
โรงแรม ‘เอส’ กางแผน ลุยพัทยาปีหน้าเจาะคนจีน
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การสร้างแบรนด์ให้คนจดจำได้แม่นจนเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภค เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงแรมเป็นตัวเลือกในสายตานักท่องเที่ยว ซึ่งผู้ลงทุนที่มีโรงแรมหลายแห่งปัจจุบันก็เน้นเรื่องแบรนด์มาก
สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจเครือโรงแรมเอส เปิดเผยว่า โรงแรมทั้งหมดที่สร้างจะใช้ชื่อที่มีคำว่า “เอส” ทั้งหมด ปัจจุบันมีโรงแรมแบรนด์เอส 5 แห่ง คือ เอส 31, เอส 15, เอส 33, เอสบ๊อกซ์ และเอส รัชดา ครอบคลุมตลาดนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการแล้ว เพราะมีราคาห้องพักทางเลือกตั้งแต่ 1,000–4,000 บาท ตอบสนองความต้องการกลุ่มนักธุรกิจที่เดินทางและนำพนักงานมาด้วยได้ดี เพราะเลือกกระจายพักตามระดับแบรนด์ที่ต้องการได้
ทั้งนี้ เอส บ๊อกซ์ เป็นโรงแรมใหม่สุดที่เพิ่งเปิดให้บริการเดือน พ.ค. 2558 มี 74 ห้อง เป็นโรงแรมที่มีแนวคิด คือ ขนาดกะทัดรัด มีพื้นที่ใช้สอยให้เท่าที่จำเป็น ราคาประหยัด หลังเปิดให้บริการยอมรับว่าอาจมีผู้เข้าพักบางคนผิดหวังกับขนาดห้องพักที่ไม่ใหญ่ แต่มีอีกกลุ่มที่เข้าใจรูปแบบโรงแรม เช่น ชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะรู้จักโรงแรมลักษณะนี้ดีอยู่แล้ว หลังจากนี้จะทำตลาดเอสบ๊อกซ์ ชูจุดเด่นอยู่ใกล้แหล่งช็อปปิ้งเดินทาง 400 ก้าวถึงเอ็ม ดิสทริค
ด้าน เอส รัชดา ใช้เงินลงทุนรวม 400 ล้านบาท เปิดบริการเฟสแรกแล้ว 100 ห้องปีที่ผ่านมา กระแสตอบรับดีจากทัวร์จีน อัตราการเข้าพักที่ผ่านมาอยู่ที่ 98.5% หรือเต็ม 100% ต่อเนื่อง ขณะนี้กำลังนำตึกเก่าโรงแรมปีป อินน์ มาปรับปรุงเป็นเอส รัชดา เพิ่มอีก 100 ห้อง พร้อมห้องจัดเลี้ยงเพื่อรองรับความต้องการทัวร์จีนที่มากขึ้น คาดว่าจะเปิดบริการห้องพัก 60 ห้อง เดือน ก.ค. ที่เหลือ 40 ห้อง และห้องจัดเลี้ยงเปิดเดือน พ.ย. สัดส่วนลูกค้าเป็นทัวร์จีน 90%
สรัญ กล่าวว่า หากไม่นับเอส รัชดา ที่มีอัตราเข้าพักดีมากจากทัวร์จีนใช้บริการ เอส 15 และเอส 33 ซึ่งมีราคาพ้องพักระดับ 1,000 บาทปลายๆ ถึง 2,000 บาทกลางๆ ได้รับกระแสตอบรับดีสุด ยอดจองห้องพักล่วงหน้าเต็มเร็วที่สุดเทียบแบรนด์อื่น ขณะที่เอส 31 ซึ่งมีห้องพักราคาสูงสุดเทียบทุกแบรนด์ จะมียอดจองเข้ามาช้า อัตราเข้าพักเฉลี่ย 5 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 80% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 88-90% แต่เป็นโรงแรมที่มีรายได้นอกเหนือจากห้องพักสูงสุด เพราะมีจุดขายเรื่องห้องจัดเลี้ยง ประชุม ซึ่งปัจจุบันก็กำลังปรับปรุงห้องเหล่านี้เพื่อตอบสนองตลาดมากขึ้น
นอกเหนือจากโรงแรม 5 แห่งที่มีอยู่แล้ว ยังสนใจจะลงทุนโรงแรมเพิ่มอีกเช่นกัน ทั้งในรูปแบบซื้อกิจการโรงแรมเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงทำเป็นโรงแรมแบรนด์เอสหรือก่อสร้างใหม่เลย แต่จะไม่ทำในรูปแบบรับบริหารแน่นอน พื้นที่ที่มองไว้คือพัทยาเพราะนักท่องเที่ยวจีนไปมาก ขณะนี้กำลังศึกษาตลาดว่าโรงแรมระดับไหนเป็นที่ต้องการของคนจีนมากสุด เน้นโรงแรมรองรับเชิงปริมาณหรือจำนวนห้องไม่มากแต่ทำราคาได้สูง คาดตัดสินใจลงทุนได้ปีหน้า ไม่เพียงเท่านี้ยังสนใจลงทุนโรงแรมแบรนด์เอสในทำเลภาคใต้ เช่น ภูเก็ต แต่เนื่องจากตลาดแข่งขันสูงและต้นทุนการทำโรงแรมสูงมาก จึงต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อน
สำหรับในกรุงเทพฯ มองว่า หาทำเลย่านสุขุมวิทสร้างโรงแรมใหม่ยากแล้ว เพราะราคาที่ดินสูงขึ้นมาก หากแตกแขนงไปสร้างโรงแรมที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าแต่ไกลตัวเมืองออกไป ก็ไม่น่าสนใจเพราะทำราคาได้ไม่ดี เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่พื้นที่ พื้นที่ใกล้เคียงแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้นจึงทำราคาได้ แต่อนาคตหากไทยส่งเสริมสร้างแหล่งท่องเที่ยวให้กระจายตัวมากขึ้น ลักษณะเดียวกับญี่ปุ่นที่มีย่านสำคัญหลายย่านกระจายตัว หรือสิงคโปร์ ที่แตกแขนงสร้างพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่อย่างเกาะเซนโตซ่าไปเลย คงจะทำให้ที่พักพื้นที่ใหม่ๆ ทำราคาได้ดีขึ้นตาม
“ในฐานะนักลงทุน หากซื้อที่ดินในราคาปัจจุบันย่านสุขุมวิททำโรงแรมไม่คุ้มแล้ว จากการคำนวณเองพบโรงแรมย่านสุขุมวิทนับตั้งแต่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ จนถึงซอยทองหล่อ ครอบคลุมโรงแรมติดถนนใหญ่และในซอย มีห้องพักรวมกว่า 4 หมื่นห้อง ช่วงมีประชุม สัมมนา โรงแรมทยอยเต็มตามกันมา ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) จำนวนห้องพักไม่มากเกินความต้องการ แต่ช่วงไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) จำนวนห้องมากจนทำให้โรงแรมแข่งลดราคาแย่งลูกค้า ส่วนเครือเอส ไม่เล่นเรื่องราคา เน้นใช้โลว์ซีซั่นปรับปรุงโรงแรมรับไฮซีซั่น” สรัญ กล่าว
ด้านจุดเด่นของเครือโรงแรมเอส คือ โรงแรมทุกแห่งจะมีความโดดเด่นด้านการออกแบบ ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ รองลงมา คือ จุดเด่นเรื่องความคุ้มค่าเงิน ผู้เข้าพักรู้สึกว่าได้รับบริการที่เกินกว่าเงินที่จ่าย ซึ่งก็คงจะรักษาจุดเด่นเหล่านี้ไว้ ขณะที่โรงแรมเอส ในย่านสุขุมวิท คือ เอส 15, เอส 31, เอส 33 และเอส บ๊อกซ์ ปีนี้จะได้ผลดีมากจากการเกิดของเอ็ม ดิสทริค ที่ทำให้โรงแรมโดยรอบได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะทำให้ทำเลนี้กลายเป็นย่านสำคัญใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว
ปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าอัตราเข้าพักโรงแรมในเครือทุกโรงแรมสิ้นปีนี้จะเฉลี่ยที่ 90% ราคาห้องพักขยับขึ้น 8-10% ในปีนี้ และขยับได้ไม่ต่ำกว่า 6-7% ในปีหน้า ส่วนรายได้รวมตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2557 ซึ่งมีรายได้กว่า 400 ล้านบาท ทรงตัวจากปี 2556 ซึ่งน่าจะทำได้หากบ้านเมืองสงบเหมือนปัจจุบัน
ถือเป็นแบรนด์โรงแรมไทยอีกรายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีศักยภาพต่อกรแบรนด์นานาชาติ







