
Wake Up Call ชีวิต ‘ปารเมศร์ รัชไชยบุญ’
“When it rains, it pours” หรือ “เมื่อฝนมา ฟ้าก็กระหน่ำ” น่าจะใช้กับกรณีของผมได้ เพราะตั้งแต่ต้นปี (2557)
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร ภาพ... ภัทรชัย ปรีชาพานิช
“When it rains, it pours” หรือ “เมื่อฝนมา ฟ้าก็กระหน่ำ” น่าจะใช้กับกรณีของผมได้ เพราะตั้งแต่ต้นปี (2557) ที่ผ่านมาจนถึงปลายเดือน มี.ค. ผมใช้เวลานอนอยู่โรงพยาบาลมากกว่านอนบ้านเสียอีก
ปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานกิตติมศักดิ์ นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย 4 สมัย เกริ่นนำถึงประสบการณ์เตือนภัยของชีวิต ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แต่ส่งผลสะเทือนถึงชีวิต ที่อาจทำให้อยู่ได้แค่อีก 1 ปี
อาการเริ่มแรกของโรค เริ่มต้นด้วยการเป็นไมเกรนขนาดหนัก ต่อด้วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รักษาตามอาการไปสักระยะ หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค Wegener Disease หรือเส้นเลือดขนาดกลางเป็นพิษ เส้นเลือดนี้จะหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญๆ ของร่างกาย เช่น ไต ปอด สมอง มีเพียง 5 ใน 1 ล้านคน ที่จะพบกับโรคนี้
ในช่วงแรกของการรักษา หมอให้ยาสเตียรอยด์จำนวนมากเพื่อยับยั้งอาการ เคยใช้ถึง 1,000 มิลลิกรัม/วัน มีอยู่ช่วงหนึ่งเกือบไตวาย นอกจากนี้ ยังมีผลข้างเคียงทั้งผมร่วง หน้ากลมเป็นพระจันทร์ (Moon Face) กระดูกพรุน ต้องถ่ายเลือดทั้งตัว 7 ครั้ง วันเว้นวัน
“หมอบอกว่าหากหยุดรักษา จะอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ผ่านไป 2 อาทิตย์ โรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา โดยให้เหตุผลว่าโรคที่เป็นอยู่ขณะนี้แรงกว่ายาที่มี ให้ไปหาหมอที่สามารถรักษาได้ จึงย้ายมารักษาต่อที่ศิริราช ทำให้อาการต่างๆ ค่อยๆ ดีขึ้น” ปารเมศร์ เล่าย้อนถึงสถานการณ์ในช่วงนั้น
และจากที่มีเวลาอยู่กับตัวเองมากเกินไป และมีประสบการณ์ใกล้ตายและใกล้หมดเนื้อหมดตัวกับค่ารักษาพยาบาลในครั้งนี้ เกือบ 3 ล้านบาท ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เคยทำและกำลังจะทำ ผมว่ามันเป็น “Wake Up Call” ที่ดีสำหรับผมเพื่อการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ และมันคงจะดีกว่านี้ ถ้าจะมีประโยชน์ให้กับใครคนอื่นบ้าง จะมาก จะน้อย อย่างไรก็ตาม
จริงๆ แล้ว ปารเมศร์เคยเจอกับ Wake Up Call มาแล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตและอาชีพในวงการโฆษณา วิชาชีพที่ทำมากว่าครึ่งของชีวิต
“ผมมีลูกสาวคนหนึ่ง ตอนนั้นเขาอายุ 6 ขวบ แม่เค้าไปทำงานต่างประเทศ ผมก็ทำงานปกติ ไปเช้า กลับดึก นอนเตียงเดียวกัน แต่ไม่เคยเจอกันเลย มีอยู่วันหนึ่ง ผมกลับมาตอนเย็น เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าไปอีกงาน เจอเขาพอดี เค้าเข้าวิ่งเข้ามาหา แล้วร้องไห้ ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนถูกชก เจ็บจนจุก นี่เรากำลังทำอะไรกับชีวิตเนี่ย นี่ไม่ใช่ชีวิตแล้ว รุ่งขึ้นผมลาออกจากงานเลย”
Wake Up Call ครั้งนั้น ทำให้เขาตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงาน ลาออกจากงานประจำที่บริษัท วายแอนด์อาร์ เอเยนซีโฆษณา แต่ยังรับเป็นที่ปรึกษาต่อมาอีกสักระยะหนึ่ง แล้วหันมาเปิดบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง บริษัท Turnaround Focus และธุรกิจเนื้อนาบุญ อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ทำบุญในงานศพ ซึ่งทำมาประมาณ 10 ปีแล้ว
ปารเมศร์ บอกว่า สำหรับเพื่อนๆ และน้องๆ โดยเฉพาะที่อยู่ในวงการโฆษณาและการตลาด คุณอาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวว่า คุณก็เหมือนเทียนไข ที่กําลังถูกจุดอยู่ทั้งสองด้าน คุณมีความกดดันจากงาน จากลูกน้อง จากเจ้านาย ลูกค้า จากบริษัทแม่ต่างประเทศ และอื่นๆ อีกมาก และนั่นแลกมาด้วยตําแหน่งสูงๆ และเงินเดือนงาม
แต่ช่วยถามตัวเองด้วยว่า คุณจะทำอย่างนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่ และมันคุ้มกันหรือ? ทั้งนี้ ไม่ใช่ยุให้กระโดดไปลาออกวันนี้ พรุ่งนี้ เพียงแต่อยากจะบอกว่า หาทางสร้างสมดุลแห่งชีวิตให้ดี
“ผมเชื่อว่าสาเหตุสําคัญที่ทําให้ผมเป็นไอ้โรคบ้านี่ ก็เพราะผมทําไม่ได้”
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ว่า ชีวิตของคนก็เหมือนกับเป็น Juggler หรือตัวตลกละครสัตว์ที่คอยโยนของหลายๆ อย่าง และต้องระวังไม่ให้ตกอยู่ตลอดเวลา ในชีวิตจริง สิ่งที่เราต้องโยนสลับอยู่ตลอดเวลาเป็นลูกบอล 5 ลูก
ลูกที่หนึ่ง คือ Self (ความเป็นตัวตน) ลูกที่ 2 Health ลูกที่ 3 Wealth ลูกที่ 4 Family และลูกสุดท้ายคือ Friends แต่เราก็ไปให้ความสำคัญกับ Wealth เป็นหลัก ทั้งที่ถ้าตกไปแล้วก็สามารถกระเด้งขึ้นมาใหม่ได้ แต่อีก 4 ลูก เราไม่ให้ความสำคัญ จนมันแตกไปหมดแล้ว...ลองไปคิดดูกันเองก็แล้วกันครับ







