
ดูละครแล้วย้อนดูตัว
โดย...หมอมีน ตีสิบ ภาพ จากภาพยนตร์เรื่อง Milk
โดย...หมอมีน ตีสิบ ภาพ จากภาพยนตร์เรื่อง Milk
เชื่อว่าไม่มีใครไม่เคยดูหนัง ดูละคร เพราะตัวเองก็เป็นคนชอบดูหนัง ดูได้สารพัดแนว มีพระเอก นางเอก ตัวโรง นางร้ายจากเรื่องต่างๆ ให้ชอบ ให้ติดอกติดใจไม่น้อยทีเดียว จริงอย่างที่ผู้ใหญ่เคยพูดไว้ว่า โลกคือละคร และที่สำคัญเป็นโลกละครใบใหญ่ที่มีหลายโรงเล่นพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ Focus หรือเลือกที่จะดูเรื่องไหนเป็นพิเศษ
บางครั้งที่เราได้ดูหนัง ในหนังบางเรื่องมีเหตุการณ์เฉียดชีวิตเราบ่อยๆ มีภาพล้อชีวิตของเราบ่อยๆ มีความรู้สึก รักโศกเศร้าชังเหมือนที่เรากำลังรู้สึกโดยเฉพาะรู้สึก “อิน”
แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมหนังละครพวกนั้นถึงพาเราไปได้ไกล จูงเราให้เดินตามทุกช็อต ทุกซีน โดยเฉพาะบทบาทของพระเอก นางเอก ในชีวิตเรา เราต่างก็เป็นพระเอก นางเอก เป็นตัวเอกของชีวิต แต่ไม่มีใครบอกตัวเองว่าฉันอยากเป็นตัวตลก โดนด่าแดกดัน โดนหัวเราะเยาะ ทำอะไรไม่เข้าท่า เป็นที่น่าสมเพชเวทนา
สังเกตบ้างไหมว่า ก่อนหน้านี้หนัง ละคร มักจะสร้างตัวละครเพศที่สามให้มีลักษณะที่มักจะโอเวอร์แอ็กติ้ง มีชีวิต กิริยา วาจา ท่าทางที่เกินจริง มีชะตากรรม เคราะห์กรรมที่มากมายล้นเหลือ แต่มักจะเป็นการประสบชะตากรรมที่ไม่มีคนเห็นอกเห็นใจ เพราะทำออกมาทีไร ตลกโปกฮา ไม่ก็น่าสมเพชแทบทุกครั้ง ทั้งที่ในชีวิตจริงเพศที่สามมีชีวิต บุคลิก กิริยา ท่าทาง สุภาพเรียบร้อย สง่างาม ไม่ได้ต่างจากคนอื่นๆ
ที่สำคัญ ผู้หญิงผู้ชายก็โอเวอร์แอ็กติ้ง มีชีวิต กิริยา วาจา ท่าทางที่เกินจริง มีชะตากรรม เคราะห์กรรมที่มากมายล้นเหลือเช่นเดียวกัน หมอมีนก็เลยสงสัยว่า หนัง ละคร จะทำให้คนรู้ว่าใครเป็นเพศที่สามได้ก็เลยต้องใส่อะไรที่มันเยอะเกินจริง รักเกินจริง รุนแรงเกินจริงเท่านั้นเหรอ จุดขายในงานศิลปะการแสดงบางทีก็ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ก่อให้เกิดความเชื่อผิดๆ ทำให้เพศที่สามอาจจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ถูกไม่ควรได้...
ปัจจุบันเหมือนสังคมจะยอมรับเรื่องเพศที่สามได้มากกว่าอดีตมาก หมอมีนเคยคิดว่าที่ยอมรับได้ในปัจจุบันนี้ เหตุผลจากอะไร เพราะว่าสังคมรับได้จริงๆ หรือได้สำรวจแล้วว่า เพศที่สามมีจำนวนมากขึ้น และมีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าของเขาเองจึงได้กำหนดบทบาทและตัวละครบทนี้เพิ่มเติมขึ้นมา แต่อาจจะดีกว่านี้ หากมีหลากหลายมิติในการนำเสนอ พร้อมๆ กับสีสันที่เพิ่มเติมไปในบท เพราะที่ยังเห็นในปัจจุบัน ภาพของเพศที่สามก็ยังเป็นแนวตลกหรือสดใส ร่าเริงมากเป็นพิเศษ บางเรื่องมากเกินพิเศษ จนเหมือนจะทำให้แตกต่างจากชาวบ้าน และเด่นเกินไป
แต่อีกด้านนึง ปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าหนังเกย์เริ่มมีมิติของความเป็นมนุษย์ชัดเจนขึ้น มีมิติที่เป็นมนุษย์มากขึ้น มีมิติด้านสังคม การเมือง ศีลธรรม จริยธรรมมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะโลกเปิดกว้างขึ้น เรามองเห็นคนอื่นชัดเจนขึ้นด้วยดวงใจที่ไม่อคติ เราทุกคนรู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก คนดูหนังก็ไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียว เพราะฉะนั้นหนังรักจึงไม่ได้มีแค่เรื่องราวของชายกับหญิง มีความรักของเกย์ กะเทย ทอมดี้ ก็ไม่จำเป็นต้องลงเอยที่ความพลัดพราก อกหัก ความตายอีกแล้วใช่ไหม
เพราะ…เกย์ไม่ใช่อะไรที่ถ่ายทอดด้วยการดู ฟัง หรือหายใจรดกัน แต่การทำให้ภาพของเกย์เป็นไปตามความเป็นจริงส่วนใหญ่ ทำให้คนทุกเพศดูแล้วเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์รู้สึกรัก เพราะมองเห็นในความเข้าใจ การมองโลกตามที่ควรจะเป็นของผู้สร้างหนังนั้นๆ จริงอยู่ เกย์ ทอม ดี้ ต่างจากผู้ชายผู้หญิงทั่วไปที่ “รสนิยมทางเพศ” หมอมีนคิดว่า การที่จะบอกว่าใครเป็นเกย์ในหนังนั้นไม่จำเป็นต้องให้ตัวละครบ้าผู้ชาย บ้าเซ็กซ์ มีท่าทางจะล่วงละเมิดทางเพศคนอื่นตลอดเวลาอีกต่อไปแล้ว
หมอมีนว่า เราอยากดูหนังที่มีเกย์สุขสมหวัง โลกเข้าใจ พ่อแม่ยอมรับ เพื่อนมนุษย์ให้เกียรติกัน ตัวละครในหนัง ไม่ว่าเขาจะได้รับบทบาทไหน เป็นฮีโร่ มือปืน หมอ ทนายความ ตำรวจ เกษตรกร จะมีรสนิยมทางเพศแบบไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเอาความเป็นเกย์มาเป็นจุดเด่นแบบเดิมๆ อีกต่อไป หนังที่เกย์สมหวัง สมปรารถนาไม่ได้แปลว่าหนังนั้นจะเชิญชวนให้คนมาเป็นเกย์ และการที่หนังทำให้เห็นมุมมืดของชีวิตเกย์ ก็ไม่ได้ทำให้คนเลิก หรือไม่เป็นเกย์
สำหรับละครที่หมอมีนมองเห็นว่าทำได้ดีและถูกใจ (ย้ำว่า เป็นความชอบส่วนตัว แต่ต้องออกตัวว่าไม่ได้ติดตามดูมากนัก) เป็นตัวละครของซีรี่ส์ของค่ายนึงที่ทำเป็น เก่งเรื่องของการทำซีรี่ส์มาก และประสบความสำเร็จแทบทุกเรื่อง ซึ่งจะนำผู้ชายแท้ๆ มาแสดงเป็นแฟนกัน คือ จอน และ ที ได้รับความสำเร็จอย่างล้นหลาม และเพิ่มเติมไปอีกหลายตอน หมอมีนว่าความสำเร็จเป็นเพราะทุกอย่าง Real เพราะทีมงานได้ตีโจทย์ว่าเกย์ไม่ได้แตกต่างจากผู้ชายทั่วไป มีชีวิตดีๆ และเหมือนชาวบ้านและเป็นตัวอย่างให้คนมองในด้านดี ชื่นชมมากกว่าเรื่องอื่นที่พยายามยัดเยียดจริตของเกย์ให้ดูแปลกตาจนเกินไป
ในอนาคต สิ่งที่หมอมีนอยากเห็นในภาพยนตร์ไม่ใช่แค่ความหลากหลายของเพศ เพราะเราผ่านช่วงนั้นมาแล้ว แต่หมอมีนอยากเห็นความหลากหลายในเพศแต่ละเพศ (บทบาทของชายหญิงหลายแบบหลากหลายมิติของกลุ่มเกย์ หรือเพศที่สาม) อย่างแท้จริง เพราะนั่นคือการเป็นกระจกที่ผู้ชมสามารถได้ส่อง เห็น และเป็นตัวอย่างในการคาดการณ์ล่วงหน้าในการทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ รวมถึงเป็นการเสนอให้ผู้คนกลุ่มอื่นได้เห็นและมองดู ชื่นชม หรือตำหนิตามความเป็นจริง







