
รวิศ หาญอุตสาหะ อ่านเรียนรู้ตัวตนและทัศนคติ
หากเราสามารถเรียนรู้ใครสักคน ผ่านหนังสือเล่มที่เขาอ่าน ผมเชื่อแน่ว่า ผมได้รู้จัก รวิศ หาญอุตสาหะ นักธุรกิจ นักคิด นักอ่าน และนักเขียน เจ้าของผลงาน คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
หากเราสามารถเรียนรู้ใครสักคน ผ่านหนังสือเล่มที่เขาอ่าน ผมเชื่อแน่ว่า ผมได้รู้จัก รวิศ หาญอุตสาหะ นักธุรกิจ นักคิด นักอ่าน และนักเขียน เจ้าของผลงาน คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย ได้อยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะการได้รู้จักมุมมองของการเป็นคุณพ่อลูกสองซึ่งยังเล็กอยู่ ซึ่งสิ่งที่เขาภาคภูมิใจมาก นั่นก็คือ การได้ปลูกฝังทัศนคติที่ดีและถูกต้องผ่านนิทานที่เขาเลือกมาอ่านให้ลูกฟัง
“กับลูกสาวคนโต ผมจะอ่านนิทานให้เขาฟัง ผมคิดว่าการอ่านนิทานให้ลูก เราจะได้อะไรหลายๆ อย่างคืนกลับมา อย่างแรก ตัวเราเองได้สร้างความผูกพันกับลูก อย่างที่สอง ลูกของผมไม่ชอบดูการ์ตูนหรือเล่นไอแพด แต่เรียกร้องให้พ่ออ่านนิทานให้ฟัง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมาก นอกจากนี้ เรายังสามารถคัดเลือกนิทานให้กับลูกได้ เรามีสิทธิเลือกทัศนคติที่ไม่อยากให้อยู่กับลูกของเราผ่านนิทานที่เราเลือกอ่านให้ลูกฟังได้ อีกทั้งผมจะสอนลูกผ่านนิทานว่า เรื่องราวที่มันเกิดขึ้นในนิทาน ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมันเป็นยังไง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มาสอนตอนโตคงไม่ทัน ควรจะต้องเริ่มสอนตั้งแต่ตอนนี้”
สำหรับหนังสือเล่มโปรดสามเล่มของรวิศ เขาเผยว่า สามเล่มนี้ต้องมีวางอยู่บนหัวเตียงและหยิบอ่านบ่อยๆ
What I Wish I Knew When I Was 20
“เล่มนี้เป็นเล่มโปรดของผมเลย เขียนโดย ทีน่า ซีลิก ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่สแตนฟอร์ด มีแปลเป็นภาษาไทยด้วย ชื่อ น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่อายุ 20 เป็นหนังสือขายดีระดับโลก เพราะมันเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องถึงกระบวนการทางการฟอร์มทัศนคติที่ดี ที่ช่วยทำให้เราก้าวไปสู่ชีวิตการทำงานและการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี ผมรู้สึกว่าผู้เขียน เขียนด้วยภาษาที่เท่ อ่านง่าย แต่ลึกซึ้ง เป็นหนังสือที่เวลาผมเจอใคร ผมจะรีบแนะนำให้ต้องอ่าน”
How to Win Friends and Influence People
“เล่มนี้เขียนโดย เดล คาร์เนกี มีแปลเป็นภาษาไทย ชื่อว่า วิธีชนะมิตรและจูงใจคน ผู้เขียนเขียนเรื่องจริงได้คลาสสิกที่สุด ผมอ่านหลายรอบมาก เพราะมันเป็นหนังสือเล่มที่ช่วยทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้อื่น แล้วทำให้สังคมที่เราอยู่มีความสุขมากขึ้น ผมได้มุมมองดีๆ จากการอ่านหนังสือเล่มนี้มาตลอด ยิ่งอ่านบ่อย ยิ่งได้เยอะ แม้หนังสือเล่มนี้จะถูกเขียนมายาวนานกว่า 60 ปี แต่มันยังร่วมสมัย ทำให้ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป ใครอ่านก็ได้ค้นพบความจริงของชีวิต”
Predatory Thinking
“เขียนโดยนักโฆษณาที่มีลีลาการเขียนได้เท่มาก ไม่ว่าเขาจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร มันดูน่าสนใจไปหมด อย่างเรื่องกีฬา สงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออะไรก็แล้วแต่ คนอ่านอ่านแล้ววางไม่ลง เพราะเขาเขียนได้กระชับ เร้าใจ อีกทั้งเขายังเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือของผมอีกด้วย ในแง่ที่ว่า การนำเสนองานเขียน บางทีน่าสนใจมากกว่าเนื้อหาเสียอีก”







