posttoday
We Will Survive

We Will Survive

26 เมษายน 2558

คุณคิดว่า คำพูดหรือการกระทำใดที่ทรงพลังจนช่วยทำให้คนมีชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต?

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คุณคิดว่า คำพูดหรือการกระทำใดที่ทรงพลังจนช่วยทำให้คนมีชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต?

สำหรับผม ผมคิดว่ามันคือคำพูดหรือการกระทำจากคนคนหนึ่ง ที่เป็นคำพูดหรือการกระทำที่ใช้บอกให้คนที่เขารักแต่ต้องลาจากเขาไปไกล อีกทั้งต้องไปเผชิญชีวิตในดินแดนที่ห่างไกลและต้องพบเจอแต่ความทุกข์ทรมานสามารถอยู่รอดกลับมา

จากนวนิยายชีวิต เรื่อง ลมหายใจที่ขาดห้วงผลงานเขียนของ แฮร์ทา มึลเลอร์ นักเขียนหญิงชาวโรมาเนียเชื้อสายเยอรมัน ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2009 ตัวละครเอกของนวนิยายเรื่องนี้ ชื่อ “เลโอ” เขาเป็นพลเมืองของประเทศที่อยู่ในฝ่ายที่แพ้สงครามครั้งที่สอง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นเชลยใช้แรงงานที่ค่ายกักกันในประเทศรัสเซีย โดยเชลยเหล่านี้มีทั้งที่เสียชีวิตและรอดกลับมาสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัว

เลโอคือผู้ที่รอดกลับมา เป็นการรอดพ้นจากความหิวโหยที่สุดแสนจะบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้จากค่ายกักกันนั้น โดยในหน้า 13 เลโอได้บอกเล่าไว้ว่า

“ย่ารู้ว่าหลานจะกลับมา ผมเผลอจดจำประโยคนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ผมนำมันเข้าไปในค่ายด้วยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผมไม่รู้เลยว่ามันออกเดินทางไปพร้อมๆ กับผม ทว่าประโยคเช่นนี้มีชีวิตจิตใจของมันเอง มันแทรกซึมเข้าไปในความคิด หนักหน่วงยิ่งกว่าหนังสือทุกเล่มที่ผมพกติดตัวประโยคย่ารู้ว่าหลานจะกลับมา ได้กลายมาเป็นปรปักษ์กับทูตแห่งความหิวโหย และเนื่องจากผมรอดกลับออกมาจากค่าย ตอนนี้จึงพูดได้เต็มปากว่า ประโยคแบบนี้แหละที่ช่วยให้คนมีชีวิตรอดมาได้”

ยิ่งเมื่อผมได้อ่านนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องใหม่ของ นักเขียนรางวัลซีไรต์ วินทร์ เลียววาริณ เรื่องน้ำเงินแท้ นวนิยายที่ผู้เขียนได้เล่าถึงผลกระทบต่อปัจจัยจากสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2476 จากมุมมองของผู้แพ้หรือฝ่ายกบฏบวรเดช โดยตัวละครเอก ชื่อ ต้นแสงสวาดวงศ์ ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองที่ถูกจับกุมตัวและถูกขังไว้ที่คุกบางขวาง พร้อมกับบุคคลจริง ไม่ว่าจะเป็น ม.จ.สิทธิพร กฤดากร, พระยาศราภัยพิพัฒ, พระยาสุรพันธเสนี, สอ เศรษฐบุตร, อรุณ บุนนาค ฯลฯ ที่โชคชะตานำพาให้เขาต้องถูกโยกย้ายไปอยู่ที่เกาะตะรุเตาสถานที่ซึ่งนักโทษต้องแย่งอาหารจากหมา แถมยังทนทุกข์จากพิษสงของไข้ป่า จากนั้นก็ถูกโยกย้ายไปที่เกาะเต่า ซึ่งทุกอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าอีกร้อยเท่าพันทวีคูณ

จากหน้า 153 ผู้เขียนได้บรรยายถึงการร่ำลาของต้นแสงกับแม่ของเขา ก่อนที่เขาจะต้องเดินทางเข้าคุกบางขวางไว้ว่า “แม่ยื่นซองกระดาษเล็กๆ ซองหนึ่งให้ข้าพเจ้า คืนนั้นเมื่อข้าพเจ้าเปิดซองออกมา ก็พบเมล็ดมะเกลือสามเมล็ดบนฝ่ามือ เป็นอีกครั้งที่แม่ใช้เมล็ดมะเกลือเตือนสติข้าพเจ้า...อดทน! จงอดทน!”

เมื่ออ่านไปจนถึงหน้า 388 ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นแสงต้องระหกระเหินไปจนถึงเกาะเต่า ซึ่งเขาได้เพาะเมล็ดมะเกลือเมล็ดสุดท้ายไว้ที่นี่จนเติบโต (เขาเพาะไว้ที่ละเมล็ด)ผู้เขียนบรรยายความในใจของต้นแสงไว้ว่า

“ข้าพเจ้ามองดูต้นมะเกลือ แม้แต่มะเกลือก็ยังโรยราเหมือนขาดน้ำและความเอาใจใส่ของคน นาทีนี้ข้าพเจ้าอยากให้มันออกผลสักผล ข้าพเจ้าจะเอาผลมะเกลือมาคั้นเป็นน้ำ ทิ้งไว้ค้างคืนให้มันกลายเป็นยาพิษ บางทีมันอาจเป็นตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวไปจากนรกแห่งนี้ได้ แต่แล้วข้าพเจ้าก็ระลึกถึงคำสัญญาที่ให้กับแม่ ข้าพเจ้าต้องมีชีวิตรอดต่อไป อย่าเพิ่งสิ้นหวัง! อย่าเพิ่งตาย!”

สิ่งผมได้เรียนรู้และเอามาปรับใช้กับตัวเองในทุกสถานการณ์ คือ เราต้องหาคำพูด หรือหาอะไรบางสิ่งมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่มีใครพูดกับเราหรือกระทำบางอย่างกับเรา เราก็ต้องพูดต้องบอกและต้องทำให้ตัวเราเอง หากจะดีกว่านั้น ถ้าเรามีโอกาสพูด หรือบอกหรือทำให้กับคนที่เรารัก ที่ต้องจากลาไกลเพื่อไปพบเจอกับความทุกข์ทรมาน ก็จงทำ เพราะเราไม่รู้หรอกว่า นี่อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ทรงพลังเสียจนทำให้เขามีความหวัง และประคองร่างกายและจิตใจให้อยู่รอดกลับมา

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า

ไม่ว่าเราจะเจอเหตุการณ์เลวร้ายอย่างไร

เราต้องมีความหวัง เราต้องมีพลังกำลังใจ

เราต้องอยู่รอดกลับมา

เพราะเราทุกคนคือผู้อยู่รอด!

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน