
พรบ.กีฬา...กุญแจดอกใหม่พัฒนากีฬาไทย
มีผลบังคับใช้กันไปแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา สำหรับพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558
โดย...นูโน่
มีผลบังคับใช้กันไปแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา สำหรับพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 พร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นว่า จะพัฒนากีฬาชาติไทยตามวัตถุประสงค์หลักได้จริงหรือ?
แม้จะเริ่มต้นด้วยปัญหาของสมาคมบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย ที่ต้องมีการจัดเลือกตั้งใหม่ เพราะยังไม่ได้แก้ไขข้อบังคับให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.กีฬาฉบับใหม่ แต่ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เชื่อว่า โดยรวมแล้วจะช่วยพัฒนาวงการกีฬาไทยให้ก้าวไปอีกขั้นแน่นอน
“ที่ชัดๆ เลยคือ จะมีเงินก้อนใหญ่ๆ ก้อนหนึ่งที่ได้จากภาษีบาป 2 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 3,700-3,800 ล้านบาท เพิ่มเข้ามาในกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อนำไปใช้พัฒนาสู่ความเป็นเลิศ” บิ๊กวงการกีฬา กล่าว
สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.กีฬาฉบับใหม่นี้ จะเชื่อมโยงกับองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ การจัดตั้งสมาคมกีฬา การกำกับดูแลสมาคมกีฬา และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยในส่วนของเงินภาษีบาปที่ได้มาจะถูกนำไปใช้กับนักกีฬาและสมาคมเท่านั้น
ดังนั้น เงินส่วนนี้จะไม่สามารถนำมาเป็นเงินเดือนคณะกรรมการบริหารกองทุนได้ แต่ทั้งหมดจะเอาไปใช้สำหรับการพัฒนากีฬา เงินรางวัล เงินช่วยเหลือ หรือการส่งแข่งต่างประเทศ และเตรียมทีมสำหรับการแข่งขัน
“เราจะเห็นนักกีฬาไทยได้ออกไปแข่งต่างประเทศมากขึ้น หรือสามารถจ้างโค้ชต่างชาติดีๆ ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มากขึ้น อย่างตอนนี้โค้ชต่างชาติดีๆ ต้องจ้างกันหลักแสน แต่ กกท.มีให้แค่ 6 หมื่นบาท ดังนั้น พ.ร.บ.ใหม่จะมีการปรับเพิ่มเพดาน นี่คือแนวคิดของบอร์ดที่จะวางกรอบในการใช้เงินกองทุน และไม่ควรนำไปใช้ในสิ่งก่อสร้าง ซึ่งควรใช้งบประมาณแผ่นดิน”
นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องอดีตฮีโร่เผชิญความลำบากหลังเลิกเล่นก็จะน้อยลง เพราะจะมีเงินช่วยเหลือและให้สวัสดิการกับอดีตนักกีฬามากขึ้น เช่นเดียวกับเงินอัดฉีดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นด้วย
“ไปดูเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่ต้องพูดถึงจีน เกาหลี ญี่ปุ่นนะ พวกเขาสูงกว่าเราทั้งนั้น แต่สำคัญเราต้องวางเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดและใช้ไปตามนั้น อย่าไปนอกแผน เป็นห่วงมาก กลัวเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร”
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของวงการกีฬาไทยก่อนหน้านี้ คือ ความขัดแย้งภายในสมาคม ซึ่ง เสธ.จารึก มองว่า การเปลี่ยนแปลงให้สมาคมจดทะเบียนขึ้นตรงต่อ กกท.แทนกระทรวงมหาดไทยอย่างเดิม น่าจะแก้ไขได้ในระดับหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึง กกท.สามารถเข้ามาแก้ไขได้ทันที เช่น มาตรา 86 สามารถให้คณะกรรมการสมาคมกีฬาพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าบริหารชั่วคราวได้ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น
ขณะที่การบริหารสมาคม ก็ต้องมีวาระสอดคล้องกับสหพันธ์กีฬานั้นๆ เช่น สหพันธ์กีฬานั้นมีวาระบริหาร 4 ปี คณะกรรมการสมาคมก็ต้องมีวาระ 4 ปี หรือให้หมดวาระพร้อมกับสหพันธ์ในช่วงแรกที่อาจคาบเกี่ยว เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ โดยสมาคมและบอร์ดการกีฬามีเวลา 180 วัน ในการแก้ไขข้อบังคับและออกกฎกระทรวง ประกาศหรือระเบียบต่างๆ ให้เรียบร้อย
แต่จะพัฒนากีฬาชาติได้แค่ไหน ก็อยู่ที่คนนำไปใช้ด้วย
“สมาคม บริษัท หน่วยงาน หรือองค์กรอะไรก็ตาม มันอยู่ที่หัวหน้าและผู้นำขององค์กรนั้น ถ้าหัวหน้าโปร่งใส สะอาดและยุติธรรม มันก็จะเป็นไปตามนั้น แต่ถ้าผู้นำไม่โปร่งใส มันก็ไม่โปร่งใสตาม”
นั่นคือหน้าที่ของบอร์ดการกีฬาและบอร์ดกองทุน ที่จะกำกับดูแล เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และจะไปโทษใครไม่ได้อีกแล้ว







