
เมื่อค่านิยมทันสมัยกำลังทำลายเด็กๆ ของเรา
การเป็นพ่อแม่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากไม่นับเรื่องความปลอดภัยทางร่างกายของเด็กๆ แล้ว เช่น จะปล่อยให้ลูกไปเล่นนอกบ้านไหม เพราะบางครั้งแค่ปล่อยให้เด็กไปเล่นกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้าน เด็กก็อาจโดนลักพาตัวบ้าง หรือโดนล่วงละเมิดโดยที่พ่อแม่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในสถานที่ที่ดูแสนจะปลอดภัยได้ หรืออย่างเบาะๆ ลูกของเราก็อาจติดคำหยาบคายที่เราห้ามลูกพูดเป็นนิสัย จนต้องสอนให้เลิกกันอีกพักใหญ่ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ โลกแห่งค่านิยมและจิตวิญญานของเด็ก ที่พ่อแม่กำลังปล่อยให้ค่านิยมของโลกยุคนี้กลืนกินเราผ่านไปจนกลืนกินลูกๆ ของเรา โดยเราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว
การเป็นพ่อแม่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากไม่นับเรื่องความปลอดภัยทางร่างกายของเด็กๆ แล้ว เช่น จะปล่อยให้ลูกไปเล่นนอกบ้านไหม เพราะบางครั้งแค่ปล่อยให้เด็กไปเล่นกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้าน เด็กก็อาจโดนลักพาตัวบ้าง หรือโดนล่วงละเมิดโดยที่พ่อแม่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในสถานที่ที่ดูแสนจะปลอดภัยได้ หรืออย่างเบาะๆ ลูกของเราก็อาจติดคำหยาบคายที่เราห้ามลูกพูดเป็นนิสัย จนต้องสอนให้เลิกกันอีกพักใหญ่ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ โลกแห่งค่านิยมและจิตวิญญานของเด็ก ที่พ่อแม่กำลังปล่อยให้ค่านิยมของโลกยุคนี้กลืนกินเราผ่านไปจนกลืนกินลูกๆ ของเรา โดยเราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว
การดูแลร่างกายลูกให้ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่การดูแลจิตใจและค่านิยมของเด็กให้ปลอดภัยจากสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
สำหรับหนูดีแล้ว ในฐานะครู ในฐานะนักการศึกษาและในฐานะเจ้าของโรงเรียนของเด็กเล็กๆ หลายร้อยคน บอกได้เลยว่า นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่หนูดีต่อสู้มาตลอด และจะต้องสู้ต่อไปจนกว่าวันไหนที่เราจะเลิกเป็นครู เพราะเรารู้ดีว่าสิ่งใดมีค่าที่เราต้องการจะปลูกฝังให้เด็กๆ และสิ่งเหล่านั้นเราไม่สามารถคาดหวังได้จากสังคมรุ่นใหม่ที่กำลังสอนเด็กเราให้เป็นนักบริโภคนิยม และมีความเชื่อว่า หากไม่มี “ของ” ที่กำลัง “อินเทรนด์” อยู่นั้น เขาจะไม่เท่และไม่เป็นที่ยอมรับ
คนส่วนใหญ่ที่เลือกจะเป็นพ่อแม่มักไม่ได้เรียนมาด้านจิตวิทยาเด็ก หรือไม่ได้เรียนมาเป็นครู แต่ด้วยมีความรักและมีครอบครัว การมีลูกจึงเป็นลำดับต่อมาที่หลายๆ คนฝันไว้ว่า ลูกที่น่ารักจะมาเติมเต็มให้ครอบครัวมีความสมบูรณ์ ดังนั้นกว่าจะต้องมารู้เรื่องเด็ก ส่วนใหญ่พ่อแม่ก็มักจะเลือกอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์นั่นเอง แถมปัจจุบันข้อมูลการเลี้ยงเด็กมีหลายวิธีและหลายกระแสเหลือเกิน ดังนั้นระหว่างการตั้งครรภ์ซึ่งเป็นเวลาที่พ่อแม่มักจะเครียดเป็นพิเศษแล้ว พ่อแม่ยังต้องมากังวลว่า “แล้วฉันจะเลี้ยงลูกของฉันตามแนวไหนดี” จนบางครั้งลืมถอยออกมามองภาพใหญ่ว่า “แล้วเรากำลังเลี้ยงลูกในสังคมแบบไหนกัน”
ไม่ใช่เพียงมองแต่สังคมไทยเท่านั้น เพราะด้วยกระแสโลกาภิวัตน์แล้ว โลกนี้ไม่ว่ามองจากมุมของวัฒนธรรมไหนๆ เราก็กำลังไหลไปในทางเดียวกัน นั่นคือ เรากำลังสอนเด็กของเราว่า สิ่งที่หนูซื้อหามาประดับและเปลี่ยนสถานะของหนูนั้นมีความสำคัญมากสำหรับตำแหน่งทางสังคมของหนู และค่าของตัวหนูส่วนหนึ่งก็มาจากสิ่งของและสินค้าที่หนูเลือกใช้นั่นเอง
การพูดถึง “กระเป๋าแบรนด์เนม” ใบละหลักหมื่นหลักแสนดูเหมือนจะเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย เพราะเราคุ้นชินกับวัยรุ่นที่หลงใหลกระเป๋าแบรนด์เนมและหนุ่มๆ วัยทำงานที่หลงใหลรถซูเปอร์คาร์กันอยู่แล้ว แต่ลองหันมามองน้องๆ วัยอนุบาลที่พ่อแม่ซื้อของเล่นแพงๆ ให้อย่างไม่จำกัด เพราะกลัวลูกมีพัฒนาการทางสมองไม่เท่าเพื่อนๆ หรือน้องๆ วัยประถมที่พ่อแม่ซื้อสมาร์ทโฟนราคาหลักหมื่นให้แล้ว...เราจะเห็นภาพชัดเลยว่า ไม่ต้องรอให้เด็กๆ ของเราเริ่มเป็นวัยรุ่นก่อนหรอก เพราะแม้กระทั่งตัวเล็กๆ ที่ยังพูดประสมคำไม่ได้ เด็กๆ ก็กำลังถูกสอนให้ “ซื้อ” และให้ “เสพ” เสียแล้ว
น้องอนุบาลที่พ่อแม่เหนื่อยมาหลังจากเลิกงานแล้วเปิดโทรทัศน์ให้ดู หรือเปิดซีรี่ส์การ์ตูนให้ดูนั้นกำลังถูกปลูกฝังอะไรบ้างผ่านโฆษณาและความรุนแรงที่แฝงมา ไม่รวมถึงการที่เด็กอนุบาลเริ่มพูดว่า “มีแฟน” ตั้งแต่วัยยังไม่ห้าขวบ ทั้งๆ ที่รุ่นพวกเราที่เป็นพ่อแม่นั้นกว่าจะพูดคำว่า “แฟน” ได้ก็มัธยมปลายเข้าไปแล้ว
หนูดีเป็นครูที่ไม่เคยดุเด็ก...แต่ในฐานะคนออกแบบหลักสูตรที่อิงพัฒนาการทางสมองตามวัยแล้ว หนูดีเด็ดขาดมากเรื่องวินัยในการงดหน้าจอและงดการซื้อและเสพมากเกินจำเป็น...และสู้ขาดใจเพื่อให้เด็กๆ ของหนูดีทุกคน “ไม่ดูโทรทัศน์เลยจนวัย 12 ปี” เรียกได้ว่า สร้างอาการอ้าปากค้างให้กับผู้ปกครองที่มาสมัครใหม่และคนนอกโรงเรียนเสมอ เพราะคนจะถามว่า “ไม่ให้ดูเลยหรือ แล้วการ์ตูนดูได้ไหม” คำตอบคือ “การ์ตูนก็คือหน้าจอค่ะ...งดเหมือนกัน” คนมักถามต่อว่า “ถ้าอย่างนั้นเล่นสมาร์ทโฟนได้ไหม” คำตอบคือ “ไม่ได้ค่ะ” ไม่ได้อยากโหดร้ายกับเด็กๆ แต่พ่อแม่จำได้ไหมคะ ยุคที่พวกเราโตมาก่อนหน้าจอจะกลืนกินเวลาว่างของเราไปเสียหมด เราออกไปเล่นในสนาม เราเล่นกับเพื่อนๆ เราใช้เวลาว่างกระโดดยาง นั่งมองท้องฟ้า เรารับประทานอาหารกับครอบครัว เราปั่นจักรยาน เราปีนต้นไม้เก็บผลไม้มารับประทาน ฯลฯ เรียกว่าเราออกไปป่วนอยู่ในสวนและรอบๆ บ้านอย่างเอาจริงเอาจัง
นั่นคือวิถีที่มนุษย์อยู่มาเป็นพันเป็นหมื่นปีก่อนหน้าจอจะก้าวเข้ามาและทำให้เด็กของเราต้องนั่งนิ่งๆ จนโครงกระดูกเสียรูป งานวิจัยของสมาคมกุมารแพทย์ในอเมริกา พบว่า เด็กมีโอกาสจะเป็นโรคสมาธิสั้นเพิ่มขึ้น 10% หากเด็กดูทีวีวันละหนึ่งชั่วโมง แต่เด็กจะมีความเสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้นเพิ่มขึ้น 50% หากดูทีวีวันละห้าชั่วโมง ในเมื่องานวิจัยชัดเจนแบบนี้เราจะยัดเยียดโลกหน้าจอ รวมถึงเนื้อหาที่ผูกติดมาที่สอนให้เด็ก “บริโภค” มากจนเกินพอดีเพื่ออะไร หลายๆ คนบอกว่า “มันสะดวกดี” เพราะไม่อย่างนั้นจะเอาเวลาที่ไหนทำอาหารเย็นให้ลูก ซักผ้า และมีเวลาส่วนตัว
คนที่มีลูกแล้วหลายคนคงคอนเฟิร์มได้ว่า “มีลูกเมื่อไหร่ สะกดคำว่าสะดวกไม่เป็นวันนั้น” การมีลูกก็เหมือนการเลือกจะเป็นครูนั่นเอง มันไม่มีคำว่าสะดวก มีเพียงแต่คำว่าชื่นใจและหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น และในสัปดาห์หน้าหนูดีจะมาแชร์ทิปส์ของครูในการสร้างเด็กสู้กระแสโลกยุคใหม่ที่ทำลายสมองและจิตวิญญานของเด็ก...รวมถึงของพ่อแม่ด้วยว่า เราจะอยู่อย่างไรในโลกยุคนี้ โดยทั้งตัวเราและเด็กๆ ยังสมองดีและสุขภาพจิตสดใสไปได้พร้อมๆ กัน







