
เวียดนามเปิด เศรษฐกิจเกิด
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เมื่อประเทศเวียดนามเริ่มต้นนโยบาย “โด๋ยเม้ย” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบาย “กลาสนอสต์”
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เมื่อประเทศเวียดนามเริ่มต้นนโยบาย “โด๋ยเม้ย” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบาย “กลาสนอสต์” (กลาส-นอสต) และ “เปเรสตรอยก้า” (เป-เรส-ตรอย-ก้า) ของอดีตสหภาพโซเวียตในยุคนั้น ซึ่งนโยบายนี้มุ่งเน้นให้เวียดนามมีการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอกมากขึ้น หลังจากที่ต้องปิดตัวเนื่องจากผลของสงครามอันยาวนาน ที่ได้นำไปสู่การควบรวมเวียดนามใต้ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” ซึ่งการเปิดประเทศในครั้งนั้น คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เวียดนามมุ่งสู่ความเป็นเสรีทางเศรษฐกิจจวบจนถึงปัจจุบัน
ประเทศเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ลำดับที่ 7 อย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2538 แม้ว่าจะขัดกับหลักการก่อตั้งที่มุ่งเน้นต่อต้านระบบสังคมนิยมก็ตาม แต่นั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เวียดนามมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หลังจากที่ต้องเหินห่างไปในช่วงสงคราม ในขณะเดียวกัน ระยะเวลา 10 ปีให้หลัง นับตั้งแต่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ก็เกิดความเพิ่มพูนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามกับอีกหลายๆ ประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นเพราะโลกเริ่มฟื้นตัวจากสภาวะสงคราม และเริ่มหันมามุ่งเน้นพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าการทำสงคราม
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจของเวียดนาม คือการตัดสินใจมุ่งพัฒนาประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ได้ทิ้งภาคเกษตรกรรม เพราะถือเป็นอีกหนึ่งรายได้สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว ซึ่งเวียดนามถือเป็นหนึ่งในสามของประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้น เวียดนามก็มีความโดดเด่นทางด้านต้นทุนค่าแรงงานต่ำ ปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะภาคอุตสาหกรรมเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นาน หากเทียบกับประเทศคู่แข่งในละแวกเดียวกัน ทำให้แรงงานที่นี่จัดได้ว่าเป็นแรงงานฝีมือต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ได้มีความพยายามยกระดับฝีมือแรงงานให้มากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่เทียบเท่าประเทศคู่แข่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านต้นทุนค่าแรงงานแล้ว ก็มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อย ใช้เหตุผลนี้ในการเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิตสำคัญ มากไปกว่านั้นการมีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ก็เป็นอีกข้อได้เปรียบหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามเติบโตเร็วขึ้น เพราะมีหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นเขตอุตสาหกรรม เป็นท่าเรือน้ำลึก และเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ไม่ยาก
ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ในปัจจุบันเวียดนามมีประชากรประมาณ 93 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ทำให้เวียดนามเป็นเหมือนอีกหลายๆ ประเทศที่มีประชากรมากคือ ผู้คนในสังคมมีการแข่งขันกันสูง มากไปกว่านั้น ค่านิยมของพ่อแม่ผู้ปกครองชาวเวียดนาม ส่วนใหญ่จะตั้งความหวังกับการศึกษาของบุตรหลานสูง เพราะอยากเห็นความก้าวหน้าในอนาคต จึงไม่แปลกที่ในช่วงปิดภาคเรียน ก็จะยังคงเห็นภาพของนักศึกษาเวียดนาม ต่างคร่ำเคร่งอ่านตำราในห้องสมุดเป็นประจำทุกวันตลอดช่วงปิดภาคเรียน
วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปในปี 2010 ที่ผ่านมา รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ได้ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของเวียดนาม ภาคธุรกิจก็มีการจ้างงานในอัตราที่จำกัด ในขณะเดียวกันพบว่าบัณฑิตที่จบออกมาใหม่เองก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และในบางสาขาก็มีปริมาณที่มากเกินความต้องการ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เวียดนามทำการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งถึงแม้การปฏิรูปการศึกษานั้น อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร ในการเห็นถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม แต่สถาบันการศึกษาของเอกชนหลายๆ แห่ง ที่มีความคล่องตัวในการบริหารนั้น ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับนโยบาย และสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่า เพราะสามารถออกแบบการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของตลาดแรงงานได้เอง เพื่อยกระดับคุณภาพบัณทิตที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน
Nguyen Thi Lan Anh นักศึกษาจาก University of languages and international Studies มองว่าเพราะการศึกษาสร้างโอกาสในการพัฒนาชีวิตคนเวียดนามอย่างมาก ดังนั้นชาวเวียดนามส่วนมากมองว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นและพยายามเข้าให้ถึงระบบการศึกษา ด้วยความที่เธอคือนักศึกษารุ่นแรกๆ ที่เข้าสู่ระบบปฏิรูปการศึกษาของประเทศ ซึ่งเธอก็เห็นด้วยที่มีการปฏิรูปการศึกษา เพราะมีเสียงสะท้อนจากคนรอบข้างที่มองว่าระบบการศึกษาแบบเก่าทำให้คุณภาพถดถอย โดยส่วนตัวเธอยังมองอีกว่า ระบบการศึกษาของเวียดนามน่าจะต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เกี่ยวกับทักษะในการกำหนดเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะทักษะนี้จะช่วยทำให้มีความเข้าใจในการเลือกเรียนต่อในสาขาวิชาที่ตรงกับความสามารถ ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความใฝ่ฝัน อีกทั้งในส่วนของวิธีการเรียนการสอนนั้น โดยส่วนตัวเธอคิดว่าไม่จำเป็นที่จะเรียนจากตำราทั้งวัน แต่ควรเพิ่มทักษะในการปฏิบัติให้มากขึ้น เพราะทักษะการปฏิบัติถือเป็นเรื่องจำเป็นมากในปัจจุบัน
ในปัจจุบันเยาวชนคนเวียดนามรุ่นใหม่ นิยมเรียนภาษาต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งภาษาไทยก็เป็นอีกหนึ่งภาษาที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นภาษาที่ 2 และ 3 ที่เด็กเวียดนามเลือกที่จะศึกษาถัดจากภาษาอังกฤษ อาจารย์ห่วนห์วัน ฟุก คืออีกหนึ่งผลผลิตสำคัญของนักศึกษาเวียดนาม ที่สนใจศึกษาภาษาไทยในยุคแรกเริ่ม จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ อาจารย์ห่วนห์ วัน ฟุก ก็ได้รับโอกาสในการนำเอาความรู้และความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาไทย มาใช้ในชีวิตประจำวัน กับอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของการทำหน้าที่เป็นอาจารย์ ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออกคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาจารย์ห่วนห์ วัน ฟุก เล่าให้เราฟังว่า เมื่อเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ผู้คนก็เริ่มหันมาสนใจศึกษาภาษาประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยในตอนนั้นก็เริ่มมีคนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนาม แต่ยังขาดบุคลากรท้องถิ่นที่สามารถพูดภาษาไทยได้ ด้วยเหตุนี้จึงเลือกเรียนภาษาไทย เพราะเห็นถึงโอกาสที่เมื่อจบออกไปแล้วจะมีงานทำสูง ซึ่งอาจารย์พบว่าโครงสร้างทางภาษาไทยก็มีความคล้ายภาษาเวียดนามในหลายๆ ส่วน ทำให้ไม่ยากที่จะเรียนรู้ อีกทั้งยังได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒธรรมไทยและนิสัยใจคอคนไทย ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทางมหาวิทยาลัยจากประเทศไทย ซึ่งโดยส่วนตัวอาจารย์มองว่าภาษาไทยจะยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการรู้ภาษาซึ่งกันและกันจะทำให้เข้าใจกันมากขึ้น และอาจนำไปสู่ความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีในด้านอื่นๆไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า เศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็เป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษาที่มีโครงการฝึกอบรมหลักสูตรภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มข้นให้แก่นักศึกษาเวียดนามมายาวนานถึง 17 ปี ซึ่ง ผศ.ดร.สุภัค มหาวรากร ผู้ที่ดูแลโครงการนี้บอกกับเราว่า นักศึกษาชาวเวียดนามที่ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนไปแล้ว สามารถนำเอาทักษะที่ได้ไปต่อยอดในหลายๆ ด้าน เพราะภาษาคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ด้านต่างๆ นอกจากนั้นแล้วยังก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยในหลายๆ ด้าน ที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้าในอันดีระหว่างสองประเทศ ที่จะมีความร่วมมืออีกมากมายในอนาคตเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมาถึง ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะมีส่วนสำคัญในการเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ในทุกๆ ด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมานั้นอาจมีคนมองว่า ประเทศเวียดนามคือคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แต่ด้วยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า หลายคนก็มองว่า แท้จริงแล้วควรจะต้องมองถึงความร่วมมือกับเวียดนามในด้านต่างๆ มากกว่ามองเป็นคู่แข่ง เพราะความร่วมมือจะนำมาซึ่งการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น และนั่นทำให้เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จัก ไม่เฉพาะแต่เวียดนามให้มากขึ้นเท่านั้น แต่จะต้องทำความรู้จักกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ อย่างลึกซึ้งด้วยเช่นกัน







