
ผิดเป็นครู...
โดย...ปูปรุง
โดย...ปูปรุง
ถ้าจะมีใครสักคนตั้งคำถามกับคุณ หรือให้คุณนึกย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งที่คุณเคยมีอายุ 22 ปีที่ผ่านมา ว่า คุณเคยทำอะไรผิดพลาด หรือมีสิ่งที่เคยทำแล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลังหรือไม่นั้น เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะตอบว่า ฉันไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำสิ่งผิดพลาดในชีวิตมาก่อนอย่างแน่นอน ซึ่งหนึ่งในคนส่วนมากของประเด็นที่ฉันกำลังจะพูดถึงนี้ ก็ได้รวมเอาผู้หญิงคนหนึ่งไว้ คนที่เมื่อปี ค.ศ. 1994 หรือเมื่อ 21 ปีที่แล้วมานั้น ความผิดพลาดของเธอไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อตัวเธอหรือคนแวดล้อมตัวเธอแค่นั้น แต่มันได้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับชาติ (มหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา) ซึ่งทุกคนทั่วโลกให้ความสนใจและส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กินเวลายาวนาน และสร้างแรงกระเพื่อมต่อเนื่องในวงกว้างอย่างมากถึงมากที่สุดในเวลานั้น ...“โมนิกา ลูวินสกี้” คือชื่อของเธอ--คนที่ฉันกำลังพูดถึงค่ะ
การนำเรื่องราวของเธอกลับมาเล่าสู่อีกครั้งนี้ จะอยู่ในบริบทที่ต่างออกไปจากเดิม หรือจากที่คุณเคยรับรู้มาแล้วในวันนั้นที่เกิดเรื่องราวขึ้น กล่าวคือ วันนี้ในวัย 41 ปี เธอได้กลับมาปรากฏตัวออกสื่ออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ออกมาในฐานะ activist ที่ต้องการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายได้หันกลับมาให้ความสนใจและร่วมเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเลิกสร้างวัฒนธรรมในการดูถูกเหยียดหยามผ่านสื่อออนไลน์ เช่นที่กำลังเกิดขึ้นและระบาดหนักอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้
เท่าที่สังเกตเห็น แน่นอนว่า โมนิกา ลูวินสกี้ ในวันนี้ เธอย่อมสวยและสาวน้อยลงกว่ายี่สิบปีก่อนหน้า แต่น่าแปลกนะคะตรงที่เมื่อใครคนนั้นกล้าออกมาเผชิญหน้ายอมรับอดีตที่ผิดพลาดของตนเองผสมผสานกับการตกผลึกของวันเวลา มันกลับได้สร้างความสวยอีกรูปแบบหนึ่งที่ฉายชัดเหนือริ้วรอยของธรรมชาติได้ ฉันมองเห็นดวงตาที่เปล่งประกายของเธอ ได้ฟังคำพูดที่คมคายฉลาดเฉลียวและแน่นอนที่สุดได้สัมผัสถึงความรู้สึกภายในที่มั่นคงแต่ผ่อนคลาย ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยได้รับประสบการณ์ที่หนักหนาสาหัสเช่นเธอจะสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ให้กลับมาสู่ตัวเธอได้อีกครั้งหนึ่ง
ในระหว่างการปาฐกถานั้น เธอสามารถเล่าเรื่องที่เธอประสบพบเจอได้อย่างกินใจ แถมบางครั้งยังมีมุกตลกที่น่ารักและคาดไม่ถึง มีตอนหนึ่งซึ่งฉันชอบมากคือ เธอบอกว่า ในวัย 41 นั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหนุ่มรุ่นน้องมาขายขนมจีบให้เธอ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ทำให้เธอปลื้มมาก แต่รู้มั้ยว่าเธอกลับปฏิเสธหนุ่มต่างวัยผู้นั้นเพราะมุกจีบที่ไม่ค่อยเวิร์กตรงที่เขาบอกว่า จะทำให้เธอกลับมาเป็นสาว 22 อีกครั้งหนึ่ง!! (ฮามั้ยล่ะ)
ใช่เพียงแต่อารมณ์ขันเท่านั้น แต่ตลอดการเล่าเรื่องในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงกว่า มันสะกดให้คนฟังจดจ่อกับเรื่องราวที่เธอค่อยๆ ถ่ายทอดเป็นฉากๆ และร้อยเรียงความคิดอย่างเป็นระบบ นับตั้งแต่วินาทีแรกของความรู้สึกเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เหวี่ยงเธอเข้าสู่พายุการเมือง กฎหมาย และสื่อมวลชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เธอเล่าว่าเมื่อเรื่องราวของเธอถูกเปิดเผยในโลกออนไลน์ ชั่วข้ามคืนนั้นได้เปลี่ยนตัวเธอจากคนที่ไม่มีใครรู้จัก คนที่เคยมีความเป็นส่วนตัวเต็มที่ มาเป็นคนที่ถูกเหยียดหยามโดยสาธารณชนทั่วโลก เธอเหมือนคนไข้คนแรกที่ถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงส่วนบุคคลโดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวสนับสนุนให้ฝูงชนขว้างปาก้อนหินใส่เธอในโลกออนไลน์ และนั่นคือสิ่งที่เธอเรียกว่าการล่วงละเมิดออนไลน์ ซึ่งทำให้เธอเกือบสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต
แต่ทั้งหมดทั้งมวลจากความเจ็บปวดที่ถูกทำให้อับอายขายหน้า และความละอายใจในตัวตนภาคที่แย่ที่สุดของตัวเอง ก็มาถึงจุดเปลี่ยนจนได้ เมื่อเธอได้รับข่าวสารว่ามีนักศึกษาวัย 18 ปีคนหนึ่งที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลคล้ายๆ แต่ต่างกรรมต่างวาระกับตัวเธอ และเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจจนทำให้ โมนิกา ลูวินสกี้ หยิบเอาประสบการณ์ของตัวเองมาพิจารณาในบริบทใหม่ ซึ่งในครั้งนี้มันไม่เพียงแต่เป็นช่วงเวลาที่จะหยุดหลบเลี่ยงอดีตของตัวเองเท่านั้น แต่มันเป็นช่วงเวลาของการกอบกู้เรื่องราวชีวิตของตัวเธอกลับคืนมาด้วย สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ มันยังเพื่อใครก็ได้ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานกับอดีตที่น่าอับอายและการดูถูกเหยียดหยามต่อหน้าสาธารณชนโดยไร้การควบคุมดูแล และไร้ความเมตตาจากสังคมเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
ฉันเชื่อว่า การที่เธอตัดสินใจพาตัวเองออกมาจากมุมมืดในอดีตของตัวเองอีกครั้งหลังยี่สิบปีผ่านไป และการที่เธอได้สื่อสารสิ่งต่างๆ ออกมาครั้งนี้นั้น มันได้สร้างปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นในวงกว้างอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน แต่คราวนี้มันคือการคลี่ความผิดพลาดในชีวิต ออกมาค่อยๆ เรียนรู้และถ่ายทอดออกมาเป็นบทเรียนทั้งที่มอบให้กับตัวเองและที่น่าชื่นชมมากคือ บทเรียนครั้งนี้ได้สร้างพลังต่อเนื่องให้ผู้คนที่ประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกันกับเธอ รวมไปถึงได้จุดประกายการเปลี่ยนแปลงสังคมในเชิงบวกอีกด้วย
มีความจริงที่น่าสนใจหากคิดเชื่อมโยงต่อจากเรื่องราวทั้งหมดที่เล่ามานี้ได้นะคะว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้นและสามารถทำตัวเองให้เป็นนักเรียนที่ดีของโลกนี้ได้มากพอ เราก็จะรู้จัก “โลก” และ “ชีวิต” มากขึ้น แล้วชีวิตที่ต่อจากนั้นของเราก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาและปรับตัว เป็นของเบาสบาย อิสระ และไม่หนัก ยามที่เราเป็นเด็กน้อย เวลาทำผิดพลาดอะไรขึ้นมา เราอาจร้องไห้ เพราะเชื่อว่าน้ำตาจะสามารถแก้ปัญหาตรงหน้าให้เราได้ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้ใหญ่และเราก็พบว่าตัวเองร้องไห้น้อยลง นั่นก็เพราะเราเข้าใจแล้วว่าน้ำตาไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าหากเราจะแค่ร้องไห้ให้กับความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นโดยไม่เกิดการเรียนรู้อะไรบ้างเลย
สามารถเข้าไปฟังปาฐกถาเต็มๆ ของเธอได้ตามลิงค์นี้ค่ะ http://www.ted.com/talks/monica_lewinsky_the_price_of_shame
เกี่ยวกับผู้เขียน...ปูปรุง หรือ ปริยกร วิศาลโภคะ : นิเทศศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีงานเขียนแนวมองโลกสวยงามตามความเป็นจริง และแนวพัฒนาตนเอง+ธรรมประยุกต์ ปัจจุบัน เปิดแฟนเพจชื่อ ปูปรุง และเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ E-mail address : [email protected] www.facebook.com/pages/ปูปรุง







