
หนี้ครัวเรือน
มีนักวิชาการใช้คำเท่อธิบายสภาพสังคมทุกวันนี้ไว้ว่า “สังคมไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ความเป็นหนี้มากขึ้น” ฟังผ่านๆ ก็ไม่แปลก
มีนักวิชาการใช้คำเท่อธิบายสภาพสังคมทุกวันนี้ไว้ว่า “สังคมไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ความเป็นหนี้มากขึ้น” ฟังผ่านๆ ก็ไม่แปลก คิดเผินๆ ก็ไม่มีอะไรใหม่ เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ว่าสภาพสังคมทุกวันนี้คนถูกภาวะเศรษฐกิจบีบรัดเสียจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาประทังชีวิต ชาวนาก็ต้องกู้มาซื้อพันธุ์พืช ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ไม่กู้ก็ไม่มีเงินมาเพาะปลูก ก็ไม่มีโอกาสที่จะเก็บเกี่ยวพืชผลมาขายพอให้มีกำไร แม้ในความเป็นจริงเกือบทั้งหมดของชาวนาที่กู้ แม้จะมีผลผลิตออกมาขายได้ ก็มักได้เงินมาแค่พอใช้หนี้ ใช้ดอก จะหวังเก็บหอมรอมริบนั้นยาก นาหน้าก็ต้องกู้อีก ซึ่งหากปีใดเคราะห์ร้ายนาล่มก็หมดทางปลดหนี้ ต้องกู้หนี้ใหม่มาเพื่อใช้หนี้เก่าเป็นวงจรอุบาทว์ ใครที่อยากเห็นประเทศเราเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยพืชผักปลอดสารพิษ ไร้ซึ่งสารเคมีก็จำต้องแก้ปัญหาหนี้ชาวนานี้ให้ได้ก่อน เพราะเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลาให้ดิน ให้พืชได้ปรับตัว แต่ชาวนาไม่มีเวลานั้น เพราะมีดอกเบี้ยคอยไล่จี้หลังมาอยู่ ชาวนาจึงจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้ได้ปริมาณและขนาดที่มากและใหญ่เพื่อจะหวังลุ้นขายให้ได้ราคาพอใช้หนี้ และแน่นอนทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีชาวนาต้องไปเป็นหนี้กู้มาซื้อ
นั่นเป็นหนี้ของเกษตรกรที่เป็นคำส่วนใหญ่ของประเทศ แต่แม้จะจากนาเข้าเมืองมาแล้วก็ยังไม่ต่างกัน ชาวเมืองก็ยังมีสภาพเป็นนักกู้เช่นกัน ต้องกู้มาเป็นค่าเล่าเรียนลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินเดือนออกก็พอเบาได้พัก เดี๋ยวก็ต้องไปกู้มาต่อลมหายใจอีกเป็นเช่นนี้ทุกเดือน และหากเดือนใดเคราะห์ร้ายเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุจำต้องใช้เงินก้อนก็เป็นอันต้องกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่าไม่ต่างจากชาวนา เข้าสู่วงจรอุบาทว์แบบเดียวกันอีก นี่ว่ากันที่ชาวนาและชาวเมืองที่ถูกภาระการหาเลี้ยงชีพบีบให้ต้องมีสภาพเป็นลูกหนี้ แต่ที่มากกว่านั้นคือชาวนา และชาวเมืองที่พอจะลืมตาอ้าปากได้ก็ยังไม่วายอินเทรนด์สมัครใจเป็นลูกหนี้กับเขาด้วย ดั่งคำที่ยกมาโปรยต้นบท สังคมเราเดินหน้าไปสู่ความเป็นหนี้กันเยอะมากๆ เยอะขนาดที่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะสร้างหนี้กันได้เช่นนี้ ลองไล่จากหนี้หลักๆ ที่มองเผินๆ บางมุมก็เหมือนจะเป็นหนี้ที่จำเป็นอยู่ อย่างหนี้ผ่อนบ้านเพื่อไว้พักอาศัยที่หลายคนเห็นว่าคุ้มกว่าการไปจ่ายค่าเช่า หนี้ผ่อนรถเพื่อไว้เดินทางไปทำงาน ไปส่งลูกที่โรงเรียนที่หลายคนเห็นว่าคุ้มแก่การเป็นหนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หนี้ผ่อนคอมพิวเตอร์เพื่อไว้ใช้ทำงาน ทำการบ้านที่หลายคนเห็นว่าเป็นการเพิ่มรายได้ หนี้ผ่อนโทรศัพท์ไว้โทร ไว้แชต ไว้ใช้เล่นเกม หลายคนเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นขาดไม่ได้ในชีวิต หนี้ผ่อนทีวี ผ่อนเครื่องเสียงเพื่อไว้ตามข่าว รับชมความบันเทิงราคาถูกหลังเลิกงาน หรือแม้กระทั่งหนี้ผ่อนการเป็นสมาชิกการท่องเที่ยว “ไม่เห็นแปลก มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ” บางท่านอาจรู้สึกเช่นนั้น ซึ่งนี่ล่ะครับความน่ากลัวของการเป็นลูกหนี้ในยุคนี้
น่ากลัวกับความคิด ความเชื่อที่เห็นการเป็นหนี้เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมกันไปแล้ว บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลออกแค มเปญ โฆษณากันอย่างเอิกเกริกเพื่อชักชวนให้คนเป็นหนี้ แข่งกันจนหลังๆ ออกจะเป็นการยกย่องชื่นชมด้วยซ้ำที่คนยอมเป็นหนี้
ขนาดนี้แล้วยังจะไม่แปลกหรือ ใครที่พอจะมีอายุหน่อยสักเลข 3 เลข 4 น่าจะยังพอจำได้ว่าในอดีตนั้นการจะเป็นหนี้สักทีนี่เราต้องคิดกันแล้วคิดกันอีก ว่ามีทางอื่นไหมที่ไม่ต้องตกเป็นลูกหนี้ มีทรัพย์สินอะไรพอผ่องถ่ายขายแลกเป็นเงินมาหมุนแทนไหม เอาทอง เอาเครื่องเสียงไปจำนำหมุนเงินได้ไหม หรือหากจำเป็นต้องเป็นหนี้จริงๆ ก็ต้องกระมิดกระเมี้ยนกู้ให้น้อยที่สุด และพยายามรีบใช้คืนให้เร็วที่สุด ระหว่างเป็นหนี้นี่ก็แทบจะแอบหลบมุมไม่อยากออกสังคมให้คนตราหน้าว่าเป็นหนี้ แต่ปัจจุบันเขายกยอสนับสนุนให้คนเป็นหนี้ เรียกท่าน เรียกคุณเชิดชูเชิญชวนให้มากู้ แถมยังอยากให้กู้นานๆ อย่าเพิ่งรีบใช้คืน บางแห่งขนาดมีสัญญาเลยว่าหากใช้คืนก่อนกำหนดจะโดนค่าปรับ ค่านิยมที่เปลี่ยนไปของคนในสังคมเองที่ทั้งน่าแปลก และน่ากลัว
ทั้งที่ก็รู้ทั้งรู้ว่าความเป็นหนี้นั้นไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้เรากลับถูกมอมเมาให้สบายใจที่จะเป็นหนี้ หรือแม้แต่ให้อยากที่จะเป็นหนี้ ทั้งยังหลงค่านิยมว่าการเป็นหนี้เป็นเรื่องปกติใครๆ เขาก็เป็นกัน เลยไปถึงค่านิยมที่ว่าเป็นหนี้ได้แปลว่าเราเป็นคนมีเครดิต สถาบันการเงินถึงให้กู้ ไม่เว้นแม้แต่กับคนที่มีฐานะไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหนี้ก็ยังมีที่สมัครใจเป็นหนี้ด้วยหลงในกลยุทธ์ทางการตลาด
ช่วงเทศกาลแห่งการจับจ่าย (เป็นหนี้) ช่วงนี้ก็อยากฝากเฉลียวใจกันไว้ครับ พิจารณากันให้ดีและถี่ถ้วนก่อนที่จะแปรสภาพตนเป็นลูกหนี้ อะไรไม่จำเป็นก็คือไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อ อะไรจำเป็นต้องซื้อก็ดูซื้อตามฐานะ ตามกำลังที่จะจ่ายได้ ไม่ใช่ตามเงื่อนไขผ่อนชำระสุดพิเศษ หรือหากแม้จะต้องเป็นหนี้กันจริงๆ อย่างน้อยก็ขอให้รู้สึกแบบดั้งเดิมคือเป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์ต้องรีบชำระสะสางเสีย อย่าไปช่วยสร้างค่านิยมว่าการเป็นหนี้เป็นเรื่องปกติขึ้นมากันให้ลูกหลานเรารับค่านิยมนี้ไปจนใช้จ่ายเกินตัวไปเลยครับ ช่วยกันรณรงค์ให้คำสอนโบราณที่ว่า “ความไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” กลับมาอีกครั้งกันนะครับ
สุดท้ายในโอกาสขึ้นปีใหม่ขอมอบ “พร” แท้ๆ ให้แก่ทุกท่านนั่นคือการ “พอ” แล้ว “ละ” ครับ







