks Reserve คือ กาแฟแบบ single-origin และเมล็ดกาแฟขนาดใหญ่ที่สุดคือ เกรด AA จากเคนยา ด้วยวิธี Cone Brew ให้เราได้ลองชิม
ย้งบอกว่า “การชงแบบนี้จะดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกาแฟชนิดนั้นออกมา อย่างเช่น กาแฟเคนยา ซึ่งมีความสดชื่น เวลาที่ชงโคนบรูวจะดึง Acidity (ความเป็นกรด) ของกาแฟออกมาอย่างโดดเด่น นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการโชว์ทักษะของบาริสต้าในการชงด้วย
“การบดกาแฟแบบละเอียด ของเราเรียกว่าระดับ 9 อย่างที่ร้านถ้าเป็นไซส์ทอลล์คือ ใช้กาแฟ 30 กรัม วิธีการชงต้องใช้ทักษะอย่างเทน้ำก็ต้องใช้เทคนิคการบลูมคือ ค่อยๆ เทน้ำให้ทั่วกาแฟ การบลูมก็คือ น้ำจะทำปฏิกิริยากับกาแฟ แพร่และกระจายรสชาติของกาแฟดึงความโดดเด่นของกาแฟตัวนั้นออกมา
“การหยดน้ำก็ต้องไม่เร็วไปช้าไป เพื่อดึงรสชาติของกาแฟตัวนั้นๆ ออกมา กาแฟมีหลายรสชาติ จึงไม่ใช่แค่เทน้ำร้อนลงไป เวลาหยดน้ำประมาณ 30 วินาที แต่กระบวนการชงกาแฟทั้งหมดรวมแล้วราว 3-4 นาที ถ้าช้าไปกว่านี้จะได้กาแฟที่เข้มเกินไป
“กาแฟโคนบรูวจะได้ความสะอาด โล่งคอ ไม่มีเศษกาแฟติดมา ฟิลเตอร์อาจจะดึงกลิ่นออกไปบ้าง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องวอร์มไล่เศษกระดาษออกไปก่อน”
บาริสต้าผู้เชี่ยวชาญอย่างย้งบอกว่า “เสน่ห์ของการชงกาแฟโคนบรูวคือ เวลาที่เราได้ชงและได้สื่อสารกับลูกค้าหรือพาร์ตเนอร์ ทำให้อรรถรสในการดื่มกาแฟแบบนี้มันอร่อยขึ้น เป็นความเพลิดเพลินของคนดื่ม”
การชงกาแฟ Pour Over หรือ Drip ทำให้หลายคนติดใจในความเรียบง่าย เป็นสุนทรียะในการดื่ม เป็นศาสตร์และศิลป์ในการชง ส่วนรสชาตินั้นก็แล้วแต่รสนิยม หลายคนบอกว่าไม่ได้ต่างกับเครื่องชงอัตโนมัติ ขณะที่บางคนบอกว่าดีกว่าด้วยซ้ำ
หลังจากค่อยๆ คัดสรรกาแฟและอุปกรณ์ชง จึงค่อยๆ รินหยดน้ำ จึงได้น้ำกาแฟดำๆ มาดม ก่อนจะดื่มเพื่อให้รู้ถึงกลิ่น (Aroma) ความสดชื่น (Acidity) น้ำหนัก (Body) และรสชาติโดยรวมของกาแฟ (Flavor)
ทั้งหมดนั้นคือต้นเหตุความสุขของคนดื่มกาแฟแบบช้าๆ ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในวันนี้







