
รื่นรมย์ชมอักษรปิยะพร ศักดิ์เกษม
นวนิยายกว่า 20 เรื่องของปิยะพร ศักดิ์เกษม ไม่ได้ให้แค่ความรื่นรมย์ หากเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด เป็นครูผู้แนะนำ เป็นกระจกสะท้อนสังคม ผู้คน
นวนิยายกว่า 20 เรื่องของปิยะพร ศักดิ์เกษม ไม่ได้ให้แค่ความรื่นรมย์ หากเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด เป็นครูผู้แนะนำ เป็นกระจกสะท้อนสังคม ผู้คน
โดย...มัลลิกา นามสง่า
มิตรรักนักอ่านในประเทศ ไม่น้อยที่ผูกใจรักและรื่นรมย์ไปกับตัวอักษรในนิยายจากปลายปากกาของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม นามปากกาของ นันทพร ศานติเกษม
เส้นทางในวงการน้ำหมึกของเธอยาวนาน ถึงขนาดที่นิตยสารสกุลไทยได้จัดงาน “รื่นรมย์ชมอักษร 20 ปี ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ให้
จริงๆ แล้ว เส้นทางในวงการงานเขียนของเธอยาวนานกว่านั้นอีกถึง 10 ปี นับแต่เรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องแรก “สายรุ้งสลาย” ได้ตีพิมพ์เมื่อปี 2523 ขณะที่นวนิยายเรื่องแรก “ตะวันทอแสง” ตีพิมพ์ในปี 2533 (ใช้เวลาเขียน 2 ปี และรอการพิจารณาต้นฉบับเกือบ 4 ปี)
ปิยะพรบอกว่า สกุลไทยเป็นผู้เบิกฟ้าให้ตะวันได้ทอแสง เปิดโอกาสให้ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ได้ทำงานอย่างที่ชอบ อย่างที่ฝัน
ปัจจุบันมีผลงานกว่า 20 เรื่อง
ปิยะพร ให้ตัวละครมีความเชื่อมโยงกันไปมาระหว่างบทประพันธ์ของเธอ แม้ว่าแต่ละเรื่องจะจบและลงตัวในตัวเอง “นักเขียนบางท่านจะมีภาคหนึ่ง ภาคสอง หรือรุ่นลุก รุ่นพ่อแม่ แต่เราตั้งใจทำให้ทุกเรื่องที่เขียนเกี่ยวพันกันหมด ซึ่งสามารถทำได้จนกระทั่งตอนนี้ หลักการง่ายๆ คือ ไม่เอาเวลาในนิยายไปผูกกับเรื่องจริง ซึ่งจะทำให้คนอ่านช่วงเวลาที่เกิดแน่ชัด ส่วนของเราเป็นเวลาในนิยายเท่านั้นไม่ใช่ในความเป็นจริง เราทำหลักฐานไว้อย่างชัดเจน พอมีเรื่องใหม่ก็เอาตารางเรื่องใหม่สวมเข้าไป” มีเพียง 2 เรื่องที่กำหนดปี พ.ศ. ไว้ชัดเจน คือ รากนครา และ ในวารวัน กระนั้นตัวละครยังคงโยงกับเรื่องอื่นๆ
เขียนมาก็หลายเรื่อง แต่ปิยะพรบอกว่ามี 2 เรื่องที่ยากและเครียดที่สุด “เรื่องรากนครา ยากในการหาข้อมูล พอได้ข้อมูลเยอะก็เกิดความเสียดาย จะจับข้อมูลลงไปในนิยายอย่างไรให้น่าอ่านสนุก มีสีสัน และเรื่องเดินหน้าต่อไปได้ จนบ่นกับคุณกฤษณา อโศกสิน และได้คำแนะนำมาว่า ถ้าเสื้อมันคับก็ขยายตะเข็บมันออกเสียหน่อยก็ได้ ก็เลยมาพิจารณาข้อมูลใส่ให้เหมาะสมแต่ไม่ถึงกับไร้สาระ
ส่วนเรื่องเขียนแล้วเครียดหมดแรง คือ ลับแลลายเมฆ เพราะบีบคั้นทางอารมณ์ เราพูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศและมีปัญหาทางจิตด้วย ตอนที่เขียนได้หาข้อมูลจากจิตแพทย์และบ้านพักฉุกเฉินที่ช่วยเหลือผู้หญิงถูกทำร้าย ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนเป็นฝันร้าย ตอนเขียนบางบทต้องขึ้นไปนอนบนเตียงจ้องเพดานถึงกลับมาเขียนต่อได้ ด้วยภาระหน้าที่ ต้องเปิดทางออกให้ผู้อ่าน ไม่ว่าจะเขียนเรื่องร้าย เรื่องหนักขนาดไหน ตอนจบต้องมีความหวัง มีทางออกให้ผู้อ่านเสมอ”
นวนิยายกว่า 20 เรื่องของปิยะพร ศักดิ์เกษม ไม่ได้ให้แค่ความรื่นรมย์ หากเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด เป็นครูผู้แนะนำ เป็นกระจกสะท้อนสังคม ผู้คน เป็นบทเรียนในโลกของนวนิยายที่เดินคู่ขนานไปกับโลกความเป็นจริงอย่างไม่ทิ้งกัน







