
จับชีพจร ทีวีดิจิทัล สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
วันนี้ธุรกิจทีวีดิจิทัลยังสบายดีอยู่ไหม? กับคำถามนี้ ผู้ตอบจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจดิจิทัล
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ... ภัทรชัย ปรีชาพานิช
วันนี้ธุรกิจทีวีดิจิทัลยังสบายดีอยู่ไหม?
กับคำถามนี้ ผู้ตอบจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจดิจิทัล และหนึ่งในตัวแทนของผู้ที่จะมาตอบคำถามนี้ เธอคือ สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายธุรกิจสื่อ)บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่นอกจากเธอจะเป็นแม่ทัพดูแลสื่อวิทยุและคอนเสิร์ต วันนี้เธอยังเป็นแม่ทัพใหญ่ในสายงานโทรทัศน์ ช่องจีเอ็มเอ็ม 25 อีกด้วย
“ตอนนี้ทีวีดิจิทัลมีช่องต่างๆ เยอะแยะมากมายอย่างที่เรารู้ๆ กัน ในวันที่ดิฉันต้องมารับผิดชอบช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ก็เริ่มมาดูว่ากลุ่มเป้าหมายของช่องเราเป็นใคร และเราจะนำคอนเทนต์ใดไปตอบสนองความต้องการของเขาให้ได้มากที่สุด ช่องอื่นๆ อาจมุ่งสู่ความเป็นแมสเพื่อให้เรตติ้งสูงๆ แต่ดิฉันมองตรงกันข้าม เราชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือคนรุ่นใหม่ อายุ 12-39 ปี ที่ยังมีหัวใจเป็นวัยรุ่นอยู่ คนกลุ่มนี้มีความแอ็กทีฟสูงมากในทุกๆ เรื่อง เขาไม่ใช่คนเสพทีวีเฉยๆ ดูไปเรื่อยๆ เขาใช้ทีวีเป็นแบ็กกราวด์ในการดำเนินชีวิต แต่ก็ทำกิจกรรมต่างๆ ควบคู่ไปด้วยเขาบริโภคคอนเทนต์ผ่านหลากหลายจอในเวลาเดียวกัน ซึ่งเราก็เปิดโอกาสให้เขาดูจากจอต่างๆ อย่างเต็มที่สุดท้ายเรามีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเขาบริโภคคอนเทนต์ของเราจนติด เขามีความสุขกับคอนเทนต์ของเรา สุดท้าย เขาจะอยากดูรายการของเราก่อนใคร แล้วเขาก็จะหันกลับมาดูรายการผ่านหน้าจอโทรทัศน์”
สายทิพย์ เปิดเผยว่า แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะมีความเป็นปัจเจกสูง อยากดูรายการที่ตัวเองอยากดู ในเวลาที่ตัวเองสะดวก ไม่ทันดูรายการต่างๆ ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ก็ไม่เป็นไร เพราะหาดูย้อนหลังผ่านช่องทางอื่นๆ มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา “แบบนี้มันเป็นกันทั่วโลกค่ะ ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญคือคอนเทนต์ที่เราต้องทำให้ดีที่สุด ตรงใจกลุ่มเป้าหมายของเราให้ได้มากที่สุด เราไม่กีดกั้นเลยถ้าผู้ชมของเราจะดูรายการต่างๆ ผ่านช่องทางไหน ในเวลาใดก็ได้ ขอให้ดูคอนเทนต์ของเรา ซึ่งคนที่มาลงโฆษณากับเรา เขาก็ยินดีที่จะให้มันเป็นไปในรูปแบบนี้ เพราะไม่ว่ารายการของเราจะอยู่ช่องทางไหน สินค้าของเขาก็จะตามติดไปทุกที่อยู่แล้ว เพราะมันไทอินอยู่ในรายการนั่นเอง”
สำหรับผู้สร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ ย่อมรู้ดีว่าหากรายการโทรทัศน์ของตนสามารถมีช่องทางหลายๆ ช่องทางในการนำเสนอ ทั้งในรูปแบบหลอมรวมสื่อ หรือนำเสนอข้ามสื่อ โดยนำรายการที่เรามีอยู่ในมือมาประสานผลประโยชน์ร่วมกัน มันคือสิ่งที่ดีที่สุด “แต่ในความเป็นจริงของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์ทุกคอนเทนต์จะเหมาะสมกับสื่อทุกสื่อ วันนี้เราคงจะต้องตั้งสติดีๆ ในการนำเอาอะไรก็ตามแต่มาต่อยอดอย่างเหมาะสม เพราะทุกอย่างในโลกนี้มีทางเลือกเยอะเหลือเกิน เรามีคอนเทนต์มากมาย เรามีช่องทางนำเสนอมากมายเต็มไปหมด แต่สื่อต่างๆ ก็มีธรรมชาติของสื่อที่มีความแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นวันนี้โลกของเราเป็นโลกของการไม่ใช้สูตรสำเร็จ แต่ต้องคิดเป็นเฉพาะกิจเฉพาะกาล โดยคิดว่าวันนี้เราเอาอะไรเป็นตัวตั้ง ถ้าเราเอาคอนเทนต์เป็นตัวตั้ง เราก็จะมองภาพว่า เราจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ไปสู่กลุ่มเป้าหมายของเราให้มากที่สุด ผ่านช่องทางนำเสนอต่างๆ ที่เข้าถึงเขาให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าวันนี้เราเอาช่องโทรทัศน์เป็นตัวตั้ง เราก็ต้องเห็นวิธีการอย่างชัดเจนที่จะทำให้ช่องโทรทัศน์ช่องนี้มีคนหันมาดูให้มากที่สุด การทำงานทุกวันนี้ เราต้องวิเคราะห์ให้ดีและมีสติให้มาก”
สายทิพย์ ได้ชี้ชวนให้เราลองหันมาดูสภาพแวดล้อมของบ้านเราที่ค่อนข้างนิ่งและไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับการลงทุนในธุรกิจสื่อ “นอกจากเราต้องมีสติและมีความแม่นยำในการวิเคราะห์ เรายังต้องมีความคิดสร้างสรรค์ให้มากๆ อย่าลืมว่าทีวีดิจิทัลมียี่สิบกว่าช่อง ถ้าทุกช่องเหมือนกันหมด ตายแน่นอน อย่างช่องของดิฉัน เราทำวิจัย วิเคราะห์ และใช้ความคิดสร้างสรรค์กันเยอะมาก หลักการของเราคือ
จงใช้เงินให้น้อย แต่ต้องใช้สมองให้เยอะ เราเชื่อว่าในสภาพแบบนี้ทุกภาคส่วนของทีวีดิจิทัล ต่างมีข้อจำกัดในการใช้เงินกันหมด เงินทุกบาททุกสตางค์จึงต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด อย่างเจ้าของสินค้า เมื่อเขาซื้อโฆษณาลงในสื่อของเรา เขาก็ต้องคิดเยอะ ซึ่งเราก็ต้องทำรายการดีๆ มีคนมาดูเยอะๆ เพื่อให้ทำให้เขารู้สึกคุ้มค่าที่จะมาลงทุนกับเรา”
สายทิพย์ ยังบอกเล่าอีกว่า นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการประมูลช่องทีวีดิจิทัล ยอมรับว่ามันคือการลงทุนที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะฉะนั้นการลงทุนผลิตรายการของช่องต่างๆ หากลงเงินน้อย รูปแบบรายการจะออกมาเป็นอย่างหนึ่งลงเงินมาก รูปแบบรายการก็จะมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง “ในส่วนของเรา โชคดีที่เราอยู่แกรมมี่ และเราทำคอนเทนต์มานานที่นี่เป็นเหมือนห้องสมุดที่มีคอนเทนต์หลากหลาย เรามีทั้งเพลงหนัง ละคร รายการทีวี คอนเสิร์ต ฯลฯ เรามีทุกสิ่งอย่างอยู่ที่นี่ สิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่าหมด หากเราจะหยิบเอามาใช้ใหม่เพราะฉะนั้นเราค่อนข้างมีต้นทุนที่ดีกว่าบางช่องที่เริ่มต้นทำโดยไม่มีอะไรเป็นพื้นฐานเลย ซึ่งก็อยู่ที่ว่าใครจะทำรายการใหม่อย่างไร จะซื้อรายการจากต่างประเทศ หรือทำรายการน้อยแต่รีรันเยอะๆ ก็แล้วแต่กลยุทธ์ของแต่ละช่อง แต่ในช่องของเรา เรามีคุณค่าของความเป็นแกรมมี่ ที่เมื่อทำช่องจีเอ็มเอ็ม 25 แบรนดิ่งของแกรมมี่ ก็ทำให้คนมองเราได้อย่างชัดเจนว่าเราคืออะไร และเราจะมีอะไรมาตอบสนองเขา โดยไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ”
ในส่วนของอัตราค่าโฆษณาที่ยังเดินไปไม่ถึงไหนสายทิพย์ เผยว่า สิ่งนี้จำเป็นต้องใช้เวลา อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป ถึงจะเห็นภาพได้ชัดเจน “วันนี้เราอาจจะโชคร้ายที่องค์ประกอบต่างๆ รอบตัวเราไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ หรือการช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลโดยตรง ตอนแรกที่ประมูล มีคำว่า มัสต์แคร์รี่รูล (การร่างหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงช่องรายการได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีข้อจำกัด) ตอนนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง การแจกคูปองส่วนลดของทีวีดิจิทัลก็ไม่บรรลุอย่างแท้จริง และมันก็ยังมีปัญหาอีกมากมายมหาศาล ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะใช้กลยุทธ์อย่างไรในการทำช่องทีวีดิจิทัลของตัวเองให้อยู่รอดได้ ตอนนี้เหมือนแต่ละช่องยืนอยู่ไม้กระดานไม้ไผ่อันหนึ่งที่ต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้นานที่สุด และสภาพความเป็นจริงอยู่ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็ลุ้นว่าตัวเองจะยืนอยู่บนไม้กระดานไม้ไผ่อันนั้นได้นานที่สุดหรือเปล่า”
สำหรับคนดู สายทิพย์ เผยว่า ในที่สุดแล้ว คนดูก็จะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ช่องทีวีดิจิทัลแทบทุกช่องจะร้องแรกแหกกระเชอเพื่อบอกคนดูว่าช่วยหันมาดูช่องของฉันให้เยอะๆ หน่อย “เหมือนคนดูไปดูหนัง หนังไทยหนังเทศราคาร้อยสองร้อยเท่ากัน คนดูก็มีสิทธิเลือกดูหนังที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง แม้บ้านเราจะรณรงค์ให้คนไทยหันมาดูหนังไทย แต่ท้ายที่สุดมันก็ขึ้นอยู่กับหนังที่คนจะเลือกดูว่าดีแค่ไหน คุ้มกับเงินและเวลาที่เสียไปมั้ย มันจึงเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตที่ต้องผลิตสิ่งที่ดีที่สุดออกมา สำหรับเรา เราตั้งเป้าว่าจะทำคอนเทนต์ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เราได้วางเอาไว้ ด้วยเงินที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และยิงตรงถึงกลุ่มหมายนี้ เพื่อทำให้เขาได้มองเห็นว่ารายการของเราดีที่สุดสำหรับเขานั่นเอง อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากฝากไว้คือ เราเรียกร้องให้คนหันมาดูช่องเราไม่ได้ทางออกคือ เราต้องหันกลับมาดูว่า เราผลิตรายการตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของเราได้ดีที่สุดแล้วหรือยัง”
หากพูดถึงเรื่องของการแข่งขันของทีวีดิจิทัลช่องต่างๆ สายทิพย์ เผยว่า ตอนนี้อย่าเรียกว่าการแข่งขัน เรียกว่าเราทุกคนทุกช่องต่างต้องหันมาต่อสู้ร่วมกันในเรื่องของทีวีดิจิทัล เพื่อให้มันเกิดในประเทศนี้ให้จงได้ น่าจะถูกต้องที่สุด “เพราะฉะนั้นการที่ทุกช่องพยายามตั้งใจทำคอนเทนต์ให้ดี พยายามทำให้ตัวเองอยู่รอด พยายามเดินก้าวข้ามผ่านตรงนี้ไปให้ได้ มันหมายความถึงความสำเร็จในอนาคต ที่ระบบทีวีในประเทศนี้จะก้าวข้ามไปสู่ระบบทีวีดิจิทัลอย่างแท้จริง วันนี้เราจึงไม่มาเสียเวลาแข่งขันกันหรอกค่ะ เราต่างคิดกันว่า ทำยังไงก็ได้ให้งานเรามีคุณภาพมากที่สุด อยู่รอดไปให้ได้พร้อมกัน อันนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด”
ท้ายที่สุด สายทิพย์ เผยว่า เราต้องยอมรับว่าช่องทีวีดิจิทัลต่างขาดการสนับสนุนจากสภาพแวดล้อมแทบทุกทาง เพราะฉะนั้นมาแข่งขันกันเองก็ไม่มีประโยชน์ “ต่อให้เราแข่งขันกันเอง แล้วต้องมีช่องต่างๆ ล้มหายตายจากลงไปจนเหลือช่องของเราช่องเดียว สุดท้ายเราก็ตายอยู่ดี ตอนนี้เราต้องจับมือกันทำให้คนดูหันมาดูทีวีดิจิทัลให้มากที่สุด ทำให้เอเยนซีโฆษณาหันมาซื้อโฆษณาเราให้ได้มากที่สุด ทำให้เราก้าวข้ามผ่านระบบตรงนี้ไปให้ได้ เราอาจจะโชคร้ายที่เราเกิดในประเทศนี้ที่คนมีมุมมองว่าเรื่องบันเทิงเป็นแค่เรื่องบันเทิง ในขณะที่เพื่อนบ้านเรานำธุรกิจบันเทิงเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศอย่างงามสง่า แต่ประเทศไทยยังไม่เข้าใจตรงนี้ และผู้มีบทบาทหน้าที่สนับสนุนยังไม่ได้ทำหน้าที่ส่งเสริมตรงนี้ แม้ว่าเขาต้องการให้เราประมูลช่องทีวีดิจิทัลด้วยเงินทองมากมายมหาศาล เพื่อให้เราเป็นเครื่องมือนำพาประเทศนี้ก้าวข้ามไปสู่ระบบทีวีดิจิทัล แต่กลับไม่มีการสนับสนุนใดๆ เพราะฉะนั้นมันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้องต่อสู้ไปพร้อมกัน ไม่ใช่มาแข่งขันฆ่าฟันกัน แม้จะมีช่องทีวีดิจิทัลที่ล้มหายตายจากไป เราไม่ได้รู้สึกดีนะ เรากลับรู้สึกแย่มากกว่า”







