
ปวดหัวบ่อยๆ เป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน!
พญ.จุฑาณัฐ ยศราวาส อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า การปวดศีรษะไม่ใช่โรค
พญ.จุฑาณัฐ ยศราวาส อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า การปวดศีรษะไม่ใช่โรค แต่เป็นเพียงอาการซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิงสำหรับสาเหตุของอาการปวดศีรษะนั้นมีได้หลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อย มักเกิดจากความเครียด สภาพแวดล้อมอารมณ์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดศีรษะบริเวณขมับ ท้ายทอย ปวดรัดตึงรอบศีรษะนอนไม่หลับ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
ในเบื้องต้นการรักษาอาการปวดศีรษะนั้นเป็นการรักษาตามอาการได้แก่ รับประทานยาแก้ปวด การพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกาย แต่การรับประทานยาแก้ปวดนั้นควรอยู่ในการแนะนำของแพทย์ หรือเภสัชกรเนื่องจากยาอาจมีผลข้างเคียงและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ การกินยาแก้ปวดไม่ควรรับประทานเกิน 8 เม็ด/วันเนื่องจากเป็นพิษต่อตับ และยากลุ่มNSAIDs มีผลทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือมีผลต่อไตได้
นอกจากนี้ อาการปวดศีรษะอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงโรคที่มีสาเหตุเฉพาะ เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งภาวะหรือโรคเหล่านี้มีอันตรายถึงแก่ชีวิต หรืออาจทุพพลภาพได้ หากการรักษาล่าช้า ทั้งนี้อาการที่ผู้ป่วยและญาติควรสังเกต ได้แก่ อาการปวดศีรษะรุนแรงกะทันหันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ก้มคอแล้วอาการปวดเป็นมากขึ้น จนบางครั้งมีอาการคอแข็ง มีไข้ อาการปวดศีรษะเป็นมากช่วงเช้าอาจมีอาเจียนร่วมด้วย อาการปวดศีรษะสัมพันธ์กับท่านั่ง ท่านอน ไอจาม เบ่งแล้วปวดศีรษะมากขึ้น อาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ชักเกร็งกระตุก ซึมหรือหมดสติ อ่อนแรงหรือชาแขนขา ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซมองเห็นภาพลดลง หรือมองเห็นภาพซ้อน หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากรักษาไม่ทันท่วงที
ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาช่วยในการวินิจฉัย เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดศีรษะ ได้แก่เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้วทำให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น และสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องทันท่วงที เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิตและทุพพลภาพในอนาคต







