posttoday
คืนศรัทธา...คืนกำไร

คืนศรัทธา...คืนกำไร

27 ธันวาคม 2557

ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว กับความสำเร็จของทีมช้างศึกไทยในการทวงเจ้าอาเซียนกลับมาครั้งแรกในรอบ 12 ปี

ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว กับความสำเร็จของทีมช้างศึกไทยในการทวงเจ้าอาเซียนกลับมาครั้งแรกในรอบ 12 ปี แต่ภาพบรรยากาศแฟนบอลหลายหมื่นคนร่วมต้อนรับฮีโร่กลับบ้าน และแห่ถ้วยรางวัลไปตามท้องถนน ยังคงอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืมไปอีกหลายยุคหลายสมัยแน่นอน

เป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับทีมฟุตบอลไทย และตอกย้ำว่า “ศรัทธาบอลไทย” กลับมาแล้ว!

ที่สำคัญ การกลับมาของพลังศรัทธาครั้งนี้ ไม่เพียงส่งให้ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และขุนพลนักเตะทีมชาติไทยได้รับความสนใจกันทั่วเมือง จนกลายเป็นกระแส “บอลไทยฟีเวอร์” เท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกไปถึงธุรกิจกีฬาและระดับสโมสร

คืนศรัทธา...คืนกำไร

 

ยอดขายทะลุ...ยอดเงินสะพัด

หลังจากขุนพลช้างศึกทีมชาติไทยทำผลงานยอดเยี่ยมในรอบแรกศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่สิงคโปร์ ด้วยชัยชนะ 3 นัดรวด ก่อนจะกลับมาเล่นในบ้าน 2 นัด ในรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศ ไม่ใช่แค่บัตรเข้าชมการแข่งขันเท่านั้นที่ขายเกลี้ยงในพริบตา “เสื้อแข่ง” ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นกัน

ธารา พฤกษ์ชะอุ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทในเครือแกรนด์สปอร์ต ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนชุดแข่งทีมชาติไทย ยอมรับว่ายอดขายเกินคาดมาก เพราะเดิมทีแกรนด์สปอร์ตได้ผลิตเสื้อแข่งชุดนี้ไว้เกือบ 3 หมื่นตัว แต่กระแสมาแรงมาก และมีความต้องการพุ่งขึ้นสูงเกินกว่าที่คิดไว้

เป็นที่มาของประโยค “มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

“เราไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีกระแสตอบรับขนาดนี้ ด้วยปัจจัยแรกด้านสภาวะทางเศรษฐกิจ และสอง ครั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าภาพ เลยต้องรอดูสถานการณ์ สมมติว่าทีมชาติไทยทำผลงานไม่ดีขึ้นมา จะกลายเป็นภาระหากมีการผลิตออกมามากเกินไป แต่พอไทยเข้ารอบและฟอร์มดีด้วย พอกลับมาเล่นในบ้านก็กลายเป็นกระแสขึ้นมา” ประธานบอร์ดบริหาร กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจบรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 ในบ้านกับฟิลิปปินส์ ทางบริษัทมีเวลา 7 วันในการผลิตเสื้อแข่งเพิ่มอีก 8,000 ตัว เพื่อรองรับรอบชิงชนะเลิศ นัดแรกในบ้าน วันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา และก็ขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง

คืนศรัทธา...คืนกำไร

 

ยอดเงินสะพัดเกือบ 40 ล้านบาท ยังไม่รวมเสื้อเวอร์ชั่นเก่าที่นำมาออกมาขายได้อีก สำหรับแฟนบอลที่พลาดล็อตใหม่ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ ซึ่งหากวัดจากยอดขายอาจจะน้อยกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเตรียมไว้ 4 หมื่นตัว แต่ถ้าเปรียบเทียบกระแส ครั้งนี้แรงกว่ามาก

“ครั้งที่แล้วเราผลิต 4 หมื่นตัว แต่กระแสเนิบๆ ขายเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนการแข่งขันไปตลอดทัวร์นาเมนต์เพราะเป็นเจ้าภาพ แต่คราวนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งทุบสถิติเร็วที่สุดในช่วง 3 เจเนอเรชั่นที่ผมได้เห็นมาเลย”

ผู้บริหารเจ้าของผลิตภัณฑ์กีฬายักษ์ใหญ่ของไทย ยังเผยว่า ถึงตอนนี้แม้การแข่งขันจะจบลงแล้ว แต่ความต้องการของแฟนบอลยังมีมาเรื่อยๆ และเชื่อว่าจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า พร้อมยืนยันยังคงใช้ชุดนี้ไปอีกอย่างน้อย 1 ปี

“นอกจากผลงานในสนามแล้ว ด้วยแบบเสื้อและดีไซน์ชุดนี้ เมื่อนักเตะหล่อๆ ในชุดนี้ใส่แล้ว มีส่วนทำให้ออกมาดูดีมากยิ่งขึ้น และใส่ได้หลายโอกาส แต่ทุกสิ่งแสดงออกถึงแรงศรัทธาของบอลไทย และความตั้งใจที่จะร่วมเป็นกำลังใจให้ทีมชาติ ซึ่งทางแกรนด์สปอร์ตมีความพยายามจะยกระดับคุณภาพ ทั้งในตัวของผลิตภัณฑ์ให้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เช่นเดียวกับการสนับสนุนวงการกีฬาต่อไป”

คืนศรัทธา...คืนกำไร

 

กรี๊ดสนั่นถึงไทยลีก

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับวงการฟุตบอลมานาน  ธารา ยังเชื่อว่ากระแสบอลไทยฟีเวอร์ในทีมชาติครั้งนี้ จะส่งผลต่อไปยังระดับสโมสรในฤดูกาลหน้าแน่นอน

“นักเตะหลายคนเพิ่งติดทีมชาติชุดใหญ่ อาจจะมีแฟนๆ เพิ่งรู้จักและติดตามผลงานเพิ่มขึ้น และดึงแฟนตามไปเชียร์ในระดับสโมสรกันต่อ ซึ่งจะส่งผลให้ความสนใจในกีฬาฟุตบอลพุ่งสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ”

โดยเฉพาะแฟนบอลสาวๆ ที่จะหันมาให้ความสนใจในกีฬาลูกหนังมากขึ้น และตามไปกรี๊ดขวัญใจกันต่อในระดับสโมสร

ถึงตอนนั้น ศึกไทยพรีเมียร์ลีกที่ปัจจุบันก็ได้รับความนิยมอย่างมากแล้ว ก็ยิ่งขยายฐานแฟนบอลมากขึ้นไปอีก และมีสปอนเซอร์เข้ามาเพิ่มขึ้นอีก

อย่างน้อยก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจาก “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ต้นสังกัดของ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, สุทธินันท์ พุกหอม และอดุลย์ หละโสะ ที่มีกระแสตอบรับการขายบัตรเข้าชมฤดูกาล 2015 แบบรายปีดีเกินคาด

“กระแสตอบรับของแฟนบอลฉลามชลทุกท่าน ที่ให้ความสนใจเดินทางเข้าซื้อตั๋วปีในช่วงแรก ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเกินคาด ซึ่งผมเองในฐานะตัวแทนสโมสร รู้สึกดีใจและอยากขอบคุณแฟนบอลทุกท่านที่ยังคงให้การสนับสนุนสโมสรชลบุรี เอฟซี ด้วยดีเสมอมา” จีระศักดิ์ โจมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดของสโมสร เผยผ่านเว็บไซต์

ช้างศึกกระเป๋าตุง

แม้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะไม่เปิดเผยตัวเลขรายได้จากการขายบัตรเข้าชมการแข่งขัน 2 นัดที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แต่ตั๋วจำนวน 4 หมื่นใบ ไม่รวมของสปอนเซอร์ ซึ่งติดท็อป 5 อันดับขายดีที่สุดของไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างวัฒนธรรม “เสียเงินชมกีฬา” ของคนไทย ที่จะสร้างรายได้ให้กับสมาคมอีกทางหนึ่ง เพื่อนำกลับมาสนับสนุนผลงานต่อไป

ทั้งนี้ รายได้จากการขายบัตรเข้าชมการแข่งขัน ส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้กับทางสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) และสปอนเซอร์ ตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้ ซึ่ง วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมลูกหนังไทย ยืนยัน ไม่ต้องการฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วแพงขึ้น เพราะอยากรักษาบรรยากาศแฟนบอลแน่นสนามต่อไป

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนหลายเจ้าก็ถือโอกาสนี้ร่วมเกาะกระแสมอบเงินอัดฉีดเป็นกำลังใจให้นักเตะและสต๊าฟโค้ช ซึ่งตอนนี้ขุนพลช้างศึกรับทรัพย์รวมทะลุกว่า 45 ล้านบาทแล้ว และมีทีท่ายังไม่หยุด

“ตอนนี้ก็ยังมีติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ในเรื่องของการมอบเงินอัดฉีด ส่วนของการเข้ามาสนับสนุน ยังไม่มีการติดต่อเข้ามาเพิ่มเติม แต่เชื่อว่าในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ หากทีมชาติไทยยังทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง” ประมุขลูกหนังไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และนักการตลาด เชื่อว่าสินค้าต่างๆ จะนำกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งเข้ามาใช้เพิ่มขึ้น โดยฉกฉวยจังหวะที่แฟนบอล
โดยเฉพาะสาวๆ คลั่งไคล้นักเตะชื่อดังในทีม อาทิ ชาริล ชัปปุยส์ นักฟุตบอลทีมชาติชุดแชมป์อาเซียน รวมทั้งนักเตะรายอื่นๆ เป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสร้างแบรนด์และสร้างกระแส

สำหรับกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะใช้นักฟุตบอลมาเป็นพรีเซนเตอร์ อาทิ เครื่องดื่มเกลือแร่ เครื่องดื่มชูกำลัง ทีวี รวมทั้งอุปกรณ์กีฬา ล่าสุดผลิตภัณฑ์คอลลี่ คอลลาเจน เตรียมทาบทาม ชาริล ชัปปุยส์ มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ส่วนเครื่องดื่มน้ำอัดลมเอส โคล่า แม้กระแสฟุตบอลได้รับความนิยมมาก และสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของบริษัทก็ตาม แต่การจะดึงนักเตะมาเป็นพรีเซนเตอร์ ขณะนี้ยังไม่ได้พิจารณา เพราะอยู่ในช่วงปลายปี

สุดท้ายแล้ว ซิโก้ บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องขึ้นกับศรัทธา บางครั้งคนเรา “รัก” อย่างเดียวไม่พอ รักที่จะเชียร์ เชียร์เสร็จแล้วก็อาจจะกลับบ้านไป แต่ถ้าศรัทธาจะยังอยู่ในใจตลอด บางครั้งบอลไทยอาจจะไม่ได้เหรียญเหมือนในเอเชียนเกมส์ แต่ยังมีแฟนคลับคอยให้กำลังใจตลอด น้องๆ ในทีมรับรู้อยู่แล้ว

“แต่เด็กของเราเพิ่งเพาะบ่มกระดูกขึ้นมา คิดว่าต้องให้เวลาเขาหน่อย แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะให้ไปบอลโลกเลย มันไม่ใช่เรื่องง่าย ขอเวลาอีก 4-5 ปี เชื่อว่ามีโอกาส ฉะนั้น วันนี้กระแสฟุตบอล แฟนบอลมาแล้ว เราจะทำยังไงให้ช่วยกันเชียร์ ช่วยกันชม และสนับสนุนบอลไทย พวกเราในฐานะที่อยู่หน้างานก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และจะพัฒนาตัวเองในการเป็นโค้ชด้วย แล้วพัฒนานักกีฬาด้วย” โค้ชขวัญใจชาวไทย กล่าว

เพราะฉะนั้น ในฐานะแฟนบอลก็อย่าให้มันเป็นแค่กระแส แต่ขอให้ช่วยกันดูแลและเป็นกำลังใจให้พวกเขาไปตลอด เลิฟ ยู ไทยแลนด์!!

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ