posttoday
วันที่เราได้ยืนยิ้มอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็ง

วันที่เราได้ยืนยิ้มอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็ง

09 สิงหาคม 2558

ใครหลายคนที่ติดตามข่าว คงรู้ว่า เมื่อไม่นานมานี้มีนักแสดงสาวคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ ต่อมา มีนักร้องนักดนตรีคนหนึ่งเสียชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เกศณี ไทยสนธิ

ใครหลายคนที่ติดตามข่าว คงรู้ว่า เมื่อไม่นานมานี้มีนักแสดงสาวคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ ต่อมา มีนักร้องนักดนตรีคนหนึ่งเสียชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย โดยสาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายของคนทั้งคู่ มาจากการเป็นโรคซึมเศร้า

ในช่วงเวลานั้น ผมได้อ่านหนังสือสารคดีเล่มหนึ่ง นั่นคือ เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง เขียนโดย ดาวเดียวดาย ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รับมือกับอาการป่วยอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญยาวนานกว่า 7 ปี ซึ่งเมื่อผมได้อ่านหนังสือสารคดีเล่มนี้ ผมค้นพบว่า เราทุกคนมีสิทธิเป็นโรคซึมเศร้า ที่เมื่อเกิดความสงสัยว่าตัวเองน่าจะเป็นโรคนี้ ควรพบจิตแพทย์เพื่อหาหนทางเยียวยารักษา ในขณะเดียวกัน เราทุกคนควรหันมาให้ความเข้าใจกับคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ไม่ใช่โยนความผิดให้คนคนนั้นว่า เป็นบ้า เป็นโรคจิต เป็นคนที่น่ากลัว ไม่น่าคบหา ไม่ควรใกล้ชิดสนิทสนม จนกลายเป็นเราอาจเพิ่มความหดหู่ ซึมเศร้า และมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองให้แก่เขามากขึ้นไปอีก โดยที่เราก็ไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เราทำ มันอาจยิ่งตอกย้ำในสิ่งที่เขาเป็นมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

“การพูดคุย ได้รับกำลังใจ ฉันคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ป่วยซึมเศร้า แต่การพูดคุยนั้น ต้องทำให้รู้สึกถึงความเข้าอกเข้าใจจริงๆ บางครั้ง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอาการที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ต้องถามว่าดีขึ้นไหม ไม่ต้องแสดงความเห็นใจหรือสงสาร (สำหรับฉัน ความเห็นใจสงสาร ยิ่งทำให้แย่ลงไปอีก) แค่ชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องในความสนใจของผู้ป่วย มันจะช่วยให้สถานการณ์และความรู้สึกต่างๆ ดีขึ้น” (หน้า 33)

นี่คือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากใจผู้เขียน และทำให้ผู้อ่านอย่างผม ได้เรียนรู้ว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่ต้องแค่คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรอก ที่ต้องการอะไรแบบนี้ คนธรรมดาทั่วไป ก็ต้องการอะไรแบบนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น หากเอาตัวเราเป็นกระจกสะท้อนเงา เราจะรู้ว่า ทุกวันนี้ เราต้องการคนที่คอยรับฟังในเรื่องที่เราอยากเล่าอยากระบาย ฟังแล้วเข้าอกเข้าใจจริงๆ โดยไม่ตัดสิน พิพากษา หรือว่าให้ความเห็นใจสงสารมากแค่ไหน คนอื่นๆ ก็ต้องการแบบนี้ไม่ต่างจากเรามากมายแค่นั้น

“ฉันรู้ตัวเองดีว่า เป็นเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยไว้วางใจใครพอให้เล่าทุกเรื่อง หรือเล่าความรู้สึกลึกๆ บางอย่างในใจได้อย่างหมดจดเช่นนี้ แล้วหมอก็เป็นคนรับฟังตั้งใจฟัง เข้าใจ มีเมตตามากในการพูดให้กำลังใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ สำหรับฉันแล้ว หมอไม่ใช่แค่หมอ หมอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในเวลานี้” (หน้า 97)

หากในชีวิตของเรา ไม่มีคนที่คอยรับฟังเราอย่างคนที่ตั้งใจฟัง เข้าใจ และมีเมตตากับเรามากพอ ถึงมี เราก็มักรู้สึกว่า ได้เล่าได้ระบาย แต่ทำไมเรายังทุกข์อยู่ (อาจเป็นเพราะเขามีความทุกข์ความเศร้าของเขา มากเสียจนไม่อยากไปรับฟังเรื่องราวของใคร หรือรับฟังได้ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ทำให้เรากลับมาเศร้าทุกข์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม) การไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษา เยียวยา ทำจิตบำบัด จึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะนี่คือกระบวนการรักษาที่มีขั้นตอน มีจุดเริ่มต้น และมีแนวทางที่จะก้าวเดินไป รวมทั้งมีปลายทางให้เรามองเห็นได้ ซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็ยืนยันว่า ถ้าเรารู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างเลวร้ายเหลือเกิน จนเริ่มรู้สึกไม่ไหวแล้วกับการมีชีวิตอยู่ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้ไว้คนเดียวลำพัง ให้ไปพบจิตแพทย์โดยทันที

การไปพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นบ้า จงอย่ากลัวว่าเดี๋ยวจะมีคนแอบไปนินทาว่าเราเป็นบ้า เป็นโรคจิต จนทำให้เสียประวัติ

“ความอายอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนคนหนึ่งตัดสินใจเดินไปพบจิตแพทย์ช้ากว่าที่ควร ส่วนใหญ่มักกลัวสายตาของคนทั่วไป กลัวถูกสรุปว่าเป็นคนบ้า เพราะสื่ออย่างหนังหรือละครชอบแสดงภาพผู้ป่วยจิตเวชออกมาในแนวบ้าอาละวาด ทำร้ายผู้คน หรือเป็นตัวตลกไปเลย มุมมองของคนทั่วไปต่อผู้ป่วยจิตเวชจึงเป็นแง่ลบเสียส่วนใหญ่ คำว่าไอ้โรคจิต ไอ้บ้า ไอ้คนสติไม่ดี กลายเป็นคำด่าเจ็บๆ แฝงการดูถูกดูแคลนอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น มันช่างไม่ยุติธรรมต่อผู้ป่วยเลย

ความเป็นจริง ปัญหาการเจ็บป่วยด้านจิตใจ ก็เหมือนอาการเจ็บป่วยทางกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเกิดจากสาเหตุแตกต่างกัน หรือหลายสาเหตุผสมกัน โดยปัจจัยการเกิดโรคซึมเศร้าอาจมาจากสามปัจจัยด้วยกัน นั่นคือ ปัจจัยด้านชีวภาพ เป็นความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านจิตใจ อาการแสดงออกก็ไม่ได้บ้าอาละวาด นั่งพูดเพ้อเจ้อ หัวเราะสลับร้องไห้ รำลิเกเหมือนในหนังหรือละครเสียหน่อย” (หน้า 142-143)

มาถึงตรงนี้ เมื่อย้อนกลับไปมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับดาราสาวหรือนักร้องนักดนตรีคนนั้น เราจะรู้ว่า หากเขาได้เข้าพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษานับตั้งแต่เขาเริ่มรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างโหดร้าย จนกลายเป็นไม่น่าอยู่ เขาอาจมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ เช่นเดียวกับผู้เขียนท่านนี้ และคงไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ อย่างที่มันได้เกิดขึ้น

ย้อนกลับมามองดูตัวเอง ผมถึงกับบอกตัวเองว่า หลังจากผมเขียนต้นฉบับนี้แล้ว ผมจะเดินทางไปพบจิตแพทย์โดยทันที ผมจะไม่รและไม่กลัวว่าผมจะเสียประวัติ หรือเมื่อใครรู้เข้า จะหาว่าผมเป็นบ้า เป็นโรคจิต เป็นโรคประสาท ในเมื่อผมอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งกายและใจ อยากยืนยิ้มอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่ไม่ใช่จมอยู่กับความหนาวเย็นและมืดมนใต้ท้องทะเลอยู่ตลอดวเลา ไม่ใช่คนที่เก็บอะไรไว้ภายใน แล้วรอวันระเบิด ผมจะไปกลัวทำไม

“องค์การอนามัยโลก เผยว่า ภายในปี 2563 โรคซึมเศร้าจะเป็นปัญหาการเจ็บป่วยอันดับสองของประชากรโลก รองจากโรคหลอดเลือดและหัวใจ และอาจแซงไปเป็นอันดับหนึ่งได้ในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น ซึ่งในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่ประมาณสามล้านคน แต่มาพบจิตแพทย์ไม่ถึงแสนคน อีกสองล้านกว่าคนยังลอยนวล ปล่อยให้ความเศร้าหดหู่กัดกินความรู้สึกไปเรื่อยๆ” (หน้า 162)

คุณละครับ อยากเดินทางไปพบจิตแพทย์เหมือนผมไหม คุณกล้าพอที่จะก้าวข้ามความกลัวในใจ หรือก้าวข้ามสิ่งที่สังคมตีตราไว้ เพื่อก้าวขึ้นไปยืนยิ้มอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็งหรือเปล่า ถ้าอยาก จิตแพทย์กำลังรอคุณอยู่ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ