
ภาวะไข้รักในคาบวิทย์
โดย...นนทพัฒน์ ภาพ : natt
โดย...นนทพัฒน์ ภาพ : natt
ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขในหลายประเทศกำลังรับมือเมอร์สเต็มที่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Love Sick the series Season 2 ดึงดูดข้าพเจ้าด้วยคอนเทนต์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์จากซีนหนึ่งในเรื่อง
ประเด็นไม่กี่นาทีที่ว่าด้วยเรื่องของการแบ่งกลุ่มจับสลากโจทย์หัวข้อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ โดยผู้เล่นบทอาจารย์วิชาวิทยาศาสตร์ระดับ ม.ปลาย ให้ตัวละครนักเรียนในเรื่องแสดงออกหน้าชั้นเรียนเป็นคู่ๆ ตามโจทย์ที่ได้รับ แล้วให้เพื่อนๆ ลองทาย เป็นการสมมติที่สะท้อนเนื้อหาในบทเรียนได้ชัดเจน
คู่หนึ่งตบตีกัน=ภาวะต่อต้าน อีกคู่หนึ่งเต้นรำด้วยกัน=ภาวะพึ่งพากัน ส่วนอีกคู่หนึ่งเป็นผู้หญิงสาวรุ่นกำลังอ้อนเสี่ยใหญ่ อยากได้นั่นอยากได้นี่=ภาวะปรสิต แหม...ไม่เท่านั้นหรอก ระหว่างพักโฆษณา คอนเทนต์นี้ในละครทำให้ข้าพเจ้าถึงกับลดหน้าจอทีวีออนไลน์มากูเกิลพิมพ์หาคำว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ” ประหนึ่งย้อนกลับสู่ห้องเรียนวิทย์ตอนมัธยมปลาย
“ภาวะการล่าเหยื่อ” ความสัมพันธ์ฯ ข้อแรก ทันทีที่ค้นเจอ ภาพสิงโตตัวเขื่องตะครุบละมั่งกลางทุ่งหญ้าสีทองเผยให้เห็น ขณะที่ภาพความสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์ผุดขึ้นมาในหัว การล่าเหยื่อนั้นแพ็กเกจมาพร้อมกับการแข่งขัน ที่ไม่ใช่แบบต้นไม้แย่งกันชูยอดสูงหาแสงแดด หรือแมวจับหนู
ภาวะที่ข้าพเจ้าสุดงงระหว่างการทบทวนบทเรียนนี้ คือ “ภาวะอิงอาศัย” พอเห็นคำอธิบายว่าฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ ฝ่ายหนึ่งไม่ได้แต่ก็ไม่เสียประโยชน์ เหมือนเหาฉลามกับฉลาม หรือกล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่ เท่านั้นก็เข้าใจ หากเทียบความสัมพันธ์มนุษย์สังคมเมืองภาวะอิงอาศัยนี้ช่างฟังดูยาก จะมีใครยอมให้ใครได้ประโยชน์โดยที่ตัวเองไม่ได้อะไรเลย เห็นก็จะมีแต่นักบวช นักบุญ และครูบาอาจารย์ หมายรวมถึงผู้ดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณวิชาชีพทั้งปวง ว่าไปฉลามช่างเมตตานักต่อเหาฉลาม และต้นไม้ใหญ่ก็ไม่ได้คิดค่อนขอดเจ้ากล้วยไม้แต่อย่างใดในนิเวศวิถี
ตรงกันข้ามกัน “ภาวะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน” อย่างควายกับนกเอี้ยง และแมลงกับดอกไม้ ในความสัมพันธ์ภาคสังคมมนุษย์ข้อนี้มีถมไปในสังคมทุนนิยม จ่ายมาได้ไป ยื่นหมูยื่นแมว เลือกข้า...ข้าทำให้ (หรือเปล่า) ฯลฯ ซึ่งมองดูแฟร์ดีในโลกธุรกิจ แต่ความสัมพันธ์ฯ ในระบบนิเวศก็มี “ภาวะเป็นกลาง” คือไม่มีใครเป็นประโยชน์หรือทำลายกันและกัน เลกเชอร์ภาวะอันน่าเบื่อทั้งหลายนี้เมื่อนำมาเชื่อมโยงภาวะความสัมพันธ์ในสังคมมนุษย์ก็ดูจะไม่ต่างกันเท่าไร เพียงแต่ความเข้มข้น รุนแรง และส่งผลกระทบระยะสั้น ยาว อาจมีให้เห็นได้ใกล้ตัวกว่า ยกเว้นแต่คุณจะเห็นเป็นอื่น
ซีรี่ส์ Love Sick ไม่ได้พูดประเด็นกว้างขวางขนาดนั้น เป็นเพียงฉากเปรยถึงความสัมพันธ์ของวิชาการกับพฤติกรรมตัวละคร ว่าเห็นหน้าตารูปร่างของภาวะต่างๆ ในหลักการวิทยาศาสตร์กับอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างไร
ในความสัมพันธ์ ครอบครัว เพื่อนเรียน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า เพื่อนสนิท คนรัก จับกับภาวะต่างๆ จากหลักข้างต้นแล้วนั้น ข้าพเจ้าว่าน่าคิด หลายครั้งเราล่าเขา บ้างอาจเป็นปรสิต บ้างพึ่งพากัน หรืออิงอาศัย ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน หรือแข่งขัน เป็นกลาง ไม่ก็ต่อต้านมันเสียเลย อันนี้แม้คนที่ไม่เรียนวิทยาศาสตร์ก็เก็ต
หากคุณตกเป็นผู้ล่า คุณจะยังยอมเป็นเก้งกวางละมั่งน้อยไปตลอดหรือไม่ หากเขาหรือเธอเป็นนักดูดตัวยง คุณจะยังยอมเสียประโยชน์ฝ่ายเดียวเรื่อยไปหรือไม่ หรือแท้จริงเรากำลังพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ก็กำลังแข่งขันกับใครอยู่ หรือสุดท้ายเขาหรือคุณต่อต้านอะไร ยอมรับกันไม่ได้หรือเปล่า
ภาพของน้องชายคนหนึ่งถูกพ่อซึ่งเป็นคนในเครื่องแบบตีเสียอ่วมหลังเจอรูปเพื่อนชายคนสนิทเต็มห้องพร้อมด้วยกล่องหนังสือภาพโฮโมเซ็กชวล ขณะที่น้องชายอีกบ้านหนึ่งโกหกเพื่อนในวงเหล้าเสมอว่าผ่านสาวๆ มาแล้วหลายคน ทั้งที่ความจริงเปล่าเลย หรือเคสที่เพื่อนชาย-ชายคู่หนึ่งตกหลุมรักกันเอง แม้ว่าต่างคบแฟนผู้หญิงอยู่ และกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะจัดการกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ขณะที่พยายามไม่แพ้กันเพื่อยอมรับอารมณ์ความรู้สึกแท้จริงของตัวเอง และอีกหลายเรื่องของหนุ่มโฮโมฯ ข้าพเจ้าว่าผู้ใหญ่เกินวัย 35 หลายคนฟังแล้วอาจจะบ้าตาย แทบไม่มีอะไรที่เข้าใจได้ในทันที
ซีรี่ส์ Love Sick ปรากฏการณ์บันเทิงแห่งยุคสมัยสร้างความซับซ้อนของตัวละครที่สะท้อนชีวิตมนุษย์วัยระเริง พ.ศ.นี้อย่างตรงไปตรงมา และไม่ได้ก่นด่า หรือฟันธงว่าอะไรดี-ไม่ดี ใครถูก-ผิด หรือไม่แม้แต่บอกให้เลือก-ไม่เลือกอันไหน เพราะภาวะความสัมพันธ์นั้นดำเนินไป จุดสมดุลของอารมณ์ความรู้สึกและความถูกต้องเหมาะสมก็ติดตามมาพร้อมกัน
แต่เมื่อใดที่สมองกับหัวใจเกิดภาวะต่อต้านขึ้นมาละก็ อาจตกอยู่ในภาวะไม่มีชื่อเรียก
หรือมันเป็น “ภาวะรัก แวดล้อมด้วยความลุ่มหลง ที่ใครเจอก็ต้องงุนงง ทั้งตัดใจไม่ลง แต่ก็เดินต่อไปไม่ได้” และท่าทางไม่มีวัคซีนเสียด้วย (ค่อกแค่กๆ)







