posttoday
กับดักแห่งความเจ็บปวด

กับดักแห่งความเจ็บปวด

13 มิถุนายน 2553

เมื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านพ้น สิ่งที่คงอยู่ไม่อาจเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมทำให้ได้เรียนรู้ว่า จะไปต่อไปได้อย่างไร

เมื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านพ้น สิ่งที่คงอยู่ไม่อาจเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมทำให้ได้เรียนรู้ว่า จะไปต่อไปได้อย่างไร

โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

“ถึงแม้ว่าจะถูกจ้างมา แต่ก็ไม่มีสิทธิมาทำร้าย มาไล่ยิงเรา จะเรียกร้องต่อสู้อะไรได้อีกเล่า ถ้าไม่ให้เราชุมนุม” หญิงสาวในวัย 30 ปี สะท้อนความรู้สึกจากการร่วมชุมนุมทางการเมือง ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลากว่า 2 เดือน ความรุนแรงจากทุกฝ่ายเกิดขึ้นเป็นระยะ และสถานการณ์สุดท้ายคือเหตุจลาจล ซึ่งรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตถึง 88 คน บาดเจ็บอีก 1,885 คน

เธอบอกว่าโดยส่วนตัวมิใช่ผู้ฝักใฝ่อดีตผู้นำเจ้าของนโยบายประชานิยม แต่ในฐานะแกนนำสหภาพแรงงานเธอต้องตามมาดูความเป็นอยู่ของพี่น้องคนงานที่เข้าร่วมชุมนุม บรรยากาศภายในการร่วมชุมนุมนี่เองทำให้เธอ ผู้ที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของบรรดาผู้ใช้แรงงาน|มาโดยตลอด รู้สึกได้ถึงการเป็นพื้นที่เฉพาะ ซึ่งทุกคนสามารถพูดถึงความยุติธรรมได้มากกว่าที่ใดๆ กระทั่งถึงวันที่เสียงปืนเสียงระเบิดดังระงมทั่วทุกทิศ แม้จะไม่รู้เห็นชัดแจ้งด้วยตัวเองว่า ร่างแล้วร่างเล่าที่ล้มลง และถูกแบก อุ้ม ผ่านตัวเธอไปนั้นถูกทำร้ายด้วยสาเหตุใดและใครทำ แต่เธอเชื่อมั่นว่าน่าจะถูกยิงจากกระสุนของฝ่ายเจ้าหน้าที่

กับดักแห่งความเจ็บปวด

จากวันนั้นผ่านมาแล้วร่วมเดือน แต่แม้จะแสนไกลเพียงใด ไม่ว่าผู้คนที่เธอจะไปพบนั้นเป็นใคร แต่แค่เพียงที่ทางและผู้คนซึ่งจะฟังเธอเล่าถึงความรู้สึกที่ได้พบเจอ เธอไม่เคยท้อที่จะไปให้ได้ทุกครั้ง ความรู้สึกที่เธอถ่ายทอดบอกเล่าออกมา เหมือนการตอกย้ำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจความหมายว่า พื้นที่ของความหวังถึงการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมถูกปิดกั้นในทุกทาง และอย่างโหดร้าย

วงสนทนาในวันนั้น มากด้วยผู้ที่เคยผ่านความเจ็บปวด และจุดประสงค์ของการพูดคุยก็เพื่อสร้างสถานการณ์ “คิดร่วม” ก้าวข้ามความร้าวรันทดเพื่อไปสู่การสร้างสรรค์

หนุ่มผิวเข้ม ลูกน้ำเค็มจากปักษ์ใต้ บอกว่า เขาเข้าใจความเจ็บปวดของหญิงสาว เพราะตัวเองก็ผ่านความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ในวันที่คลื่นนยักษ์สึนามิซัดถล่มอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน

“พ่อผมถูกคลื่นซัดจนหลุดจากมือผมที่จับตัวท่านไว้แบบต่อหน้าต่อตา ไม่เฉพาะแต่ผม คนน้ำเค็มทั้งหมู่บ้านก็ไม่ต่างกัน พ่อ แม่ ลูกเมีย พี่ น้อง ทุกคนพบกับความพลัดพราก ธรรมชาติไม่เคยมี 2 มาตรฐาน แม้จะหนักบ้างเบาบ้าง แต่ทุกคนก็สูญเสียด้วยกันทั้งนั้น”

เขาบอกว่า เป็นเวลานานที่คนทั้งหมู่บ้านนั่งคิดถึงแต่คนตาย ไม่เป็นอันทำอะไร แม้จะรอดชีวิต แต่ก็เหมือนคลื่นยักษ์โถมทำลายอนาคตไปจนหมดสิ้น ชีวิตหลังจากวันวาน ก็เพียงร่างกายที่ทอดถอนใจไปวันๆ

ในฐานะลูกที่สูญเสียพ่อ เขาไม่มีกำลังใจจะคิดทำอะไร แต่บทบาทสมาชิก อบต.ในฐานะผู้นำชุมชน บีบคั้นให้เขาต้องพักวางความร้าวรันทดของตัวเอง แบกรับหน้าที่ช่วยเหลือสะสางทุกข์ยากของเพื่อนบ้าน พี่ น้อง ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน วันแล้ววันเล่า เสียงเรียกร้องความช่วยเหลือของผู้คนดั่งภูเขาที่กดทับอย่างหนักหน่วงบนบ่าไหล่ จนทำให้เขาไม่มีเวลาทอดถอนใจให้กับความเจ็บปวดของตัวเองอีกต่อไป

“นับจากวันที่เราลุกขึ้นมาทำอะไรๆ ทำให้เราคิดถึงอนาคตข้างหน้ามากขึ้น คิดว่าจากนี้ชีวิตเราจะเดินอย่างไรต่อไป”

การลุกขึ้นของเขา มิใช่การแบกรับสะสางปัญหาทุกข์ของผู้คนร่วมชะตากรรมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการปลุกให้พวกเขาเหล่านั้นได้คิดถึงชีวิตในวันข้างหน้า คิดถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป และพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร แม้จะไม่สามารถกู้คืนสิ่งที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด แต่วันนี้พวกเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง และแข็งแกร่งมากพอที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง

“เราต้องออกจากกับดัก ความทุกข์ยากปัญหาเหมือนกับดักที่ทำให้เราไปไหนไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก” ชายวัยกลางคนจากเมืองเหนือซึ่งเผชิญกับอิทธิพลทั้งในและนอกระบบ แรงเสียดทานทั้งจากภายในและนอกประเทศ เพื่อพิทักษ์แม่น้ำโขงให้คงความอุดมสมบูรณ์สำหรับผู้คนทั้งสองฟากฝั่ง กล่าวขึ้นหลังจากฟังเรื่องราวของผู้ผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดทั้งสอง

ความรู้สึกของหญิงสาวที่ปรารถนาพื้นที่ซึ่งผู้คนสามารถเรียกร้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และเรื่องราวของชายหนุ่มซึ่งภาระหน้าที่เสมือนทำให้ได้พักวางความเจ็บปวดส่วนตัว และสร้างสรรค์วิถีชีวิตของชุมชนขึ้นมาใหม่ คือสิ่งที่ชายวัยกลางคนเรียกว่า กระบวนการต่อสู้

“ต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่าเรามีอำนาจในตัวเอง ต้องให้เขารู้ว่ามีสิทธิอะไร จะใช้สิทธินั้นขยับการต่อสู้กับสิ่งที่เราคิดว่าไม่เป็นธรรมได้อย่างไร ถ้าทุกคนรู้ ตระหนัก ก็แก้ปัญหาของตัวเอง แก้ปัญหาสังคม ชุมชนของตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งใคร ไม่ต้องเข้าร่วมกับสีไหน การเคลื่อนไหวทางการเมืองจุดหมายก็เพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่เราต้องเคลื่อนไหวทางสังคม เคลื่อนไหวชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของเรา เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่คิดว่าไม่ยุติธรรม”

ท่ามกลางกระแสการสร้างความปรองดองและปฏิรูปสังคม นักพัฒนาอาวุโสจากอีสาน ซึ่งในอดีตกว่า 3 ทศวรรษก่อนเคยจับอาวุธเข้าร่วมกับกองกำลังต่อต้านรัฐบาล เห็นว่าปัญหานั้นซับซ้อน ไปไกล และไปเร็วเกินกว่าที่รัฐบาลภายใต้กลไกอำนาจรัฐอันอุ้ยอ้ายเทอะทะจะทำได้ ปัญหาความยุติธรรมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความรู้สึก ความพอใจ ตราบใดที่กลไกรัฐยังล้มเหลวในการทำงานทั้งเชิงความคิดและการจัดสรรผลประโยชน์ ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความยุติธรรมได้

เขาเห็นว่าในภาวะเช่นนี้ บทบาทที่ดีที่สุดของรัฐคือการส่งเสริม แต่มิใช่บทบาทการเป็นผู้สร้างซึ่งรังแต่จะถูกฝ่ายตรงข้ามต่อต้านอบย่างหนัก มีเพียงการส่งเสริมให้ผู้คน สังคม รู้ถึงสิทธิซึ่งเป็นอำนาจของตัวเอง และใช้สิทธิอำนาจนั้น ต่อสู้เพื่อตัวเอง จึงจะเป็นทางออก ซึ่งแม้จะยังห่างไกลกับการปรองดอง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความหวัง

หากไม่ส่งเสริมกระบวนการต่อสู้ ผู้คนก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากปิดถนน ปิดศาลากลาง และท้ายสุดอาจจบลงด้วยความรุนแรง

เมื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านพ้น สิ่งที่คงอยู่ไม่อาจเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมทำให้ได้เรียนรู้ว่า จะไปต่อไปได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ