posttoday
คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ ปรัชญาชีวิตจากนโยบายการเมือง

คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ ปรัชญาชีวิตจากนโยบายการเมือง

28 มิถุนายน 2558

ผมยืนอยู่ที่ฝั่งหนึ่งของลำน้ำ จ้องมองไปที่ฝั่งตรงข้าม น้ำในลำธารดูไม่ลึกแต่ไหลเชี่ยว ไม่มีสะพาน

โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ผมยืนอยู่ที่ฝั่งหนึ่งของลำน้ำ จ้องมองไปที่ฝั่งตรงข้าม น้ำในลำธารดูไม่ลึกแต่ไหลเชี่ยว ไม่มีสะพาน ไม่มีเรือข้ามฟาก ผมจึงก้าวลงไป ผู้คนเริ่มจ้องมอง ผมย่ำข้ามไปแต่ละก้าว กรวดแม่น้ำกลิ้งหลบน้ำหนักเท้าตามกระแสน้ำ ท่าทางผมตอนนี้ดูเก้ๆ กังๆ ผมก้าวซ้ายทีขวาที เสียหลักเข่าทรุดไปข้างหนึ่ง กางเกงเปียก ผู้คนบนฝั่งเริ่มชี้ชวนกันดูหัวเราะเฮฮา “เอ้าเฮ้ย ดูท่ามันสิ! ฮ่าฮ่าฮ่า” สองขาคงไม่พอที่จะพยุงตัว ผมเริ่มจะต้องก้มๆ เงยๆ และใช้มือช่วย “คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ”

ยิ่งกลางลำน้ำ น้ำยิ่งเชี่ยว ท้องน้ำลึกขึ้น มองไม่ค่อยสะดวก น้ำที่เคยคิดว่าไม่ลึก กลับลึกกว่าที่คิด ดีไม่ดีลื่นไถลไปบางจุดอาจถูกพัดจมน้ำก็เป็นได้ เมื่อผมไปผิดทาง น้ำลึกเกิน ต้องย้อนกลับมาตั้งหลักใหม่ เสียเวลาให้คนหัวเราะเยาะผมนานขึ้น

ผู้คนยังชี้นิ้วไปมา เดี๋ยวก็ส่งเสียงกำกับให้ผมไปทางโน้นทางนี้ เดี๋ยวก็เฮฮาในท่าทางที่ดูเงอะงะของผม คนบนฝั่งยิ่งดูร้อนใจ เหมือนไปทางไหนก็ดูผิดไม่ทันใจพวกเขาทั้งนั้น ถึงผมอยากจะสนใจแต่ก็ไม่มีเวลานัก ได้แต่ค่อยๆ มีสมาธิหาก้อนหินคลำทีละก้อนหาทางต่อไป สมดุลที่จะยืนอยู่ได้ต้องมาจากสัมผัสจากมือและขาในแต่ละวินาทีที่สัมผัสก้อนหินใต้น้ำ

ผ่านไปนานสองนานผมยิ่งใกล้อีกฝั่งมากขึ้น ทุกอย่างค่อยๆ ราบรื่น ค่อยง่ายขึ้น บางทีหากมีคนตามผมมา ก็คงจะใช้ท่าทางไม่ต่างกับผมก่อนหน้านี้ แต่ก็คงง่ายขึ้นหน่อย เพราะผมพอจะบอกได้ว่าทางไหนเดินง่าย ทางไหนเดินยาก แล้วผมก็มาถึงอีกฝั่ง ด้วยสภาพเปียกปอนและเปื้อนดิน ส่วนผู้คนที่ส่งเสียงล้อเลียนตลกเฮฮากับสภาพทุลักทุเลของผม ทุกคนยังคงพร้อมหน้าอยู่ที่ฝั่งเดิม

ทุกชีวิตมีหนทางอยู่ข้างหน้า บางคนเลือกย่ำอยู่กับที่ บางคนเลือกที่จะตาม และบางคนเลือกที่จะนำ ก้าวเดินไปในทางที่ผู้คนไม่เคยไปไม่เคยง่าย อาจต้องไปด้วยท่าทางที่เงอะงะ และเปียกปอน แต่มันเหมือนการคลำก้อนหินข้ามลำน้ำ เสียหลักเปียกปอนคือเรื่องคาดเดาได้ โดนถากถางหัวเราะเยาะใช่จะเป็นเรื่องเกินคาดหมาย แต่หากไม่ยอมเก้ๆ กังๆ เปียกปอน หรือทนไม่ได้กับการถากถาง ก็คงได้แต่เป็นคนที่นั่งอยู่บนฝั่งเดิม

สำนวน “คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ” ไม่ได้โด่งดังมาจากหนังสือให้กำลังใจยามท้อถอย หรือเป็นวลีที่ฝากให้วัยรุ่นไขว่คว้าตามล่าฝัน แต่คือสำนวนจีนยอดฮิตในช่วงจีนปฏิรูปเศรษฐกิจ และเป็นสำนวนการเมืองแห่งยุคเติ้งเสี่ยวผิง

นับแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยเหมาเจ๋อตงก้าวเข้ามาปกครองประเทศจีนในปี ค.ศ. 1949 แนวคิดการเมืองแบบมาร์กซิสม์ ตั้งเป้าหมายและผลักดันให้ประเทศเดินไปในทิศทางที่ต่างจากโลกทุนนิยม การปฏิรูปที่ดินและระบบคอมมูน ผลักดันให้ประเทศซ่อมแซมตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัญหาการเมืองระดับโลกและในประเทศกลับซ้ำเติมให้จีนล้มลง ไม่ว่าวิกฤตสงครามเกาหลี สงครามเย็น ความสัมพันธ์ระหว่างจีน รัสเซีย และอเมริกา หรือความล้มเหลวของนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ ที่กระหายเกินตัวที่จะพัฒนาให้จีนมีผลผลิตไล่ทันอังกฤษและอเมริกาภายใน 10-15 ปี และที่ร้ายแรงที่สุด คือการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่ทำลายล้างทั้งวัฒนธรรม ผลผลิต หรือแม้กระทั่งชีวิตผู้คนที่ (ถูกกล่าวหาว่า) เห็นต่าง กลายเป็นรอยด่างพร้อยแห่งชีวิตเหมาเจ๋อตง และพรรคคอมมิวนิสต์

ในปี ค.ศ. 1976 เมื่อเหมาเจ๋อตงอำลาโลก อีกไม่นานนักเติ้งเสี่ยวผิงก็ได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำแทน แต่ความท้าทายใหม่คือ เมื่อฝันของสังคมนิยมไม่สามารถเติมเต็มให้ปากท้องชาวจีนอีกต่อไป เติ้งเสี่ยวผิงตกลงใจหันเหประเทศไปสู่แนวทางที่กินอิ่มนอนอุ่น

เป้าหมายดูน่าสนใจ แต่อุปสรรคเกิดตั้งแต่เริ่มคิดคือ เป้าหมายที่ฝั่งฝันทางโน้นกับจุดที่ยืนอยู่ทางนี้มีลำน้ำเชี่ยวกรากขวางกั้น เป็นลำน้ำระหว่างฝั่งสังคมนิยมจีนและทุนนิยมโลก

เมื่อแทบทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นฝั่งทุนนิยมเป็นสิ่งผิดกฎหมายในจุดยืนสังคมนิยมจีน การเปลี่ยนครั้งนี้จึงแทบเท่ากับการตั้งกฎหมายใหม่มาต่อต้านกับกฎหมายเดิม ไม่ว่าการลงทุน การมีกิจการของส่วนตัว ก่อนหน้านี้เป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งสิ้น เช่น หากว่าจ้างแรงงานเกิน 7 คนขึ้นไป จะมีข้อหาเป็นชนชั้นขูดรีดทันที แนวคิดทั้งหลายที่ถูกหล่อหลอมและตีตรามานานหลายสิบปีก่อตัวกลายเป็นกำแพงขวางนโยบายของเติ้งเสี่ยวผิง

แม้เติ้งเสี่ยวผิงซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของประเทศจะตัดสินใจดำเนินนโยบายเปิดประเทศ และปฏิรูปอุตสาหกรรม แต่สมาชิกอาวุโสจำนวนมากของพรรคยังคัดค้าน และยิ่งทำก็ยิ่งเต็มไปด้วยคำถากถางโจมตีว่าเป็นการนำเข้าสิ่งมอมเมา และพาชาติหลงทาง จนถึงปรามาสว่าอาจนำพาชาติล่มสลาย

ในวันที่ไม่มีใครเป็นตัวอย่างให้ดู และไม่มีใครมองเห็นทางไป เติ้งเสี่ยวผิงจึงใช้แนวคิด “คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ” มาอธิบายสิ่งที่จีนกำลังต้องเผชิญ

ในเมื่อในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางระบอบเศรษฐกิจแบบที่จีนทำไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากไม่ลองปฏิบัติ แล้วมัวแต่มานั่งสาปแช่งกันด้วยทฤษฎี แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ก้าวเดิน และแน่นอนทุกขั้นตอนที่เราก้าวไปย่อมยากลำบากและอาจมีจังหวะล้มลุกคลุกคลาน แขนขาอาจดูไม่สมัครสมานกลางน้ำเชี่ยว แต่ทุกส่วนต้องลงมือทำและเรียนรู้เท่านั้นจึงจะสร้างสมดุลที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้

ตัวอย่างความเก้ๆ กังๆ ในการปฏิรูปเศรษฐกิจถึงขนาดที่ว่า เมื่อรัฐบาลจีนสั่งการให้เปิดระบบเศรษฐกิจพิเศษในเสิ่นเจิ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่คุ้นชินกับกฎหมาย จึงจับชาวจีนซึ่งสมัครใจเป็นนักลงทุนรุ่นบุกเบิกเข้าตะราง ตัวผู้นำอย่างเติ้งเสี่ยวผิงเองถึงกับต้องเดินทางลงไปอบรมข้าราชการท้องถิ่นให้เข้าใจระบบใหม่และแก้ต่างล้างผิดให้กับกลุ่มนักโทษกลุ่มแรกของเศรษฐกิจยุคเปลี่ยนแปลง

เติ้งเสี่ยวผิงต้องลงพื้นที่และปลุกกระแสเศรษฐกิจในพื้นที่ทดลองเหล่านี้ด้วยตัวเอง และภายใต้การทดลองอย่างค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ค่อยๆ เปิด จากเขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้น ไปถึงจูไห่ เซียะเหมิน ซานโถว และไห่หนาน

ยิ่งลงมือทำ ยิ่งสังเกต ยิ่งมีประสบการณ์ ทุกอย่างก็ยิ่งราบรื่นขึ้น คำถากถางเยาะเย้ยก็ยิ่งน้อยลง

จีนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่น่าเชื่อของการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสังคมนิยมสู่ทุนนิยม ซึ่งถ้าจีนไม่คิดคลำหินข้ามลำน้ำแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จีนและสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ระบอบเศรษฐกิจของประเทศใหญ่มหึมาอย่างจีนไม่เคยมีทางลัด ชีวิตเล็กๆ ของแต่ละคนก็พึ่งพาหรือฝันหาทางลัดไม่ได้เช่นกัน หลายคนรู้ความจริงนี้ จึงเริ่มลงมือข้ามลำน้ำด้วยตัวเอง และหากไม่มีใครให้เดินตาม ไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เราทำ “คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ” คงเป็นวลีหนึ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะปรับตัวและเดินต่อไปข้างหน้า แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็คือก้าวย่างที่พาไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน