posttoday
รื่นรมย์ชมอักษร ปิยะพร ศักดิ์เกษม

รื่นรมย์ชมอักษร ปิยะพร ศักดิ์เกษม

16 มิถุนายน 2553

...มัลลิกา นามสง่า

มิตรรักนักอ่านในประเทศ ไม่น้อยที่ผูกใจรักและรื่นรมย์ไปกับตัวอักษรในนิยายจากปลายปากกาของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม นามปากกาของ นันทพร ศานติเกษม

เส้นทางในวงการน้ำหมึกของเธอยาวนาน ถึงขนาดที่นิตยสารสกุลไทยได้จัดงาน “รื่นรมย์ชมอักษร 20 ปี ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ให้

จริงๆ แล้ว เส้นทางในวงการงานเขียนของเธอยาวนานกว่านั้นอีกถึง 10 ปี นับแต่เรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องแรก “สายรุ้งสลาย” ได้ตีพิมพ์เมื่อปี 2523 ขณะที่นวนิยายเรื่องแรก “ตะวันทอแสง” ตีพิมพ์ในปี 2533 (ใช้เวลาเขียน 2 ปี และรอการพิจารณาต้นฉบับเกือบ 4 ปี)

ปิยะพรบอกว่า สกุลไทยเป็นผู้เบิกฟ้าให้ตะวันได้ทอแสง เปิดโอกาสให้ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ได้ทำงานอย่างที่ชอบ อย่างที่ฝัน

ปัจจุบันมีผลงานกว่า 20 เรื่องตามที่ “พงศกร” (เจ้าของนวนิยายเรื่องสร้อยแสงจันทร์ สาปภูษา ฯลฯ) ได้ประพันธ์เป็นกลอนไว้ว่า “...แสงตะวันเอียงอายในสายหมอก ไม่นานหรอกดวงตะวันจะเบิกฟ้า ถึงยามสายดวงตะวันทอแสงมา อบอุ่นหลังภายใต้เงาตะวัน จนตะวันลับขอบฟ้ายามราตรี ระริกรี่ ระบำดาว คราวสังสรรค์ แด่ดวงดาวด้วยดวงใจ ในวารวัน เวหนนั้น มีบัลลังก์ทอแสงเดือน มวลดอกไม้ในป่าหนาว คราวไร้แสง หมดเรี่ยวแรงในบ่วงมนตรา หาใดเหมือน ใต้ร่มไม้เลื้อย รากนครา ศิราเรือน อย่าแฉเฉือน เกื้อน้ำเพชร เก็จวาวพลอย ลับแลลายเมฆ ลำนำในลมหนาว ทางสายธาร ทอดยาว อย่าท้อถอย ข้ามสะพานแสงคำ จากดงดอย ถึงบ้านร้อยดอกไม้ นายกอบบุญ แซมกิ่งไผ่ ด้วยใบรัก สมัครสมาน ธรรมบันดาล ดับเพลิงแค้น ที่เนื่องหนุน ทรายสีเพลิง อาจเผาไหม้ ใจเป็นจุณ ธรรมเป็นคุณ นำจนสุด สมรภูมิ”

ปิยะพร ให้ตัวละครมีความเชื่อมโยงกันไปมาระหว่างบทประพันธ์ของเธอ แม้ว่าแต่ละเรื่องจะจบและลงตัวในตัวเอง “นักเขียนบางท่านจะมีภาคหนึ่ง ภาคสอง หรือรุ่นลุก รุ่นพ่อแม่ แต่เราตั้งใจทำให้ทุกเรื่องที่เขียนเกี่ยวพันกันหมด ซึ่งสามารถทำได้จนกระทั่งตอนนี้ โดยเขียนตารางชื่อตัวละครและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง หลักการง่ายๆ คือ ไม่เอาเวลาในนิยายไปผูกกับเรื่องจริง ซึ่งจะทำให้คนอ่านช่วงเวลาที่เกิดแน่ชัด ส่วนของเราเป็นเวลาในนิยายเท่านั้นไม่ใช่ในความเป็นจริง เราทำหลักฐานไว้อย่างชัดเจน พอมีเรื่องใหม่ก็เอาตารางเรื่องใหม่สวมเข้าไป” มีเพียง 2 เรื่องที่กำหนดปี พ.ศ. ไว้ชัดเจน คือ รากนครา และ ในวารวัน กระนั้นตัวละครยังคงโยงกับเรื่องอื่นๆ

เขียนมาก็หลายเรื่อง แต่ปิยะพรบอกว่ามี 2 เรื่องที่ยากและเครียดที่สุด “เรื่องรากนครา ยากในการหาข้อมูล พอได้ข้อมูลเยอะก็เกิดความเสียดาย จะจับข้อมูลลงไปในนิยายอย่างไรให้น่าอ่านสนุก มีสีสัน และเรื่องเดินหน้าต่อไปได้ จนบ่นกับคุณกฤษณา อโศกสิน และได้คำแนะนำมาว่า ถ้าเสื้อมันคับก็ขยายตะเข็บมันออกเสียหน่อยก็ได้ ก็เลยมาพิจารณาข้อมูลใส่ให้เหมาะสมแต่ไม่ถึงกับไร้สาระ

ส่วนเรื่องเขียนแล้วเครียดหมดแรง คือ ลับแลลายเมฆ เพราะบีบคั้นทางอารมณ์ เราพูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศและมีปัญหาทางจิตด้วย ตอนที่เขียนได้หาข้อมูลจากจิตแพทย์และบ้านพักฉุกเฉินที่ช่วยเหลือผู้หญิงถูกทำร้าย ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนเป็นฝันร้าย ตอนเขียนบางบทต้องขึ้นไปนอนบนเตียงจ้องเพดานถึงกลับมาเขียนต่อได้ ด้วยภาระหน้าที่ ต้องเปิดทางออกให้ผู้อ่าน ไม่ว่าจะเขียนเรื่องร้าย เรื่องหนักขนาดไหน ตอนจบต้องมีความหวัง มีทางออกให้ผู้อ่านเสมอ”

นวนิยายกว่า 20 เรื่องของปิยะพร ศักดิ์เกษม ไม่ได้ให้แค่ความรื่นรมย์ หากเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด เป็นครูผู้แนะนำ เป็นกระจกสะท้อนสังคม ผู้คน เป็นบทเรียนในโลกของนวนิยายที่เดินคู่ขนานไปกับโลกความเป็นจริงอย่างไม่ทิ้งกัน และผลงานเรื่องล่าสุดที่กำลังตีพิมพ์ในสกุลไทย “ลำนำในลมหนาว” เธอนำเสนอเรื่องราวของคนในปัจจุบันที่มักมองคนและชื่นชมที่ความสวย หล่อ รวย แต่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นได้มาจากไหน สภาพจิตใจภายในเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ก็เลยสร้างนางเอกไม่เก่งขึ้นมา ให้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการสร้างคำถามกับคนอ่านให้ลองคิดอีกครั้งว่า “คนเก่งกับคนดีเป็นคนเดียวกันไหม”

ขอให้มีความสุขกับทุกตัวอักษรของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ค่ะ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก