
สามัญสำนึก
สามัญสำนึกของคนเราอยู่ที่อะไรกันนะ?
สามัญสำนึกของคนเราอยู่ที่อะไรกันนะ?
น้องสะใภ้ปูทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและหน้าที่หลักคือ ดูกล้องวงจรปิดของห้างดังแห่งหนึ่ง เมื่อก่อนต้องคอยวิ่งตามขโมยทั้งหลายด้วยนะ พอเห็นจากกล้องวงจรปิดว่ามีการขโมยของในห้าง
ขึ้นมาก็ต้องแจ้งทุกหน่วยที่มีหน้าที่รับผิดชอบแล้วตัวเองก็รีบเข้าชาร์จผู้ต้องสงสัย ขอคุยขอค้น ประนีประนอมด้วยการเจรจา ให้จ่ายค่าเสียหายไปตามสภาพสิ่งของที่เค้าจิ๊กขโมยมา ถ้าเป็นเด็กน้อยก็ต้องเรียก
ผู้ปกครองเข้ามาเจรจาจ่ายเงินกันไป จะไม่ค่อยถึงมือตำรวจหรอกเพราะวุ่นวายฟ้องร้องกันอีกยาวไกลไงล่ะ
น้องมาเล่าปนบ่นๆ ว่า “คนเราเนี่ยสามัญสำนึกมันอยู่ที่ไหนที่ใครกันพี่” เล่าเลยดีกว่า เคสแรกมีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งแกเป็นภรรยาของนักข่าวสำนักพิมพ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เข้าไปลองเสื้อผ้าแล้วดันลืมกระเป๋าเอกสารและกระเป๋าสตางค์เอาไว้ในห้องลองเสื้อ เออ! ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะว่าของสำคัญอย่างงี้ทำไมลืมกันได้นะ หรือมัวแต่โทรศัพท์เพลินเดินไปเลยก็ไม่รู้นะ อันนี้ปูคิดมโนไปเองนะ อิอิ... (*O*) พอพี่แกนึกขึ้นได้ก็รีบกลับไปที่ห้องลองเสื้อ จะไปเหลืออะไรล่ะ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องวิ่งกันวุ่น ไปขอดูกล้องวงจรปิด พลิกหากันสุดกำลังสิ ปรากฏว่าเห็นกลุ่มวัยรุ่นโตแล้วล่ะ น่าจะประมาณเด็กมหา’ลัยนี่ล่ะ ยืนซุบซิบอะไรกันสักพักก็เข้าไปในห้องลองเสื้อแล้วคงหยิบเอากระเป๋าและเอกสารของพี่เค้าไปล่ะ... ทุกคนบอกให้พี่เค้าทำใจละกัน แต่ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดคือ ประกาศเสียงตามสายตลอดวันเลยว่าใครเจอกระเป๋าสตางค์และเอกสารให้เอามาคืนที่ประชาสัมพันธ์ด้วย...แล้วสามัญสำนึกของเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นก็ปรากฏภายในวันเดียวกันนั่นแหละ คือกระเป๋าพี่เค้าหายตอนประมาณบ่ายสองบ่ายสามนี่ล่ะ พอตอนสามทุ่มก็มีโทรศัพท์เข้ามาที่ประชาสัมพันธ์ว่า “ถ้าหนูเอากระเป๋าไปคืน ห้ามแจ้งตำรวจ ห้ามเอาผิดหนูนะ” แล้วต้องให้เจ้าของคือพี่ผู้หญิงออกมาเอากระเป๋าสตางค์ที่หน้าห้างคนเดียว เพียงคนเดียวเท่านั้นนะ ห้ามมากับคนอื่นเด็ดขาด ตอนนี้ตอนนี้นะ แล้ววางสายไปเลย ทางห้างก็เลยติดต่อคุณพี่ผู้หญิงคนนี้ให้ไปยืนรอหน้าห้าง แล้วพวกพนักงานก็แอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ พอสักประมาณสี่ทุ่มก็มีรถสีขาวมาจอดหน้าห้างแล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเอากระเป๋ามาคืนพี่
ผู้หญิง แล้วรีบวิ่งกลับขึ้นรถขับไปอย่างเร็วเลยอ่ะ พวกพนักงานห้างบอกมองไม่ทันว่าเลขทะเบียนอะไรเพราะมันมืดด้วย ส่วนพี่ผู้หญิงก็มัวแต่ตกใจร้องไห้ลงไปนั่งกับพื้นเพราะไม่คิดว่าจะได้คืน เลยจำหน้าน้องคนนั้นไม่ได้ซะงั้นแหละ แล้วด้วยความโชคดีของพี่เค้า เงินและเอกสารในกระเป๋ายังอยู่ครบคร่าาาา สองหมื่นกว่าบาทอ่ะ แสดงว่าสามัญสำนึกของไอ้พวกเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นยังใช้ได้อยู่ หรือไม่ก็กลัวว่ากล้องวงจรปิดจะเห็นพฤติกรรม แล้วตัวเองจะมีความผิด กลัวก็เลยเอามาคืนก็ไม่รู้นะ...เฮ้อ! โล่งอกไป กลับตัวได้ต้องให้อภัยเนอะ...
แต่อีกเคสสิ... ( . . ) น้องเล่าต่อ หน้าห้องน้ำมีความชุลมุน เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งโวยวายว่ากระเป๋าสตางค์หายลืมไว้ในห้องน้ำ ก็เลยค้นกล้องวงจรปิดอีก เห็นพ่อลูกคู่หนึ่งยึกยักอยู่หน้าห้องน้ำ ตัวพ่อพิการขาขาดข้างหนึ่งด้วยนะ ใช้ไม้ค้ำยันเดินไปเดินมาอยู่ สักพักลูกสาวตัวอ้วนก็เดินถือกระเป๋าสตางค์ออกมาจากห้องน้ำ แต่ตอนเดินเข้าไปไม่เห็นถืออะไรนะ... ตัดกลับมาที่ประชาสัมพันธ์คุณผู้หญิงที่ลืมกระเป๋าสตางค์ก็มาแจ้งเอาไว้ว่ากระเป๋าสตางค์
หาย สักพักใหญ่ๆ พ่อพิการและลูกสาวตัวอ้วนก็มาที่ประชาสัมพันธ์เหมือนกันนะ แล้วมายื่นบัตรประชาชนของผู้หญิงคนหนึ่งให้ บอกว่า “บัตรประชาชนของใครไม่รู้ทำตกเอาไว้ในห้องน้ำ” น้องที่ประชาสัมพันธ์ดูแล้วจำได้ว่าชื่อเหมือนคนที่มาแจ้งว่ากระเป๋าสตางค์หายในห้องน้ำ ก็เลยบอกกับพ่อลูกคู่นี้ไปว่า อ้าว! เจอแต่บัตรประชาชนเหรอค่ะ? เพราะเจ้าของ
เค้ามาแจ้งหายทั้งกระเป๋าเลยนะ แล้วในขณะที่น้องประชาสัมพันธ์กำลังจะโทรตามเจ้าของบัตรอยู่นั้น หันมาอีกที หึหึ... สองพ่อลูกได้อันตรธานหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว ตามหาทั่วห้าง (มองจากกล้องวงจรปิด) ก็ไม่เห็น ไวจริงๆ เลย ขนาดคนหนึ่งพิการใช้ไม้ค้ำยัน แล้วอีกคนอ้วนตุ๊ต๊ะนะเนี่ย เร็วไปมั้ยล่ะ?
น่าสงสารนะ สามัญสำนึกไปไหนอ่ะ? นี่ขนาดพิการอยู่นะเนี่ย ยังขยันสร้างกรรมอีกเนอะ







