posttoday
สมองที่เติบโตอย่างน่ามหัศจรรย์ของเด็ก

สมองที่เติบโตอย่างน่ามหัศจรรย์ของเด็ก

28 มกราคม 2558

สมองของผู้ใหญ่อย่างเราน่ามหัศจรรย์แค่ไหน สมองของเด็กเล็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตยิ่งมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นอีกหลายเท่า อัตราการรับข้อมูลและปรับตัวของสมองเด็กโดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิดนั้นเร็วประหนึ่งความไวแสง หากมีอะไรที่ต้องเรียนรู้แม้แต่นิดเดียว สมองเด็กจะดูดซับทันทีเหมือนฟองน้ำแห้งๆ ที่ถูกไปวางไว้ติดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ฟองน้ำนั้นจะดูดซับน้ำอย่างรวดเร็วจนตัวเองพองจนพองอีกไม่ไหวแล้ว แต่ฟองน้ำจะหยุดดูดซับเมื่ออิ่มน้ำ ส่วนสมองเด็กนั้นดูดซับความรู้ ข้อมูลจากสภาพแวดล้อมทุกวินาทีไม่มีวันหยุด ยิ่งหากเราดูพลังงานทั้งอาหารและออกซิเจนที่เด็กเล็กนำไปเลี้ยงสมองแล้วเกือบ 80-90% ของพลังงานที่ร่างกายรับเข้ามาจะถูกส่งไปสร้างสมองของเด็กก็ยิ่งน่าตกใจว่า เราละเลยสมองของเด็กๆ ไม่ได้จริงๆ

สมองของผู้ใหญ่อย่างเราน่ามหัศจรรย์แค่ไหน สมองของเด็กเล็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตยิ่งมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นอีกหลายเท่า อัตราการรับข้อมูลและปรับตัวของสมองเด็กโดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิดนั้นเร็วประหนึ่งความไวแสง หากมีอะไรที่ต้องเรียนรู้แม้แต่นิดเดียว สมองเด็กจะดูดซับทันทีเหมือนฟองน้ำแห้งๆ ที่ถูกไปวางไว้ติดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ฟองน้ำนั้นจะดูดซับน้ำอย่างรวดเร็วจนตัวเองพองจนพองอีกไม่ไหวแล้ว แต่ฟองน้ำจะหยุดดูดซับเมื่ออิ่มน้ำ ส่วนสมองเด็กนั้นดูดซับความรู้ ข้อมูลจากสภาพแวดล้อมทุกวินาทีไม่มีวันหยุด ยิ่งหากเราดูพลังงานทั้งอาหารและออกซิเจนที่เด็กเล็กนำไปเลี้ยงสมองแล้วเกือบ 80-90% ของพลังงานที่ร่างกายรับเข้ามาจะถูกส่งไปสร้างสมองของเด็กก็ยิ่งน่าตกใจว่า เราละเลยสมองของเด็กๆ ไม่ได้จริงๆ

คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบว่า ภายในเวลาที่เด็กอายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น แต่น้ำหนักสมองของเด็กอยู่ที่ประมาณ 87% ของน้ำหนักสมองผู้ใหญ่แล้ว (Dekaban, 1978) นี่คือวัยที่เรามองว่าเขายังไม่เข้าใจอะไรเท่าไหร่เลย แต่ในความเป็นจริงของสมองมนุษย์นั้น ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบว่า อุปนิสัยและแก่นบุคลิกภาพที่เด็กคนหนึ่งจะเป็นตลอดทั้งชีวิตของเขานั้น ถูกสร้างตั้งแต่วัยไม่เกิน 3 ขวบนี้เอง นั่นหมายความว่า ในวัยที่ดูเหมือนเด็กคนหนึ่งยังไม่ประสีประสาและยังคงเป็น “ผ้าขาว” อยู่นั้น แต่สมองของเราได้ดูดซับพฤติกรรม แนวคิด และความเป็นตัวตนของเขาไปแล้วจากพฤติกรรมของผู้ใหญ่รอบๆ ตัวของเขานั่นเอง

อย่าประมาทสมองเด็กเล็กเลยนะคะ ยิ่งเล็กยิ่งเป็นเวลาที่เราต้องพัฒนาและใส่สิ่งดีๆ เข้าไปก่อนที่สมองเด็กจะเซตตัว เคยมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า สมองของเด็กก็เหมือนกับเจลลี่นั่นล่ะ ต้องรีบใส่สิ่งดีๆ ความคิดดีๆ ระบบระเบียบต่างๆ เข้าไปก่อนที่สมองก้อนนั้นจะเซตตัว ส่วนบางคนก็เปรียบเทียบว่า “สมองเด็กก็เหมือนธนาคาร สิ่งที่เราใส่เข้าไปวันนี้ เราจะได้ดอกเบี้ยเป็นสิ่งเดียวกันในอีกสิบปีข้างหน้า” โอ้ ฟังแล้วพบว่า วัยต้นของเด็กนั้นเป็นวัยที่สำคัญจริงๆ

ปีนี้หนูดีเองนอกจากมีงานเกี่ยวกับเด็ก คือ การเขียนหลักสูตรโรงเรียนวนิษารังสิตและวนิษาสุขุมวิทแล้ว ยังคงเริ่มโปรเจกต์ใหม่เกี่ยวกับสมองเด็กเล็กอีกสองโปรเจกต์ใหญ่ คือ เป็นทูตขององค์กรยูนิเซฟโครงการ Best Start เพื่อสมองของเด็กวัย 0-6 ขวบ และเริ่มโครงการทุนอาหารเช้าสำหรับเด็กขาดแคลนผ่านมูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญาที่หนูดีและน้องสาว (วโรณิกา เรซ)​ เป็นผู้ร่วมกันก่อตั้ง

ข้อมูลจากองค์กร UNICEF ที่ทำการสำรวจนั้น พบว่าสถานการณ์เด็กเล็กเมืองไทยตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก นั่นคือ เด็กไทยยังมีปัญหา เตี้ยแคระแกร็นถึง 16% (ส่งผลให้พัฒนาการสมองช้า) และมีภาวะอ้วนเกินอีก 11% นอกจากนี้การที่พ่อแม่เล่นกับเด็กนั้นสำคัญสำหรับสมองเด็กมาก แต่พ่อแม่ส่วนมากไม่มีเวลาเล่นกับลูก โดยเฉพาะพ่อนั้นไม่เล่นกับลูกถึง 65% เลยทีเดียว เด็กขาดหนังสืออ่านเล่นในบ้าน 57% ของครัวเรือน เด็กเข้าอนุบาลช้า 25% ของเด็ก 3 ขวบ และที่น่าตกใจ คือ แม้นมแม่จะฟรีและดีที่สุดในโลก แต่เด็กไทยได้บริโภคนมแม่เพียง 12% เท่านั้น

หนูดีเองเป็น “เด็กนมแม่ล้วน” ถึง 6 เดือนแรกของชีวิตโดยไม่ดื่มแม้กระทั่งน้ำเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้หนูดีรู้สึกขอบคุณคุณแม่อยู่ไม่หายและคงสำนึกในพระคุณนี้ไปตลอดชีวิต การสำรวจพบเด็กไทยดื่มนมแม่น้อยเช่นนี้ ทำให้เราต้องตกใจกันแล้วค่ะ และในปัจจุบันยูนิเซฟแนะนำให้แม่คงให้ลูกดูดนมแม่ร่วมกับอาหารจนอายุครบ 2 ขวบเต็มอีกด้วย หากใครทำได้ ช่วยกันทำในฐานะคุณแม่นะคะ เพราะสมองของเด็กรุ่นนี้จะเป็นผู้ที่ดูแลสังคมของเราต่อไปในเวลาที่สังคมไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุในเวลาอันใกล้นี้ค่ะ

ดูสถานการณ์ตอนนี้แล้ว หนูดีเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะพอสำรวจจริงๆ แล้ว โรงเรียนบ้านบวกหมื้อกับโรงเรียนบ้านช้างใน ใน จ.เชียงใหม่ ที่มูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญารับอุปการะอยู่ ก็พบว่า แม้รัฐบาลจะเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ฟรี แต่ว่ากว่าจะถึงมื้อกลางวันเด็กๆ ต้องหิ้วท้องรอตลอดทั้งเช้า บางคนต้องปั่นจักรยานหรือเดินเท้ามาเป็นเวลาหลายกิโลเมตร ลองคิดดูว่าผู้ใหญ่อย่างเรายังหิวตาลาย และสมองของเด็กๆ ที่กำลังเติบโต ร่างกายที่กำลังต้องเติบใหญ่สร้างกล้ามเนื้อจะทนทานอะไรไหว แต่ไหวไม่ไหวเด็กก็ต้องทน เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินซื้อข้าวเช้าให้และโรงเรียนก็ไม่มีงบประมาณมาเลี้ยงจนเที่ยง

ดังนั้น ในปีนี้หนูดีจึงอยากขอเชิญชวนทุกๆ คนที่กำลังคิดว่าปีนี้จะทำบุญอะไรดี ลองมาร่วมสร้างสมองของเด็กๆ ยากไร้เหล่านี้ด้วยกับอุปการะอาหารเช้าผ่านโครงการ “อาหารเช้าดีสมองดี” ผ่านมูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญา เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ใหญ่ใจดีสามารถร่วมบุญอาหารเช้าของเด็กๆ ได้ โดยอาหารเช้าของเด็กยากไร้โรงเรียนละประมาณ 100 คน ใช้งบไม่เกิน 2‚000 บาท/เช้า ตกคนละไม่ถึง 20 บาท แต่เด็กจะมีอาหารเช้าดีๆ โปรตีน ผัก ผลไม้ และนมทานก่อนเข้าเรียน หากใครสนใจสามารถร่วมโครงการนี้กับหนูดีได้ โดยเข้าดูข้อมูลที่ www.oceanwis.org หรือโอนเงินทางบัญชีมูลนิธิ กสิกรไทย เลขที่ 441-2-28660-5 โดยเงินบริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีประจำปีได้ (มูลนิธิเปิดมา 7 ปีแล้ว และเป็นองค์กรสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง เลขที่ 540 ลำดับที่ 822) อีเมลสอบถามได้ที่ [email protected] ค่ะ

เม่ื่อเราดูงานวิจัยของ เจมส์ ​เฮคแมน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล พบว่าการลงทุนการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยได้รับผลตอบแทนเป็นเม็ดเงินสูงที่สุดในทุกช่วงอายุ ในทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐ ที่ลงทุนไปกับเด็กวัย 0-3 ขวบ จะได้ผลตอบแทนกลับมาถึง 7 เหรียญสหรัฐ ​ซึ่งผลตอบแทนจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น

สถานการณ์การศึกษาและการดูแลสมองของเด็กเล็กของไทยยังอยู่ในภาวะที่ต้องการความช่วยเหลืออีกมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน สมองเด็กทุกคนในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เรามาช่วยกันทำให้สมองทุกก้อนเติบโตอย่างเต็มศักยภาพของเขาร่วมกันนะคะ คนหนึ่งคนหากคิดจะทำ...ทำอะไรดีๆ ได้มากมายค่ะ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ