
ชีวิต (จริง) ขาด ‘แอ็กติ้ง’ ไม่ได้
อะไรคือแอ็กติ้ง หรือการแสดง แล้วอะไรคือเรื่องจริงที่ไม่ใช่แอ็กติ้ง ชีวิตคนเราแยกออกหรือไม่ว่าอะไรคือแอ็กติ้งอะไรไม่ใช่แอ็กติ้ง
โดย...แจนยูอารี ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
อะไรคือแอ็กติ้ง หรือการแสดง แล้วอะไรคือเรื่องจริงที่ไม่ใช่แอ็กติ้ง ชีวิตคนเราแยกออกหรือไม่ว่าอะไรคือแอ็กติ้งอะไรไม่ใช่แอ็กติ้ง
ถ้า "อีแย้ม" ด่ากราดสาดเสียเทเสียด้วยคำพูดชาวบ้านร้านตลาด พร้อมอาการเหวี่ยงวีนใส่ "อุไร" ในละคร "สุดแค้นแสนรัก" นั่นก็พอจะเดาได้ว่ามันคือแอ็กติ้งของนักแสดง
แต่ถ้า “พลอยสี” ต่อว่า "ชมพู่มะเหมี่ยว" เหตุเพราะพลอยสีโดนชมพู่มะเหมี่ยวแซงคิวซื้อไก่ทอด รู้เลยว่านี่ไม่ใช่แอ็กติ้งในละคร แต่มันคือเรื่องจริง
ในจอคือละคร นอกจอคือชีวิตจริง ราวกับฉากและชีวิตเดียวกัน รึจะว่าไปชีวิตของเราๆ ท่านๆ ต่างก็ถูกเชื่อมโยงกับศาสตร์การแสดงโดยไม่รู้ตัว หรือที่เรียกว่า ชีวิตนี้ขาดแอ็กติ้งไม่ได้
"ศิลปะการแสดงเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์ ด้วยการใช้คำพูดถ่ายทอดความคิดและศิลปะของการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก" (ลีโอ ตอลสตอย)
"การแสดงคือศิลปะของการทิ้งบุคลิกของตนเอง แล้วนำเอาบุคลิกความรู้สึกของตัวละครมาสวมใส่ และทำให้การสวมใส่นั้นดูเป็นจริงเป็นจังสำหรับผู้ชม" (เอ็ดเวิร์ด เอ. ไรท์)
"ศิลปะการแสดงคือการแสดงออกถึงจินตนาการ ความปรารถนาในจิตใจของมนุษยชาติ" (ดับเบิลยู.เอช. พาร์เกอร์)
ครูสอนการแสดง The Drama Academy by ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ก็เคยบอกไว้ (นิตยสาร plook ฉบับที่ 42 มิ.ย. 2557) ศาสตร์ของการแสดงเป็นเรื่องของมนุษย์ ไม่สามารถบอกได้ว่าเลิกเรียนได้ตอนไหน เพราะข้างในตัวของเราเป็นเหมือนจักรวาลที่หาจุดจบไม่ได้ การเรียนรู้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีกับตัวเรามากเท่านั้น
เธอยังบอกอีกว่าเมื่อคนเรารู้จักตัวเอง รู้จักความรู้สึกตัวเองอย่างแท้จริง ก็จะสามารถดูแลและควบคุมมันได้ง่ายกว่าคนที่ไม่รู้จักตัวเองเลย
"คุณจะรู้จักสิ่งที่อยู่ในร่างกาย แยกเป็น 3 ร่างกาย เสียง และจิตใจ ตั้งแต่เสียงของคุณ เสียงต่ำเสียงสูง การแสดงทำให้คุณรู้จักคาแรกเตอร์ของเสียงของเรา เสียงต่ำเป็นคาแรกเตอร์แบบไหน เวลาพูดเสียงต่ำน่าเชื่อถือมากกว่า พูดเสียงสูงสดใสมากกว่า เราจะเอามาปรับใช้ในการเสนองานอย่างไร เรื่องกายภาพ เรียนรู้ร่างกายตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า เรียนการแยกร่างกาย สุดท้าย ใจคือส่วนที่ยากที่สุด ทำความรู้จักว่าอะไรที่เรากลัวที่สุด อะไรที่เรารักมากที่สุด อะไรที่เราหวั่นไหวมากที่สุด น้อยนะที่จะมีศาสตร์สาขาไหนหันมาถามนักเรียนแบบนี้ แต่ศาสตร์การแสดงเป็นศาสตร์ที่ถามเราโดยเฉพาะ"
มีการตั้งคำถามเล่นๆ ว่าคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักแสดง พิธีกร หรือคนที่อยู่ในแวดวงการแสดง จำเป็นแค่ไหนที่จะเรียนรู้และเข้าใจแอ็กติ้งหลายความคิดเห็นต่างพูดตรงกันว่าจำเป็น บางอาชีพและบางกลุ่มคนอาจจะมีความจำเป็นมากๆ
ขณะเดียวกัน บางอาชีพที่คาดไม่ถึงเมื่อได้เรียนรู้และเข้าใจแอ็กติ้งย่อมจะนำแอ็กติ้งไปต่อยอดสร้างคุณค่าทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง อาจขยับขยายสู่ระดับชาติได้
ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าไม่ว่าอาชีพใดย่อมต้องเกี่ยวพันกับแอ็กติ้งแยกกันไม่ได้ ตัดกันไม่ขาด หากได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้ จะเพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาล
"ไม่ว่าจะทำอาชีพไหน เริ่มได้เลยค่ะ ส่วนตัวดิฉันว่าประเทศนี้เหมาะที่จะเรียนอย่างมาก อาจต้องบรรจุในหลักสูตรเลย เพราะการเรียนแอ็กติ้งคือการผนวกเอาหลายๆ ศาสตร์มาไว้รวมกัน จิตวิทยา สังคม ประวัติศาสตร์ วรรณคดี การพูด การแสดงออก ซึ่งมันก็คือศาสตร์ที่พูดถึงการเป็นมนุษย์ในทุกอณู โดยเฉพาะอาชีพครู ดิฉันว่าจำเป็นอย่างมากที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจแอ็กติ้ง ครูคือผู้สื่อสารที่สำคัญมากๆ กับเยาวชนและอนาคตของชาติ แต่ที่ผ่านมาและเป็นอยู่ตอนนี้ ครูกลับกลายเป็นผู้ไม่สามารถสื่อสารได้ดีพอ คือเยาวชนก็ไม่ได้รับสารที่ส่งให้อย่างเข้าใจ ประเทศชาติก็เลยไม่คนที่พร้อมกับการต่อยอดสารดีๆ เหล่านั้น มันเป็นแค่ข้อมูลที่ยังไม่มีการตระหนักเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ดิฉันไม่รู้ว่าครูรู้มั้ย อันนี้ก็ไม่แน่ใจ แต่องค์กรที่ดูแลครูรู้ ดิฉันคิดว่าน่าสนใจมากต่อการเจริญเติบของโตของชาติในอนาคต"
จากประสบการณ์ที่สอนลูกศิษย์ลูกหามา ดร.วรรณ์ขวัญบอกว่า ก็เคยมีหลายคนที่นำเอาศาสตร์การแสดงนี้ไปปรับใช้ในสายงานที่ทำ แล้วก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
"ลูกศิษย์ที่ทำอาชีพพนักงานขายก็เคยนำวิชาแอ็กติ้งไปปรับใช้ได้จริงกับสายงานที่ทำอยู่ เช่น การประเมินสิ่งที่ลูกค้าต้องการ การตีความจากพฤติกรรมที่ลูกค้าแสดงออกมา"
แม้แต่ผู้สื่อข่าว (หนังสือพิมพ์) ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพ ที่ควรจะเรียนรู้และเข้าใจศาสตร์การแสดงให้ถ่องแท้ รวมถึงหลายๆ อาชีพที่ต้องพบปะผู้คน ไม่จำเป็นต้องเฉพาะ นักแสดง นักร้อง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว นางแบบ นายแบบ เช่นว่า นักการเมือง คนขับแท็กซี่ แม่ค้าขายข้าวแกง เจ้าของร้านอาหาร หมอ พยาบาล พนักต้อนรับบนเครื่องบิน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนต้องเกี่ยวพันกับแอ็กติ้งในหมู่ผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ดิฉันก็ว่าน่าจะดีไม่น้อยนะคะนักข่าว เพราะแอ็กติ้งจำเป็นในแง่ถ้าคนเรียนถูกวิธี มันจะมีประโยชน์มากๆ ในการตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบจากแหล่งข่าว จะไม่ใช่เป็นการถามเพื่อสร้างปัญหา แต่เป็นการร่วมหาทางออกของปัญหา คิดและร่วมเผชิญปัญหา คำถามแบบไหนควรถาม คำถามแบบไหนไม่ควรถาม ถามทำไม เพื่ออะไร ทั้งหมดถ้าได้รับการฝึกฝนมันก็ช่วยได้เยอะนะคะ นักการเมืองต่างประเทศก็ต้องเรียนสปีช ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสตร์การแสดง แต่ในบ้านเรายังไม่เห็นมีหลักสูตรเฉพาะเจาะจงที่ขนาดนั้น แอ็กติ้งเพื่อนักข่าว แอ็กติ้งเพื่อนักการเมือง ก็ยังไม่มีนะคะ
อย่างปัญหาความขัดแย้งทางความคิดหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะการเมือง สังคม ดิฉันว่าถ้าคนเหล่านั้นได้เรียนวิชาแอ็กติ้งซึ่งไม่ใช่ความหมายการพยายามเป็น หรือเสแสร้งแกล้งทำนะคะ แต่มันคือการใช้เครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่ให้เกิดประสิทธิผลได้รับการฝึกฝนถูกที่ถูกทางและถูกวิธี มันเหมือนไปเรียนวาดรูปแล้วต้องทำความรู้จักกับสีน้ำมัน ผ้าใบ พู่กัน จากนั้นก็ฝึกใช้เครื่องมือ โดยมีปลายทางคือการรู้จักตัวเองและเปิดใจให้กว้างขึ้น ยอมรับความต่างในความคิด ความขัดแย้งที่เกิดจากการไปตัดสินคนอื่นจะเบาบางลงค่ะ เรารู้ตัวเองเราก็เท่าว่าเราจะรู้จักคนอื่นและเข้าใจในความเป็นมนุษย์"
อรพรรณ อาจสมรรถ หรือ ครูบิว แห่ง Bew's Act-Things Studio ก็ให้ความคิดเห็นว่าการเรียนรู้และเข้าใจแอ็กติ้งจำเป็นสำหรับทุกคน จะอาชีพไหน ชนชั้นใด เพศอะไร จำเป็นหมด
"นักการเมืองจำเป็นค่ะ ในแง่ในการสื่อสาร จริงๆ คนเหล่านี้จะมีความเป็นนักแสดงสูงอยู่แล้วนะคะ แต่ถ้าได้ฝึกอย่างถูวิธี ก็จะใช้ศักยภาพได้เต็มที่ เช่น การพูดต่อหน้าชุมชน ก็จะสร้างพลังฮึกเหิม หรือเกิดแรงศรัทธาได้อย่างมาก ซึ่งจะไม่ใช่การแสดงที่ต้องท่องไปสคริปต์ กระทั่งนักข่าวก็ควรต้องเรียน แอ็กติ้งจะช่วยในเรื่องการไปทำข่าว นักข่าวจะสามารถมองสิ่งที่เห็นต่างไป อาจนำเสนอข่าวหลายแง่มุมมากขึ้น
แต่ที่ควรเรียนเลยคือเด็กๆ เพราะเธอว่าจะช่วยได้มากในเรื่องสร้างทัศนคติที่ดีและถูกต้อง ที่มีผลต่อเนื่องไปถึงกระบวนการคิด ความรู้สึก และอารมณ์ที่แสดงออกมา ที่สำคัญยังจะช่วยให้หลุดจากโลกดราม่าได้
"ถ้าเข้าใจตัวเองและเข้าใจพื่อนร่วมโลก ชีวิตก็จะดราม่าน้อยลง (ครูบิวหมายถึงการทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่) เพราะตอนที่บิวยังไม่ได้เรียนแอ็กติ้งร้องไห้ง่ายมาก เห็นอะไรสะเทือนก็ร้องไห้ แต่พอมาเรียนก็จะหาเหตุผลร้องทำไม ทำไมต้องร้อง แล้วก็หยุดร้องไห้เพราะชีวิตได้อยู่กับตัวเองอยู่กับปัจจุบัน ส่วนตัวอยากมากกกกค่ะ อยากที่จะทำเป็นหลักสูตร อยากสอนเรื่องพัฒนาการเด็ก เพื่อเสริมศักยภาพของเด็กแต่ละคน เด็กบางคนไม่มีเพื่อนเลย เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เด็กบางคนพูดต่อหน้าคนก็จะบิดม้วน แต่เด็กบางคนก็มาแบบล้นๆ หน้าที่ของแอ็กติ้งและครูสอนจะต้องค่อยๆ ตบให้เด็กเหล่านั้นเข้าที่เข้าทาง ถ้าเด็กถูกฝึกอย่างถูกวิธีแล้ว เด็กก็จะรู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง และเข้าใจคนอื่นและเพื่อนมนุษย์
ถ้าคนได้เรียนรู้และเข้าใจแอ็กติ้งก็คิดว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นค่ะ คนจะมองเห็นกองขยะเป็นงานศิลปะ การที่ถูกแม่ตะโกนด่าว่าทำไมไม่พับผ้าห่ม นั่นละคือความรักและความหวังดีที่แม่มีต่อเรา ถ้ามองอย่างเข้าใจ จะไม่หงุดหงิดใส่แม่เลย หรือแม่ค้าขายมังคุดว่าคนที่บีบมังคุด ถ้ามองชั้นเดียวเราจะคิดว่าแม่ค้าโวยวาย แต่ถ้ามองอีกชั้นมันก็คือผลกระทบต่ออาชีพเขา คนบีบจนเละมังคุดจะขายได้เหรอ ไม่ใช่พวกมองโลกสวยนะคะ แต่มันคือการมองด้วยสายตาที่เป็นจริงและมองอย่างเข้าใจมากขึ้น ทั้งตัวเราและคนอื่น สิ่งที่รอบตัวเรา แม้กระทั่งโลก ซึ่งแอ็กติ้งจะสอนได้ระดับหนึ่ง"
ถึงอย่างนั้น ทุกอย่างจะเกิดผลสัมฤทธิ์ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนไม่ฝึกฝนก็จะไม่ได้และจะใช้ไม่เป็น ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวแต่ละคนก็จะถูกปิดกัั้น ถ้าชีวิตประจำวันคือการแสดง ก็ต้องใช้การแสดงนั้นๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจ
"คนมักจะคิดว่าแอ็กติ้งคือการฟูมฟาย และคิดว่าการเรียนแอ็กติ้งก็คือการเรียนเพื่อไปแคสงาน จริงๆ ก็ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างบางคนใช้แอ็กติ้งไปพรีเซนต์งาน หรือไปสมัครงาน มันก็เหมือนกับเวลานักแสดงไปแคสงาน ไปสมัครงานก็ต้องโชว์ตัวตนต่อคนที่รับสมัครงาน ถ้าเป็นธรรมดาก็จะทำให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำควรพูด บางทีพูดไปแล้ว ทำไปแล้วแต่ไม่ก่อประโยชน์ นั่นละแอ็กติ้งจะช่วยได้ และแอ็กติ้งก็จะเชื่อมโยงกับหลักพระพุทธศานา ให้อยู่กับปัจจุบันขณะแบบมีสติ ทำให้ใจนิ่งลง สงบลง เวลาที่นักแสดงทำการแสดงอารมณ์ก็จะถูกปั่นขึ้นลง แต่พอทุกอย่างสั่งให้คัตทุกอย่างก็จบลงด้วยดี เหมือนกันค่ะ คนเราทั่วไปถ้าได้รับการฝึกฝนแม้ต้องเจอกับอะไรร้ายๆ สุดท้ายก็จะวางลงได้
บางคนที่เข้ามาเรียนแอ็กติ้งกับบิวอาจมีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน บางคนขาดความมั่นใจในตัวเอง ส่งผลให้หน้าที่การงานขาดความน่าเชื่อถือ บางคนมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร หรือการนำเสนองาน ก็มีหลายอาชีพค่ะ ทนายความ สถาปนิก พนักงานบริษัท เด็กนักเรียน จริงๆ แล้วควรได้รับการฝึกฝน เพราะแอ็กติ้งจะทำให้เขาเข้าใจตัวเอง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ตัดสินคนจากภายนอกและยอมรับคนอื่น ในต่างประเทศมีให้เรียนนะคะ เพื่อฝึกให้เด็กได้คิดเป็นและวิเคราะห์เป็น แม้แต่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็มีค่ะ
บิวเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นสตาร์ มีศักยภาพ มีตัวตนในโลกที่ตัวเองอยู่ เป็นสิวเต็มหน้า ก็ไม่ต้องมาปิดหน้า แต่กล้าบอกคนอื่นว่ากำลังรักษาอยู่ มันเป็นการสอนกระบวนความคิดเพื่อให้มองเห็นความเป็นมนุย์ที่ต่างก็มีคุณค่าในตัวเองทุกคน แต่ทุกอย่างต้องมีการฝึกค่ะ มันเหมือนเรียนว่ายน้ำเรียนขับรถ ต้องฝึกถึงจะว่ายได้สวยขับได้คล่อง แรกๆ อาจจะว่ายไม่สวยขับไม่คล่อง แต่พอฝึกซ้้ำๆ ก็จะว่ายสวยและขับคล่องค่ะ"







