posttoday
มหาสุนทรียภาพเฉลิมพระเกียรติ

มหาสุนทรียภาพเฉลิมพระเกียรติ

27 ธันวาคม 2557

หากจะพูดถึงงานศิลปะตามนิทรรศการต่างๆ ซึ่งเปิดให้เข้าชมเพื่อความรื่นรมย์

โดย...พงศ์ พริบไหว

หากจะพูดถึงงานศิลปะตามนิทรรศการต่างๆ ซึ่งเปิดให้เข้าชมเพื่อความรื่นรมย์ บอกได้เลยว่าน้อยนักที่จะมีนิทรรศการไหนจัดต่อเนื่องยาวนานกินเวลากว่า 8 เดือน และยิ่งใหญ่ได้เท่ากับงาน “มหกรรมศิลปกรรม” ที่กำลังจะมีขึ้นในต้นปี 2558 อีกทั้งยังเป็นการทำงานร่วมกันของเหล่าศิลปินมากกว่า 300 ชีวิต โดยเริ่มต้นมาจากแนวความคิดของศิลปินแห่งชาติผู้เป็นเช่นเสาหลักของวงการศิลปะเมืองไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นันทิยา สว่างวุฒิธรรม อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้กล่าวขยายความถึงตัวกิจกรรมดังกล่าวให้ฟังว่า สืบเนื่องมาจากในปี 2558 เป็นปีที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา เมื่อได้รับฟังแนวคิดของเหล่าศิลปิน ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงรวมสนับสนุนกิจกรรมศิลปะครั้งใหญ่นี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งทางอธิบดีอธิบายเพิ่มเติมให้ฟังด้วยใบหน้าเต็มสุขว่า

“คนไทยต่างรับรู้ว่าสมเด็จพระเทพฯ พระองค์ท่านคือลศิลปิน มีความรู้เรื่องศิลปะ แล้วก็ทำงานบริหารจัดการเรื่องวัฒนธรรมและศิลปะของประเทศไทยให้ก้าวหน้ามาโดยตลอด พอครบรอบ 60 พรรษา ทางกรม
ส่งเสริมวัฒนธรรมและเหล่าศิลปินแห่งชาติเนื่องจากพูดคุยกันมานานว่าสักครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตอยากจะทำอะไรเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็เลยจัดกิจกรรมนิทรรศการทางด้านทัศนศิลป์ 3 นิทรรศการใหญ่ขึ้นและรวมกัน โดยใช้ชื่อเรียกว่า มหกรรมศิลปกรรม ซึ่งจะเป็นนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติที่จัดต่อเนื่องกันตั้งแต่เดือน ม.ค.ยาวไปจนถึงเดือน ส.ค. ซึ่งจะจัดเรื่อยไปตามลำดับ

มหาสุนทรียภาพเฉลิมพระเกียรติ

“อีกทั้งกรมส่งเสริมวัฒธรรมมุ่งหวังว่า ในอีกแง่หนึ่งสิ่งที่สนับสนุนจะเป็นการเปิดพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะด้านของศิลปกรรมให้เผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจก็จะได้เพลิดเพลินกับผลงานศิลปะของศิลปินที่มี
ชื่อเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เรียกได้ว่ากิจกรรมนี้ตั้งใจให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นศูนย์รวมทางด้านศิลปะที่สำคัญของเมืองไทย”

นิทรรศการต่างๆ เปิดให้เข้าชมกันแบบฟรีๆ ซึ่งจะเริ่มจากนิทรรศการ “เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ” โดยอาจารย์กมล ทัศนาญชลี และเพื่อนศิลปิน ซึ่งนิทรรศการแรกแค่ชื่อชั้นของศิลปินก็น่าสนใจแล้ว เพราะรู้กันดีว่าอาจารย์กมลคือศิลปินไทยที่มีความสามารถจนได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในสมญานามศิลปินสองซีกโลก งานนี้ท่านเองตั้งใจรวบรวมเพื่อนศิลปินทั้งหลายมาช่วยกันงานนี้คงบอกได้คำเดียวว่าพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งอาจารย์กมลเล่าติดตลกให้ฟังว่า

“เมื่อจะต้องทำนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ โดยส่วนตัวผมเองอยากเชิญเพื่อนๆ ศิลปินแห่งชาติที่เคยร่วมงานกัน20 กว่าท่าน มาแสดงผลงานด้วยกัน ซึ่งก็จะมีผลงานของศิลปินที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย เพราะตอนเริ่มคุยงานกันหลายๆ ท่านก็ยังมีชีวิต อย่างล่าสุดอาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ และอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ท่านก็ด่วนจากไปแล้ว ตอนคิดก็คิดอยู่ด้วยกันนี่แหละ (หัวเราะ) ซึ่งหลายๆ ท่านที่เชิญมาทำงานก็จะเป็นศิลปินแห่งชาติจาก 3 สาขา คือ วรรณศิลป์ ศิลปะการแสดง และสถาปัตยกรรม ซึ่งพูดชื่อไปแต่ละท่านก็เป็นที่รู้จักกันดี

มหาสุนทรียภาพเฉลิมพระเกียรติ

“นอกจากนั้นก็เชิญลูกศิษย์ของผมที่เคยพาไปอเมริกาด้วยกัน และที่ผมเคยให้ทุนทั้งครูและนักศึกษารวมกัน ก็มีทั้งหมดหลายรุ่น มีตั้งแต่เหนือจรดใต้นับร้อยชีวิตมาเป็นศิลปินรับเชิญเพิ่มเข้าไปอีก ฉะนั้นการแสดงครั้งนี้จึงเป็นการรวมศิลปินหลากหลายรุ่นไว้ด้วยกัน ซึ่งก็จะเต็มไปด้วยผลงานจิตรกรรม สื่อผสม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ศิลปะการแสดง และเครื่องปั้นดินเผา ส่วนงานของผมที่พิเศษเลยก็คือชิ้นงานประติมากรรมเฉลิมพระเกียรติที่สูง 3 เมตร หนัก 300 กว่ากิโล ซึ่งจะเป็นยังไงต้องเข้ามาดูกันเอาเอง แล้วภายในงานท่านก็จะได้เห็นงานกว่า 400 ชิ้น”

ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ฝากถึงนิทรรศการที่จะเปิดให้ได้ชมในวันที่ 6 ม.ค.นี้ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน โดยจัดแสดงเต็มพื้นที่ อีกทั้งตลอดการจัดแสดงจะมีการจัดบรรยายและการเวิร์กช็อปของเหล่าศิลปินแห่งชาติ สลับหมุนเวียนกันเรื่อยไป นอกจากงานศิลปะที่น่าสนใจมากมายแล้ว เรียกได้ว่าคงไม่ง่ายที่คนไทยจะได้ชมผลงานของเหล่าศิลปินแห่งชาติในงานเดียวกัน

หลังจากนิทรรศการของอาจารย์กมลแล้วเสร็จ มาต่อกันด้วยนิทรรศการของอีกหนึ่งศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์อย่าง ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง กับนิทรรศการ “แสงสุวรรณภูมิ สู่วัฒนธรรมอาเซียน (อินโดจีน–อาเซียน)” ซึ่งถือเป็นการแสดงงานครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ซึ่งท่านเองใช้เวลาในการทำงานนานรวม 20 ปี จนได้ออกมาเป็นนิทรรศการรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งเจ้าของ
ผลงานยังพูดเน้นว่า นี่คือการทำงานเชิงข้อมูลประวัติศาสตร์ศิลปะที่สำคัญมากต่ออนาคต

มหาสุนทรียภาพเฉลิมพระเกียรติ

 

“สิบกว่าปีแล้วที่ผมเองท่องศึกษา ฐานความคิด คติความเชื่อของคนอินโดจีน ซึ่งประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย สิงคโปร์ แล้วก็หมู่เกาะต่างๆ ซึ่งทุกสถานที่จะประกอบไปด้วยองค์ความรู้ ศิลปกรรมที่มีอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่หลากหลาย ที่สะท้อนให้เห็นว่าอาณาจักรสุวรรณภูมิคือศูนย์กลางของศิลปกรรมตั้งแต่ยุคพันปีก่อน จึงอยากชี้ให้เห็นว่าในแง่ของศิลปวัฒนธรรมประเทศเราคือรากเหง้าทั้งหมดที่เชื่อมโยงเรื่องราวศิลปะ ซึ่งประเด็นตรงนี้ทำให้เป็นจุดบันดาลใจให้ทำงานตรงนี้มาตั้งแต่ปี 2546

“พอทำไปทำมามันก็เกิดไอเดียมากมายขึ้นในงานชุดนี้ซึ่งจะซ้อนกันอยู่ 3 ส่วน เริ่มจากส่วนแรกจะพูดถึงที่มาของคำว่า อินโดจีน–อาเซียน ประกอบด้วยอะไรบ้างจะเป็นรูปสเกตช์ไอเดียอ้างอิงประวัติศาสตร์และศาสนาศิลปวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นภาพที่มีแสงเงาประกอบ ส่วนที่ 2จะเป็นเรื่องของศิลปะส่องทาง ผมจะเชิญศิลปินที่ทำงานเกี่ยวกับอาเซียนมาทำงานร่วม โดยมีโจทย์ให้ช่วยตีความคำว่าสุวรรณภูมิ ส่วนสุดท้ายคือผลงานศิลปะที่ตัวผมตระเวนเขียนรูปตามที่ต่างๆ ในอาเซียน มีงานชิ้นใหญ่กว่า 200 ชิ้น ให้ได้ชม โดยในงานจะมีการพิมพ์หนังสือเชิงศิลปะวิชาการวางขายเพื่อนำเงินทั้งหมดทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพฯ นั่นคือเป้าประสงค์ของผม” เจ้าของนิทรรศการ กล่าวทิ้งท้าย

นิทรรศการดังกล่าวจะเป็นส่วนที่ 2 ของมหกรรมศิลปกรรม โดยเปิดให้เข้าชมในวันที่ 27 เม.ย. เรื่อยไปจนถึงเดือน ก.ค. ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

มหาสุนทรียภาพเฉลิมพระเกียรติ

 

ท้ายสุดกับนิทรรศการ “4 มุมมองศิลปินแห่งชาติ”  โดย ศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน, ศ.เดชา วราชุน, ศ.เกียรติคุณ อิทธิพลตั้งโฉลก และ ศ.เกียรติคุณ ปรีชาเถาทอง กับการจัดแสดงผลงานศิลปะ ผ่านมุมมองและทัศนคติในการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินแห่งชาติทั้ง 4 ท่าน ซึ่งต่างมีมุมมองทางด้านศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ โดย ศ.เดชา วราชุน ศิลปินแห่งชาติด้านทัศนศิลป์ เป็นตัวแทนเล่าถึงนิทรรศการส่วนสุดท้ายให้ฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า

“ในฐานะที่พวกเราเป็นศิลปินแห่งชาติ ในหน้าที่ก็ต้องทำงานศิลปะ แล้วในวโรกาสครบ 60 พรรษา ของสมเด็จพระเทพฯ ก็เลยคิดกันว่าพวกเราน่าจะมาทำงานพิเศษเพื่อวาระนี้ แต่ด้วยความที่ว่าอายุก็เยอะกันแล้วงั้นมาร่วมกันทำงานน่าจะดี โดยตั้งใจไว้ว่าอยากให้คนที่เข้ามาชมนิทรรศการได้เห็นว่าศิลปินแห่งชาติทำอะไรกันบ้างมันเลยเกิดคำว่า 4 มุมมองขึ้นมา คือต่างคนต่างมอง ต่างคนต่างทำงาน ซึ่งจะเป็นงานที่พวกเราทั้ง 4 ทำขึ้นใหม่ทั้งหมดรวมกันเป็นร้อยชิ้น มีทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรม ซึ่งใครที่สนใจศิลปะควรมาชม”

ศ.เดชา ย้ำทั้งยังแอบกระซิบมาว่า เป็นผลงานที่มาจากใจ และจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้คนที่เข้าชมอย่างแน่นอน นิทรรศการ “4 มุมมองศิลปินแห่งชาติ” จัดแสดง ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินในเดือน พ.ค. เรื่อยไปจนกว่าจะครบกำหนด

คงไม่ผิดหากจะกล่าวย้ำอีกสักหนว่า มหกรรมศิลปกรรมที่กำลังจะมีขึ้นยิ่งใหญ่กว่างานศิลปะครั้งไหนที่เคยมีมา เป็นการรวมใจของเหล่าศิลปินนามอุโฆษ เพื่อทำงานใหญ่นี้เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

มหาสุนทรียภาพเฉลิมพระเกียรติ

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ