Keys to a Passion ความเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัย
พิพิธภัณฑ์ฟงดาซิยง หลุยส์ วิตตอง จัดแสดงนิทรรศการ Keys to a Passion (Les Clefsd’une Passion)
โดย...อฐิณป ลภณวุษ ภาพ artofmylifeasafrog.blogspot.com
พิพิธภัณฑ์ฟงดาซิยง หลุยส์ วิตตอง จัดแสดงนิทรรศการ Keys to a Passion (Les Clefsd’une Passion) ระหว่างวันนี้-6 ก.ค. รวบรวมผลงานชิ้นเอกอันเป็นกุญแจแห่งพัฒนาการสู่ความทันสมัย แต่ละชิ้นงานล้วนมีบทบาทในการเปลี่ยนโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ศิลปะของศตวรรษที่ 20 ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น La Dance (1909-1910)ของ อองรี มาติสส์ Black Square (1915) ของคาซิมีร์ มาเลวิช The Scream (1893–1893)โดย เอดวาร์ด มุงค์ ไปจนถึง Study from theHuman Body (1949) ของ ฟรานซิส เบคอน
นอกจากนั้นยังมีผลงานชิ้นสำคัญของ พีทมอนดริอัน มาร์ก รอทโค โรแบรต์ เดอโลเนย์แฟร์นองด์ เลแชร์ ฟรานซิส ปิกาบิยา ออตโตดิกซ์ อัลแบร์โต จาโคเมตติ ฟรองซัวส์ คุปคารวมไปถึง จีโน เซเวรินี
สำหรับผลงาน La Dance (1909-1910)นับเป็นการวาดภาพแบบใหม่ในยุคปลายอิมเพรสชันนิสม์ โดย อองรี มาติสส์ จิตรกรในความเคลื่อนไหวโฟวิสม์ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าสู่ยุคโพสต์-อิมเพรสชันนิสม์ วาดภาพนี้พร้อมๆ กับภาพ La Musique โดยผู้ว่าจ้างคือ เซอร์เก ชูคิน นักธุรกิจและนักสะสมงานศิลปะชาวรัสเซีย ขาประจำของเขานั้น ยังได้แขวนภาพทั้งสองไว้คู่กันที่แมนชั่นในกรุงมอสโก
ภาพเขียนที่อองรีวาดนักเต้น 5 คน เป็นสีแดงสด ตัดกับฉากหลังสีเขียวและน้ำเงินเข้มแสดงให้เห็นความชื่นชมวาดเขียนผนังถ้ำในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยนำเอารูปแบบมาแต้มสีแรงๆ ที่เป็นเอกลักษณ์แบบโฟวิสม์ สิ่งที่แสดงออกถึงยุคสมัยอีกอย่าง ได้แก่ลีลาท่าเต้นที่แสดงให้เห็นถึงอิสรเสรี และความสุขอย่างเหลือล้น ซึ่งวาดโดยได้แรงบันดาลใจมาจากบทเพลงชื่อดังของ อิกอร์ สตราวินสกี The Rite of Spring
La Dance แสดงให้เห็นจุดเปลี่ยนในอาชีพของอองรี มาติสส์ ที่กำลังก้าวข้ามไปสู่ภาพเขียนยุคโมเดิร์นนิสม์ ภาพนี้แขวนอยู่ที่บ้านของเซอร์เกกระทั่งเกิดปฏิวัติ ปี 1917 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์เฮอร์มิทาจ ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประเทศรัสเซีย
มาถึง Skrik หรือ The Scream ภาพดังที่สุดของเอดวาร์ด มุงค์ ที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมา 4 เวอร์ชั่นด้วยกัน ทั้งภาพพิมพ์แบบเพียวๆ เวอร์ชั่นสีขาวดำ กับภาพพิมพ์ที่ลงสีน้ำมัน และลงสีพาสเทลด้วยมือ 2 ชิ้น
ในบันทึกของเอดวาร์ด มุงค์ เขาเขียนภาพนี้ขึ้นจากความรู้สึกและประสบการณ์ล้วนๆ เขาเล่าว่าเป็นวันที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก ระหว่างเดินอยู่ในเมืองริมทะเล เขาจึงหยุดพักและเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงยามพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ซึ่งเขารู้สึกเหมือนธรรมชาติกำลังกรีดร้อง
คนที่ทำวิจัยผลงานของเอดวาร์ด บอกว่า หน้าตาของคนกรีดร้อง ซึ่งไม่สามารถบ่งบอกเพศได้นั้น น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากมัมมี่เปรูที่เขาได้ชมในงานเอ็กซ์โปซิชัน ยูนิเวอร์แซล ปี 1889 ที่กรุงปารีสส่วนท้องฟ้าสีแดงฉานนั้น คาดว่าเป็นความทรงจำจากเหตุภูเขาไฟระเบิดในปี 1883
อาร์เทอร์ ลูบาว นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน บอกว่า Skrik คือ Mona Lisa แห่งศตวรรษที่ 20 นอกจากจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นภาพเขียนที่แพงที่สุดเป็นอันดับ 2 แล้ว(เวอร์ชั่นสีพาสเทล ปี 1895 ประมูลที่ซอเทอบีส์ไป 120 ล้านเหรียญสหรัฐ) ยังเป็นภาพเขียนที่โดนขโมยถึงสองครั้งสองครา
ในปี 1994 ชิ้นที่อยู่ในหอศิลป์แห่งชาตินอร์เวย์ ในกรุงออสโล ถูกขโมยพร้อมโน้ตเยาะเย้ยเรื่องการรักษาความปลอดภัย(ตามเจอ 2 เดือนให้หลัง) ส่วนภาพที่นำมาแสดงในนิทรรศการนี้ คือ Skrik, 1910?(The Scream of Nature) เวอร์ชั่นที่วาดโดยเทคนิคเทมเพอรา (สีน้ำมันผสมเปลือกไข่) บนกระดาษแข็ง ซึ่งวาดในปี 1910 เคยถูกขโมยจากหอศิลป์มุงค์ ปี 2004 พร้อมกับภาพดังอีกภาพชื่อ Madonna ก่อนจะตามหาจนเจอในอีก 2 ปีต่อมา
ภาพ Three Women (Le GrandDejeuner) ปี 1921 ถือว่าเป็นภาพเขียนที่ดังที่สุดของ แฟร์นองด์ เลแชร์ อันเป็นชิ้นงานที่เขาทดลองเล่นกับการวาดสิ่งที่ไม่กลมกลืนกัน โดยหยิบเอาอารมณ์ของภาพคอลลาจมาใช้ในภาพเขียนสีน้ำมัน
Le Grand Dejeuner แสดงความสนใจในศิลปะหน้าแท่นบูชาแบบ 3 ช่องที่นิยมสร้างสรรค์ในศตวรรษก่อนหน้านี้รวมถึงการศึกษากลไกของร่างกายมนุษย์โดยอาศัยเพียงแม่สีเท่านั้นในการวาดภาพ
ภาพนู้ดผู้หญิง 3 คน ปรากฏในภาพเขียนมาแต่ไหนแต่ไร ไอเดียของแฟร์นองด์คือ ต้องการบอกเล่าเรื่องราวเดิมๆ เช่นที่ศิลปินรุ่นโอลด์มาสเตอร์วาดกันมาสร้างสรรค์ในสไตล์โมเดิร์น แม้ว่า แฟร์นองด์จะไม่ได้วาดให้เป็นคอนเท็มโพรารีจ๋าเช่นภาพอื่นๆ ทว่า Le Grand Dejeuner เป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นการทดลองของศิลปินในการเชื่อมโลกใหม่และเก่า
No 46 (Black, Ochre, Red OverRed) ผลงานของ มาร์ก รอทโค ก็เป็นอีกภาพเขียนที่แสดงความเชื่อมโยงโลกเก่าและโลกใหม่ในแวดวงศิลปะเอาไว้ด้วยกัน
เรื่องลึกลับในตำนาน ภาษาสัญลักษณ์พลังแห่งชีวิต แสดงออกเป็นรูปทรงและสีสันต่างๆ บนผืนผ้าใบ มาร์กสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ศิลปะคอนเซ็ปชวลของอเมริกันกำลังจะถึงทางตัน เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะไปถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ขณะที่สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจใหญ่หลวงให้เขา คือหนังสือปรัชญาเล่มต่างๆไม่ว่าจะ The Golden Bough ของ เซอร์เจมส์ เฟรเซอร์ The Interpretation ofDreams ของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ โดยเฉพาะThe Birth of Tragedy ของฟรีดริกซ์ นิทเช
ท่ามกลางผลงานชื่อดังของจิตรกรศตวรรษที่ 20 จากหลากหลายความเคลื่อนไหวของศิลปะในนิทรรศการ Keysto a Passion สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน คือการเป็นนักปฏิวัติผู้แหกกฎแห่งยุคสมัย ซึ่งทำให้ศิลปะได้เปิดประตูไปยุคใหม่อย่างไม่ตีบตัน


