posttoday
คนข้างทาง... วรรณกรรมข้างถนน

คนข้างทาง... วรรณกรรมข้างถนน

21 มิถุนายน 2558

ผมกำเงิน 7 บาทในมือไว้แน่น ในขณะที่ท้องออกอาการว่ากำลังหิว หัวสมองคิดหนักว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรในวันนี้

โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]

ผมกำเงิน 7 บาทในมือไว้แน่น ในขณะที่ท้องออกอาการว่ากำลังหิว หัวสมองคิดหนักว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรในวันนี้

ผมมีทางเลือกไม่มากนัก มาม่าราคาซองละ 4 บาทในตอนนั้น อาจประทังชีวิตให้ผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ แต่พรุ่งนี้ล่ะ ผมจะเหลือเงินแค่ 3 บาท แล้วจะทำอย่างไรต่อไป  

ผมคลายเงิน 7 บาทออกจากกำมือ โยนมันลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าเป้ออกมาสะบัดฝุ่น เดินไปมุมหนังสือในห้องเช่า หยิบหนังสือใส่ในกระเป๋าเป้และถุงทะเลจนเต็มแน่นเกือบๆ 100 เล่ม มันเป็นหนังสือที่ผมเก็บสะสมไว้ บางเล่มอ่านแล้ว บางเล่มอ่านแล้วหลายรอบ บางเล่มยังไม่ได้อ่านเลย แต่ผมไม่มีเวลาคัดสรรว่าจะยัดเล่มไหนใส่กระเป๋าบ้าง อารมณ์ตอนนั้นเหมือนคนหุนหันพลันแล่น คิดแล้วทำเลย ท้องมันร้องเกินกว่าจะนึกเสียดายหนังสือที่เก็บสะสมมา

หนังสือส่วนใหญ่เป็นงานวรรณกรรม เรื่องสั้น นวนิยาย ความเรียง บทกวี และหนังสือหายาก ประเภทหนังสือการเมืองสมัยก่อน ผมเริ่มหาซื้อมาอ่านแล้วเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จนกระทั่งช่วงชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเนี่ยแหละที่จะต้องเปลี่ยนหนังสือที่ซื้อมาเป็นเงินซะที

ผมแบกหนังสือจนหลังแทบหักออกมาจากห้องเช่า มันหนักมากจริงๆ ทั้งเป้บนหลังและถุงทะเลใบใหญ่ ด้วยความรักพี่เสียดายน้อง เลยแบกมาซะเกือบทุกเล่มไม่ให้ตกหล่น

ผมล้วงกระเป๋ากางเกงควานหาเงิน 7 บาทที่เหลืออยู่ ใจคิดถึงมาม่าสักซอง แม้กระทั่งเป๊ปซี่เย็นๆ สักขวด ก็คงจะพอให้ทุเลาหิวหรือเหนื่อยจากการแบกสัมภาระบนหลังลงได้

ผมตัดสินใจโบกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ใช้เงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่เป็นค่ารถไปปากซอย คิดว่าถ้าแบกหนังสือเดินไปแบบนี้คงไม่รอด - เงินก้อนสุดท้าย 7 บาท ถูกจ่ายให้กับพี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมกลายเป็นคนหมดตัว มีแต่หนังสือบนเป้สะพายหลัง และในถุงทะเลใบใหญ่...

ผมเดินหาที่ว่างริมฟุตปาทบริเวณตรงข้ามหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง มันแทบไม่มีที่ว่างเลย เพราะแต่ละพื้นที่มีเจ้าประจำที่ตั้งของวางขายอยู่ก่อนแล้ว ผมเดินลุ้นให้มีสักร้านไม่มาขายในวันนี้ เพื่อผมจะได้เข้าเทกโอเวอร์พื้นที่ในคืนนี้แทน

โชคดีของผม ที่มีร้านค้าไม่มาขาย มีพื้นที่ว่างพอให้ปูผ้ากับพื้นฟุตปาทได้ประมาณ 1X1 เมตร พื้นที่อาจจะเล็กและแคบ แต่ก็พอที่จะผลักดันให้ผมกลายเป็นพ่อค้าขายหนังสือมือสองได้แล้ว

ทันทีที่หนังสือถูกเทจากเป้ คนเริ่มมามุงดู เพราะกลายเป็นสินค้าแปลกตาจากหน้ารามฯ เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าแฟชั่น พอมีหนังสือมาวางขายเลยเป็นที่สนใจ

ผมจำไม่ได้ว่ารับเงินจากลูกค้าคนแรกตอนไหน เพราะคนมุงกันเต็มไปหมด ยื่นเงินมาพร้อมๆ กันหลายคน จำได้แค่ว่าผมไม่มีเงินทอน ไม่ใช่ว่าลูกค้าให้แบงก์ใหญ่นะครับ แต่ผมไม่มีเงินติดตัวสักบาท สรุปว่าวันแรกของการขายของเพื่อประทังชีวิต โดยเอาหนังสือของตัวเองมาขาย ผมมีเงินกลับห้องเช่าในคืนแรกถึง 3,500 บาท

ผมยังจำวินาทีที่นั่งนับเงินได้ดี มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก และไม่หิวข้าวเลย มันรู้สึกอิ่มอย่างบอกไม่ถูก

แม้ว่าจะมีเงินติดตัวถึง 3,500 บาท แต่ผมกลับนอนไม่หลับ คิดไปไกลว่าจะต่อยอดเงินจำนวนนี้อย่างไร แน่นอนว่าผมชักจะหลงรักการขายหนังสือมือสองซะแล้ว

ผมใช้เวลาตระเวนไปหาหนังสือมือสองตามที่ต่างๆ มาขาย ไปทั้งจตุจักร คลองถม ตลาดนัด แม้กระทั่งร้านรับซื้อของเก่า

ผมเริ่มโทรไปตามสำนักพิมพ์ต่างๆ ด้วยรู้ว่ามันจะมีหนังสือค้างสต๊อกจำหน่ายในราคาถูก ผมกว้านซื้อหนังสือมาตุนไว้ และเริ่มแบกหนังสือออกขายแบกะดินในหลายๆ คืนต่อมา ซึ่งทุกคืนที่ผมแบกหนังสือไว้บนหลัง ผมต้องลุ้นให้ร้านใดร้านหนึ่งไม่มาขาย เพื่อเหลือที่ว่างเล็กๆ สำหรับผม

ผมเริ่มจะคล่องขึ้น ตะโกนเรียกลูกค้าเหมือนร้านค้าอื่นๆ ผมมักจะตะโกนว่า “อาหารสมองมาแล้วครับ” ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร

ผมเริ่มขยับขยาย ซื้อเก้าอี้พลาสติกแบบนั่งซักผ้ามาให้ลูกค้านั่งระหว่างเลือกหนังสือ โชคดีที่หนังสือส่วนใหญ่ผมอ่านมาเกือบหมดแล้ว ผมจึงแนะนำ และเล่าเรื่องย่อๆ ของหนังสือเล่มนั้นให้ลูกค้าฟังได้ ซึ่งทำให้ผมปิดการขายได้ไม่ยากนัก

ผมขายหนังสือมือสองอยู่หน้ารามฯ จนสามารถพอจะเลี้ยงดูตัวเองได้ โดยไม่ลำบากครอบครัว ผมเริ่มจะคุ้นชินกับพ่อค้าแม่ค้าที่หน้ารามฯ บางวันผมยอมเสียเงินค่าเช่าที่ในทำเลที่ดีกว่าเพื่อไม่ต้องเดินลุ้นหาที่ให้เหนื่อย

มีพ่อค้ากระเป๋าร้านหนึ่งขอเบอร์โทรผมไว้ เขาชอบที่ผมทำมาหากินตั้งแต่วัยรุ่น พอเขามีธุระไม่มาขายของ เขาจะโทรบอกผม ให้ผมไปตั้งขายในที่ของเขาได้โดยไม่คิดเงิน นี่เป็นน้ำใจที่ผมได้รับการหยิบยื่นจากพ่อค้าแม่ค้าริมฟุตปาทด้วยกัน

ในขณะที่ก็มีประเภทหมั่นไส้ ริษยาที่ผมขายของดีกว่าร้านใกล้ๆ กันก็มีเสมอ การประชด กระแทกแดกดัน แม้กระทั่งการตั้งของวางปิดทับหนังสือผม ก็ต้องเผชิญตลอด คล้ายละครน้ำเน่าที่ต้องมีตัวอิจฉาในท้องเรื่อง แต่ผมก็ผ่านมันมาได้ เพราะวางเฉย และพยายามไม่มีเรื่องกับใคร

ผมไม่ได้โชคดีทุกวัน มีวันที่ฝนตกจนหนังสือเปียกเสียหายเพราะเก็บไม่ทัน มีวันที่กลับบ้านมือเปล่าโดยขายไม่ได้สักเล่ม เวลาขายไม่ดี ผมไม่อยากจะขาย และหยุดพักเพื่อตระเวนหาหนังสือใหม่ๆ มาเข้าร้านก่อน

ผมมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้เล่าถึงหนังสือที่ลูกค้ากำลังหยิบจับอยู่ มันเป็นการสนทนาภาษาเดียวกัน และจบท้ายด้วยการที่เขาอยากอ่านหนังสือที่เราแนะนำ หลายครั้งเวลาเห็นเด็กๆ มาเลือกซื้อหนังสือ ผมมักจะแถมหรือให้ฟรีโดยไม่คิดเงิน เพราะดีใจที่เด็กๆ อยากอ่านหนังสือ

ผมตั้งชื่อร้านว่า “คนข้างทาง วรรณกรรมข้างถนน” พรินต์เป็นที่คั่นหนังสือมีชื่อร้านแถมให้ลูกค้า นอกจากความฝันที่อยากจะทำอะไรเพื่อสังคม บั้นปลายชีวิต ผมอยากมีร้านหนังสือมือสองเล็กๆ ไม่ถึงกับต้องปูผ้าแบกะดินเพราะคงแบกหนังสือไม่ไหวแล้ว พอเพียงพื้นที่เล็กๆ ให้ลูกค้าที่รักหนังสือได้มีโอกาสแวะเวียนมาร้านเล็กๆ ของผม

นี่คือความฝันเล็กของคนข้างทาง ที่มีวรรณกรรมเป็นเรื่องราวอยู่ริมถนนครับ...

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ