
ขอให้เป็น ‘คนดี’
หมดสมัยแล้วกับความคิดที่ว่า “มีลูกเพื่อให้เขามาดูแลเรายามแก่ตัว”
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
หมดสมัยแล้วกับความคิดที่ว่า “มีลูกเพื่อให้เขามาดูแลเรายามแก่ตัว”
สมัยก่อนพ่อแม่อาจพึ่งพาลูกให้มาเป็นกำลังหลักในอนาคต เพราะสังคมแคบ ลูกหลานอยู่ในกรอบศีลธรรม ไม่สร้างปัญหามาก
แต่คนรุ่นปัจจุบันไม่ได้มีโลกใบเดียวเหมือนอดีต ยังมีโลกเสมือนจริงอีกใบที่เราไปสิงสถิตในนั้น
โลกออนไลน์ประโยชน์มีมาก แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อยเพราะกลายเป็นมหันตภัย เด็ก เยาวชน เสียคนไปมากจากสิ่งเหล่านี้ เป็นเด็กติดเกม เจอสิ่งยั่วยุ พฤติกรรมเปลี่ยน ก้าวร้าว หนักขึ้นถูกล่อลวงในทางที่ผิด
อย่าว่าแต่เด็ก วัยรุ่นเลยผู้ใหญ่หลายคนก็เสพติดจนเสียงานไม่เป็นอันกินอันนอน
หลายครั้งพ่อแม่ไม่รู้เรื่องลูกตัวเองเวลาอยู่บ้านก็เชื่อฟัง แต่คล้อยหลังห่างหน้าพ่อแม่ ก็ใช้โซเชียลนัดแนะกับเพื่อนซ่องสุมไปทำเรื่องพิเรนทร์
แต่ละครอบครัวมีวิธีการรับมือแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่กำหนดเวลาเล่นให้ชัดเจน แต่สุดท้าย เมื่อเด็กโตขึ้นเราคงปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ที่เขาต้องท่องอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น เป็นปัญหาที่พ่อแม่ยุคปัจจุบันปวดหัวที่สุด
ประสบการณ์จากหลายครอบครัวบอกว่า เราต้องให้ความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น ดูเรื่องเพื่อนฝูง โรงเรียนของเขาให้ดี แต่แค่นี้พอหรือในโลกปัจจุบันที่ไม่เหมือนเก่าแล้ว มือถือเชื่อมต่ออีกโลกหนึ่งมันอยู่ในกระเป๋าลูก จะเข้าไว-ไฟที่ไหนก็ได้
สำหรับผม ลึกๆ ก็คาดหวังให้เจ้าตัวเล็กเติบใหญ่มาดูแลเราในภายภาคหน้า เพราะลูกคือสายเลือด ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ เหมือนที่ตัวเราดูแลพ่อแม่ยามเจ็บป่วย เป็นหน้าที่อันดับหนึ่ง ไม่มีอะไรสำคัญมากกว่านี้
ทว่าจากสภาพสังคมปัจจุบัน เด็กสมัยใหม่เริ่มห่างเหินครอบครัว เจอสิ่งเร้าใจมากมายรอบตัว มีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น เป็นตัวของตัวเองสูง พอโตขึ้นก็เป็นอิสระ ฉีกตัวเองไปสร้างครอบครัว ทำให้ผมไม่กล้าหวัง ถ้าหวังมากก็อาจผิดหวัง ทำไมเขาไม่เหมือนเรา คงปล่อยให้เป็นเรื่องอนาคต นอกจากเราวางแนวทางให้เขา ให้ความอบอุ่นกับเขามากที่สุดให้สมกับคำว่า “พ่อ”
ความรู้สึก “ปล่อยวาง” ดังว่า ก็จากสังคมที่เปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ระหว่างลูกและพ่อแม่ไม่เหมือนเดิม อีกเรื่องตอกย้ำจากสิ่งที่ผมเห็นเจ้าตัวเล็กเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัยที่เข้าสู่ 2 ขวบครึ่ง
วัยนี้เขาเริ่มแสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง จากโลกที่เคยล้อมเขา จากเราที่คอยหยิบยื่น ป้อนข้าว ช่วยเหลือ จูงมือ เมื่อเขาสามารถทำอะไรได้เองก็อยากทำเองเสียทุกอย่าง ห้ามเลยขั้นตอน ของอยู่จุดไหนต้องวางที่เดิม ห้ามถอดเสื้อก่อนกางเกง ไม่งั้นจะร้องโวยวายลั่นบ้านห้ามพ่อหยิบหมูหยองใส่ข้าวต้ม ห้ามพ่อเจาะกล่องนม ห้ามหยิบถุงเท้าก่อน เพราะจะขอทำเองหมด
ครอบครัวเราสงสัย ทำไมอารมณ์เขามาแปรปรวน หงุดหงิดง่ายต่างจากเดิมที่ดูน่ารัก เอ็นดู ข้อมูลเพจเด็ก ทำให้ผมเบาใจว่า นี่เป็นอาการปกติของเด็กวัย 2 ขวบ ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์สูงจากที่เคยสนุกสนาน กลายเป็นคนอารมณ์ร้อน ร้าย ร้องไห้เก่ง สะบัดมือหนีทั้งหมดจะเป็นสักพัก และก็จะเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง
ที่ทำให้ผมกลับมานั่งนึกอะไรเล่นๆ คือ ภาพวันก่อนที่ผมเห็นเขาร้องไห้ช่วงเพิ่งตื่น และวิ่งพรวดออกมาไม่ยอมให้แม่เข้าห้องน้ำเพราะติดแม่อยากให้อยู่ใกล้ๆ เมื่อผมตามเจ้าตัวเล็ก เขากลับผลักผมอย่างแรง พร้อมด้วยอาการเกรี้ยวกราด ผมตกใจแม้จะรู้ว่า นี่เป็นพฤติกรรมการเปลี่ยนของเด็ก แต่ถ้าวันนึงเขาไม่เอาพ่อขึ้นมาจริงเหมือนที่เราเห็นในหลายครอบครัว พ่อแม่หลายคนเอาลูกไม่อยู่ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น
แม้พ่อแม่จะทุ่มเทสรรพวิทยายุทธให้ลูกมากเพียงไร ก็ต้องเผื่อความผิดหวังไว้ ไม่ได้หวังสูงว่า ต้องเก่งกาจ สามารถเพียงไร อย่างน้อยก็ขอให้เขาเป็น “คนดี” ก็พอ







