
พลังของศาลเจ้า
เทศกาลตรุษจีนทำให้ผมนึกถึงพลังของศาลเจ้า...ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ศาลเจ้ามีพลัง
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
เทศกาลตรุษจีนทำให้ผมนึกถึงพลังของศาลเจ้า...
ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ศาลเจ้ามีพลัง
แม้จะเหมือนกับมีเชื้อสายจีนปนอยู่ในบรรพบุรุษรุ่นปู่รุ่นทวด แต่ความรู้เกี่ยวกับศาลเจ้าของผมนั้นก็ผิวเผินมากรู้แต่ว่าเป็นที่รวมของการช่วยเหลือสังคมของพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีน ประกอบกิจกรรมเรื่องงานกินเจและถ้าใครขาดแคลนโลงศพ ศาลเจ้าบางแห่งเขาก็มีโลงศพบริจาคให้
ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้เรื่องพลังของศาลเจ้าให้ผมคือ พี่วาส “วาสนา อัศรานุรักษ์” และคณะ
เอ่ยชื่อพี่วาส อาจจะรู้จักกันบ้างแต่ถ้าบอกว่า เป็นลูกสาวของกำนันทรง องค์ชัยวัฒนะ ผู้ก่อตั้งตลาดกลางค้าข้าวแห่งแรกในประเทศไทยก็ต้องร้องอ๋อกันทั้งประเทศ
ศาลเจ้าในเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทย เช่น นครสวรรค์ หรือแม้แต่บางพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิอ.แม่สอด จ.ตาก นั้น มิใช่เป็นแต่องค์กรทางความเชื่อ การอนุรักษ์ประเพณี หรือองค์กรแห่งการแบ่งปัน ฯลฯ เท่านั้น หากแต่เป็นองค์กรที่สร้างคนที่น่าสนใจมาก
นอกจากโรงเรียน มหาวิทยาลัยและวัดแล้ว ประเทศเรามีองค์กรสร้างคนน้อยมากนะครับ ยิ่งถ้าพูดถึงผลลัพธ์ที่ได้แล้วยิ่งน่าใจหาย แต่พลังของศาลเจ้าในฐานะองค์กรสร้างคนนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมากครับ
พ่อค้า คหบดี ทั้งหลายที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนในเมืองใหญ่มักจะเป็นสมาชิกศาลเจ้า ในแต่ละปี ศาลเจ้าจะประกอบประเพณีคัดเลือกกรรมการศาลเจ้าเพื่อมาทำหน้าที่รับผิดชอบกิจกรรมของศาลเจ้าที่จะมีต่อสังคม รวมทั้งกิจการภายในของศาลเจ้าเอง
เขาไม่ได้เลือกตั้งทางตรง หรือสรรหาอย่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังปวดหัว แต่ใช้การเสี่ยงทายครับ
กระบวนการการเสี่ยงทายจะเริ่มด้วยการคีบรายชื่อบรรดาสมาชิกที่อยู่ในภาชนะออกมา แล้วโดยโยนสัญลักษณ์สองชิ้นให้ได้ออกมาตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าได้ตามเกณฑ์ตามรอบที่กำหนดแสดงว่า คนนั้นเจ้าเลือกแต่ถ้าไม่ได้ตามที่กำหนดแสดงว่า เจ้าไม่เลือก
เจ้าเลือกไม่เลือกนี่สำคัญมากนะครับเพราะลึกๆ แล้ว ไม่ได้มาจากใคร ไม่ได้วัดกันด้วยเศรษฐานะ ความรู้ หรือหน้าตาแต่ทุกคนเสมอกันด้วยการถูกเจ้าเลือก
พอได้ชื่อ ทางศาลเจ้าก็จะแต่งคนยกส้ม ยกของมงคลไปแจ้งข่าวที่บ้าน ใครที่ได้รับเลือกมักไม่ปฏิเสธ หรือผู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่จะบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าว่า อย่าปฏิเสธ
คนที่ถูกเลือกทั้งหมด จะมาเลือกกันเอง ประกอบกันเป็นคณะทำงานของศาลเจ้าในปีนั้นๆ
อย่างที่นครสวรรค์นั้นน่าสนใจมากเพราะหลังจากได้คณะกรรมการแล้ว คณะกรรมการก็จะค่อยๆ เริ่มทำงานประเพณีต่างๆ ไปตามปฏิทินซึ่งน่าทึ่งว่า งานท้ายๆ คือ งานที่ใหญ่บิ๊กบึ้มที่สุด นั่น คือ งานตรุษจีนนครสวรรค์
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คณะกรรมการจะได้ทดลองทำงานเล็กๆ จนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงงานระดับชาติ หรืองานระดับโลก
คณะผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้เรื่องนี้ให้ผมเล่าว่า การบริหารธุรกิจของครอบครัวจนประสบความสำเร็จ มิได้เป็นหลักประกันว่า คุณจะประสบความสำเร็จในการบริหารกิจการสาธารณะ
เอาความสำเร็จที่บ้านมาวัด ความสำเร็จในการประกอบกิจสาธารณะมิได้เลย
คนที่เป็นกรรมการบางคนไม่มีพื้นอะไรเลย หนำซ้ำบางคนอาจจะเป็นเสมือนคนต่างด้าวด้วยซ้ำ
ต่างด้าวของผมในที่นี้หมายถึงอาจจะเติบโตมาจากเมืองนั้น ชุมชนนั้นแต่ไปเรียนหนังสือหนังหาที่อื่นเป็นเวลานานแล้วถึงกลับไปอยู่บ้าน เลยเป็นพวกรากลอย เป็นพวกกึ่งคนนอกคนใน กึ่งดิบกึ่งสุก คนเหล่านี้ ต้องเริ่มเรียนรู้ผู้คนใหม่ ก่อนจะต้องไปเรียนรู้ความหมายของประเพณี วัฒนธรรม และเรียนรู้ที่จะทำงาน เหมือนกับกรรมการคนอื่นๆ
งานบางงานเช่น การไปเรี่ยไรนั้น เป็นงานที่ซ่อนความหมายไว้อย่างมาก มิใช่ว่า เราเป็นเศรษฐีในจังหวัดแล้วจะควักเงินมาบริจาคจะได้ตัดปัญหาไม่ต้องไปเดินเรี่ยไรใคร หรือคิดจะเอาหน้าทำบุญอยู่คนเดียวแบบนั้น ไม่ได้นะครับเพราะประเพณีเขากำหนดว่า คุณจะใหญ่มาจากไหนก็ตามต้องเดินเรี่ยไร ต้องไปพูดคุยกับชาวบ้าน ไปขอความร่วมมือเขา ไปชักจูงผู้คน
เข้าบ้านโน่น ออกบ้านนี้ ก็ต้องเจอสารพัดล่ะครับ
มีเหมือนกันที่กรรมการศาลเจ้าบางคนไปไม่รอด ต้องขอลาออกเสียกลางคัน แต่โดยมากแล้ว เขาจะอยู่ร่วมมือร่วมใจกันทำงานจนลุล่วง ที่น่าสนใจคือ บางคนที่เจ้าเลือกไม่ได้เป็นคนมีเงินถุงเงินถังอะไรเลย แต่พอถูกเลือก เขาหรือเธอคนนั้นก็ได้ทำงานอย่างทุ่มเท ไม่มีอะไรจะให้แก่สาธารณะก็ให้ใจเป็นอันดับแรก
ให้ใจแล้วให้เวลา ที่เหลือก็ไม่มีอะไรจะทัดทานได้ล่ะครับ
ที่ผมเล่านี้คร่าวๆ มาก มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากกว่านี้เยอะ
ในฐานะที่เคยไปเรียนหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงที่ได้ชื่อว่า เป็นกระบวนการสร้างเครือข่ายพลังทางอำนาจทางสังคมกับเขามาบ้าง ผมรู้สึกว่า กระบวนการสร้างคนในทางสังคมอย่างศาลเจ้านั้นทรงพลังและน่าจะเอาเยี่ยงและเอาอย่างหลายประการ
แทนที่จะสำเนาความคิดไปผลิตหลักสูตรกันให้พิสดารพันลึกมากกว่านี้ ลองศึกษาเรื่องพลังของศาลเจ้าดูนะครับ
ของมีพลังในสังคมไทยมีมากกว่าที่เราเห็น ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดพลังในแผ่นดินมิใช่น้อย
การสร้างคนเป็นงานสำคัญของชาติ ผิดทิศผิดทางมันก็พากันเข้าป่าเข้าดง กู่ไม่กลับอย่างที่คุ้นๆ กันนี่ล่ะครับ







