posttoday
การเลือกใช้ครีมกันแดดควรดูจากอะไรบ้าง

การเลือกใช้ครีมกันแดดควรดูจากอะไรบ้าง

02 เมษายน 2558

หน้าร้อนมาแล้ว กันแดดคือคีย์ไอเท็มที่ควรดู SPF หรือ Sun Protection Factor, SPF การแสดงถึงประสิทธิภาพในการกรอง UVB ซึ่งเป็นค่าบอกประสิทธิภาพของยากันแดดในการป้องกันการเกิด อาการแดงของผิวหนังเมื่อทายากันแดด เทียบกับไม่ได้ทายากันแดด เช่น ตากแดดนาน 15 นาที ทำให้ผิวหนังมีอาการแดง การทายากันแดดที่ SPF30 ผิวหนังจะมีอาการแดงหลังตากแดด 15x30 นาที = 450 นาที = 7.5 ชั่วโมง สำหรับ US-FDA, EU-FDA และ Thai-FDA ระบุให้ตัวเลข SPF ที่ติดฉลากไม่เกิน 50 โดยในกรณีที่ค่า SPF มากกว่า 50 ให้ระบุเป็น SPF 50+ แทน

หน้าร้อนมาแล้ว กันแดดคือคีย์ไอเท็มที่ควรดู SPF หรือ Sun Protection Factor, SPF การแสดงถึงประสิทธิภาพในการกรอง UVB ซึ่งเป็นค่าบอกประสิทธิภาพของยากันแดดในการป้องกันการเกิด อาการแดงของผิวหนังเมื่อทายากันแดด เทียบกับไม่ได้ทายากันแดด เช่น ตากแดดนาน 15 นาที ทำให้ผิวหนังมีอาการแดง การทายากันแดดที่ SPF30 ผิวหนังจะมีอาการแดงหลังตากแดด 15x30 นาที = 450 นาที = 7.5 ชั่วโมง สำหรับ US-FDA, EU-FDA และ Thai-FDA ระบุให้ตัวเลข SPF ที่ติดฉลากไม่เกิน 50 โดยในกรณีที่ค่า SPF มากกว่า 50 ให้ระบุเป็น SPF 50+ แทน

สำหรับการปกป้องผิวจากรังสี UVA ให้ดูที่ค่า PPD หรือ Persistent Pigment Darkening ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัด ค่ากันแดดที่ป้องกัน UVA ที่เป็นตัวการในการทำให้ผิวดูแก่และสีคล้ำขึ้น ถ้าทายากันแดดที่มีค่า PPD 10 คุณสามารถทนแดดได้มากกว่าผิวที่ไม่ทา 10 เท่า แต่ในบางประเทศ อย่างญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใช้ค่า PPD แต่ว่าใช้ค่า PA เป็นระดับ การวัดค่าป้องกัน UVA

ค่าสูงสูดในมาตรฐาน PA คือ PA+++ ซึ่งเมื่อเทียบกับมาตรฐาน PPD ค่า PA+++ คือ >8 ขึ้นไป ล่าสุด องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ใช้ Critical Wavelength (CW) เพื่อบอกประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA แทนโดย CW ต้องมากกว่า 370 nm จึงสามารถ Lable ได้ว่าเป็น Broad Spectrum และสามารถระบุว่าลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนัง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก