posttoday
ขายฝันแลนด์บริดจ์

ขายฝันแลนด์บริดจ์

15 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

 

โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือแลนด์บริดจ์ ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในหลายรัฐบาล

พูดได้เต็มปากว่าเป็นหนึ่งในโครงการเจ็ดชั่วโคตรที่พูดกันมาถึง 20 ปี นับตั้งแต่ญี่ปุ่นให้ทุนสนับสนุนในการศึกษาความเป็นไปได้

มาจนถึงยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยกโครงการแลนด์บริดจ์ให้ บริษัท ดูไบเวิลด์ ศึกษาเมื่อ 4 ปีก่อน

ล่าสุด นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ สั่งปัดฝุ่นแผนนี้อีกครั้ง โดยเคาะไปเลยว่าให้สร้างที่สงขลาและสตูล

แลนด์บริดจ์คือโครงการเชื่อมเส้นทางขนส่งระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทย เพื่อย่นระยะทางในการขนส่งสินค้าและน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาของสิงคโปร์

ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่จะพลิกฟื้นภาคใต้ให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของประเทศไทย หลังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเสื่อมและสิ้นสุด

แต่ด้วยความที่โครงการนี้มีผลโดยตรงต่อสภาพแวดล้อม เพราะจะมีทั้งท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมหนัก และนิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเล

เป็นโปรเจกต์ที่สวนทางกับรายได้หลักของคนใต้ก็คือการท่องเที่ยว เมื่อแผ่นดินใต้นั้นอุดมไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติของเกาะใหญ่น้อย แหล่งดำน้ำดูปะการัง และเทือกเขาตระหง่าน

การมีท่อน้ำมัน โรงกลั่น เรือขนส่งสินค้าเข้ามาทำลายทัศนียภาพ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เมืองท่องเที่ยวปรารถนา

แนวคิดที่หน่วยงานของญี่ปุ่นเคยศึกษาไว้ว่าจะสร้างสะพานเศรษฐกิจที่ จ.กระบี่ และ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ก็ค่อยๆ เงียบหายไป

ล่าสุด ผลศึกษาของบริษัท ดูไบเวิลด์ ได้เปลี่ยนจุดสร้างแลนด์บริดจ์มาเป็นใกล้กับท่าเรือปากบารา จ.สตูล กับ อ.จะนะ จ.สงขลา

พร้อมแนะรัฐบาลว่าควรปรับลดขนาดการก่อสร้างลงเหลือเท่าที่จำเป็น คือ ท่อส่งน้ำมัน จากอันดามันมาถึงอ่าวไทย

เพราะเมื่อพิจารณาแล้วพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน หากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางจะลำเลียงน้ำมันลงเรือขนาด 3 แสนตัน แล้วส่งน้ำมันผ่านท่อไปยังอ่าวไทย จากนั้นให้เรือรับสินค้าจากประเทศผู้ใช้ คือ จีน ญี่ปุ่น มารับช่วงต่อ โดยไม่จำเป็นต้องอ้อมไปถึงช่องแคบมะละกา

ยิ่งปัจจุบันช่องแคบมะละกามีปัญหาเรื่องขนาดของช่องแคบและร่องน้ำไม่เอื้ออำนวย ในการรองรับเรือขนาดใหญ่จากตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาเรื่องโจรสลัด

ส่วนจะมีนิคมอุตสาหกรรมหนักด้วยหรือไม่นั้น ดูไบเวิลด์เห็นว่าต้องศึกษาเรื่องปริมาณความต้องการสินค้าภายในประเทศ เนื่องจากการขนส่งจากภาคใต้มาขายกรุงเทพฯ หรือขึ้นเหนือค่อนข้างไกล

บริษัทผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงต้องการลงทุนที่มาบตาพุดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์

เมื่อสองปีก่อน บริษัท สุโขทัย ปิโตรเลียม ได้ยื่นเรื่องขออนุมัติคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เข้าลงทุนวางท่อส่งน้ำมันรูปแบบเดียวกับแลนด์บริดจ์ แต่ปรากฏว่าบอร์ดบีโอไอไม่อนุมัติ

เนื่องจากยังมีเสียงคัดค้านจากกรรมการซีกของ บริษัท ปตท. ซึ่งถือเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ผูกขาดในประเทศไทย

คำถามก็คือ เหตุใดบริษัท ปตท. ไม่ลงทุนเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลในการร่วมลงทุนในระบบพีพีพี (Private Public Partnership)

ด้วยโครงการนี้ไม่ใช่แค่มีแต่โอกาสกำไรอย่างเดียว แต่ผู้ลงทุนต้องคิดหนักถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น หากต้นทุนการขนส่งผ่านท่อไม่ต่ำเพียงพอในการล่อใจให้สายเดินเรือตะวันออกกลางหรือจีนมาใช้บริการได้

รวมทั้งเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่จะเว้นภาษี หรืออุดหนุนสาธารณูปโภคบางอย่าง เมื่อ 2 จังหวัดที่เป็นปากทางของท่อส่งน้ำมันล้วนอยู่ในเขตที่ล่อแหลมต่อการก่อการร้ายเหมือนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนั้น ยังต้องคำนึงถึงการต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่ ที่ต้องแลกกับความสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อมกับมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่กัดกร่อนสุขภาพของชาวบ้านมานับสิบปี

จากการสำรวจพื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าในพื้นที่ จ.สตูล นั้นไม่ค่อยมีปัญหาความขัดแย้ง

ขณะที่ อ.จะนะ จ.สงขลา มีเค้าลางของความขัดแย้ง เนื่องจากคนในพื้นที่นี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน ผูกพันกับศาสนาและท้องทะเล

ดังจะเห็นว่ากว่าโรงแยกก๊าซ ปตท.จะก่อสร้างได้ ต้องใช้เวลาอธิบายชาวบ้านอย่างยาวนาน แถมยังมีชาวบ้านบาดเจ็บจำนวนมากจากการสลายการจลาจลในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

อีกทั้งตามผลศึกษาของดูไบเวิลด์ยังแนะนำว่า รัฐบาลอาจต้องลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันควบคู่ไปด้วย เพราะจากการประเมินความต้องการและผลผลิตน้ำมันในประเทศไทย พบว่าอีก 78 ปีข้างหน้าต้องมีการก่อสร้างโรงกลั่นเพิ่ม

ขณะที่ท่าเรือขนส่งสินค้านั้น ดูไบเวิลด์แนะนำว่าอาจยังไม่จำเป็น หรือหากต้องการสร้างก็ให้มีขนาดแค่ 1 ใน 10 ของท่าเรือแหลมฉบังก็พอ เนื่องจากปริมาณขนถ่ายสินค้าในช่วงแรกยังอาจค่อนข้างน้อย

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มของ นายเนวิน ชิดชอบ และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กำลังล็อบบี้นักลงทุนจากประเทศจีนเข้ามาลงทุนแลนด์บริดจ์ในภาคใต้

ขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนจากหลายชาติทั้งตะวันออกกลางและเอเชีย สอบถามถึงความคืบหน้าโครงการนี้จากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง

“ปัญหาก็คือถ้า ปตท.หรือต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น จะลงทุน รัฐบาลจะให้สิทธิอะไรบ้าง อย่างที่ดินของทางหลวงสามารถใช้ได้หรือไม่” แหล่งข่าวระบุ

อีกปัญหาก็คือวาระการทำงานของรัฐบาลค่อนข้างสั้น เมื่อเทียบกับขนาดของโครงการระดับแสนล้านบาท ที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาและเตรียมการลงทุนอย่างต่ำ 1 ปี และก่อสร้างอีก 5 ปี

ยิ่งเสถียรภาพของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกสั่นคลอนจากกลุ่มคนเสื้อแดง และหัวหน้าทีมฝ่ายค้านอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ตลอดเวลา ยิ่งมีโอกาสน้อยมากที่แลนด์บริดจ์จะเกิดได้ในรัฐบาลชุดนี้

การออกมาจุดพลุของนายไตรรงค์ ที่สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรื้อฟื้นแลนด์บริดจ์ขึ้นอีกครั้ง จึงเป็นแค่การขายฝันกับคนใต้

และเป็นการปิดจุดอ่อนของรัฐบาล ที่ถูกโจมตีว่าไม่มีโครงการสร้างรายได้ระยะยาวเป็นความหวังให้กับประเทศ

แม้จีนจะสนใจลงทุน แต่ก็คงฉลาดพอที่จะรู้ว่ารัฐบาลนี้มีศักยภาพจริงหรือไม่ ...

สุดท้ายแลนด์บริดจ์ยังคงเป็นเปเปอร์ที่อยู่ในลิ้นชักนักการเมืองต่อไป!!!

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว