
ยุ่งเกินไป ดีกว่าว่างเกินไป
วิทยาศาสตร์ความสุข กับ หนูดี-วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ ปริญญาโทด้านสมองและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท อัจฉริยะสร้างได้ เจ้าของและผู้ออกแบบ หลักสูตรพัฒนาอัจฉริยภาพ โรงเรียนวนิษา www.mindbrainedu.com และ www.vanessa.ac.thเวลาที่เรางานยุ่งเราก็อยากจะมีเวลาว่างมากๆ ว่างแบบไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง ไม่ต้องลุกขึ้นจากเตียง ไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรที่วุ่นวายหัวใจ ไม่ต้องทำอะไรต่างๆ จนไม่มีเวลาให้ตัวเอง แต่เชื่อไหมคะว่า คนงานยุ่งมักจะมีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าคนว่างงาน แต่ยุ่งในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า ยุ่งจนเสียสุขภาพหรือยุ่งจนเกินกว่าที่สมองจะรับไหว แต่เป็นการ "ยุ่ง" ที่ชีวิตมีอะไรทำในเวลาที่ "เกือบจะกระชั้น" นั่นเองในงานวิจัยของ Bailey and Miller ในปี 1998 พบว่าในกลุ่มนักเรียนมหาวิทยาลัยที่มี ตารางเรียนยุ่งและแน่นกว่าเพื่อนๆ ในชั้นปีเดียวกัน กลับรายงานว่ามีความสุขและความพึงพอใจ กับชีวิตการเรียนมากกว่าถึง 15 เปอร์เซ็นต์ โดยถึงแม้ว่านักศึกษาเหล่านี้จะมีชิวิตและตารางเรียนที่แน่นกว่าแต่เมื่อทำแบบทดสอบวัดความเครียดแล้วกลับพบว่าพวกเขาไม่ได้มีระดับความเครียดสูงไปกว่านักศึ
วิทยาศาสตร์ความสุข กับ หนูดี-วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ ปริญญาโทด้านสมองและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท อัจฉริยะสร้างได้ เจ้าของและผู้ออกแบบ หลักสูตรพัฒนาอัจฉริยภาพ โรงเรียนวนิษา www.mindbrainedu.com และ www.vanessa.ac.th
เวลาที่เรางานยุ่งเราก็อยากจะมีเวลาว่างมากๆ ว่างแบบไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง ไม่ต้องลุกขึ้นจากเตียง ไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรที่วุ่นวายหัวใจ ไม่ต้องทำอะไรต่างๆ จนไม่มีเวลาให้ตัวเอง แต่เชื่อไหมคะว่า คนงานยุ่งมักจะมีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าคนว่างงาน แต่ยุ่งในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า ยุ่งจนเสียสุขภาพหรือยุ่งจนเกินกว่าที่สมองจะรับไหว แต่เป็นการ "ยุ่ง" ที่ชีวิตมีอะไรทำในเวลาที่ "เกือบจะกระชั้น" นั่นเอง
ในงานวิจัยของ Bailey and Miller ในปี 1998 พบว่าในกลุ่มนักเรียนมหาวิทยาลัยที่มี ตารางเรียนยุ่งและแน่นกว่าเพื่อนๆ ในชั้นปีเดียวกัน กลับรายงานว่ามีความสุขและความพึงพอใจ กับชีวิตการเรียนมากกว่าถึง 15 เปอร์เซ็นต์ โดยถึงแม้ว่านักศึกษาเหล่านี้จะมีชิวิตและตารางเรียนที่แน่นกว่าแต่เมื่อทำแบบทดสอบวัดความเครียดแล้วกลับพบว่าพวกเขาไม่ได้มีระดับความเครียดสูงไปกว่านักศึกษาที่มีตารางเรียนน้อยกว่าเลย
บริษัท เมโทรพลาสติก ในเมืองอินเดียน่า สหรัฐอเมริกาได้ทดลองนำแนวคิด "ยุ่งเกินไปดีกว่าว่างเกินไป" มาทดสอบกับพนักงานของ ตัวเอง โดยตัดเวลาทำงานในบริษัทลง จากที่เป็นการทำงานสัปดาห์ละสี่สิบชั่วโมงก็ตัดลดลงเหลือการทำงานเพียงสัปดาห์ละสามสิบชั่วโมงเท่านั้น และผลที่ได้น่ะหรือคะ ไม่น่าเชื่อว่า นอกจากพนักงานจะไม่เสียงานแล้วพวกเขายังสามารถคิดค้นและสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้ และในที่สุดแล้วบริษัทมีผลกำไรดีขึ้นอีกด้วย ทีมงานบริหารพบว่าการท้าทายความสามารถพนักงานด้วยการให้งานเพิ่มในเวลา ที่ลดน้อยลงกลับไม่ได้ทำให้พนักงานเครียดมากขึ้น แต่กลับทำให้พวกเขามีพลังงาน มีความกระตือรือร้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเวลาที่เหลือมาก็ทำให้พนักงานได้มีเวลาพักผ่อนนอกงานมากขึ้น กลับส่งผลดีกับสุขภาพจิตของพนักงานด้วย ก็เป็นแนวคิดที่ น่าสนใจมากๆ เลยทีเดียว
หนูดีเคยมีโอกาสได้ทดลองแนวคิดนี้ทั้งสมัยที่เป็นนักศึกษาและสมัยทำงาน พบว่า ได้ผล ไม่แตกต่างกันเลยเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาปริญญาตรีหนูดีลงทะเบียนเรียนเต็มแน่นแบบเพิ่ม ไม่ได้อีกแม้แต่หน่วยกิตเดียว สองสามเทอมแรกยังเป็นน้องใหม่ ไม่กล้าทำอะไรมากกลัวเสียการเรียนแล้วสอบตก ก็เรียนอย่างเดียวแล้วเกรดก็ออกมาดี จากนั้นเทอมหลังๆ เริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้นคราวนี้เริ่มเข้าไปออกกำลังกายที่ห้องยิมของมหาวิทยาลัยเป็นประจำพบว่าเกรดไม่ตกก็เริ่มได้ใจ จากนั้นเริ่มเข้าร่วมชมรมกีฬากลางแจ้งและกิจกรรมเอาต์ดอร์ ไปแคมปิ้งกลางป่าบ้าง ไปพายเรือคายักในทะเลแล้วไปค้างบนเกาะบ้าง พบว่า...เกรดไม่ตกอีกแล้วแม้ตารางชีวิตจะวุ่นวายขึ้นก็ได้ใจอีกค่ะ
พอสองเทอมสุดท้ายเลยได้ใจขั้นสูงไป เป็นสาวเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยและยังคงไปยิม และยังคงไปทำกิจกรรมเอาต์ดอร์อีกต่างหาก แถมตารางเรียนก็ยังคงแน่นเต็มปรี่เพราะอยากรีบจบ สรุปว่า เกรดไม่ตกเหมือนเดิม และที่น่าแปลกคือไม่เครียด สนุกกับชีวิตนักศึกษาและได้เงินค่าทิปจากการเป็นสาวเสิร์ฟจนถึงขั้นที่จ่ายค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ได้โดยไม่ต้องขอเงินแม่ในส่วนนี้อีก มองย้อนกลับไปทีไรก็จะจำได้ว่าสองเทอมสุดท้ายของปริญญาตรีเป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีความสุขที่สุด ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเวลาที่ยุ่งและวุ่นวายที่สุด
พอถึงคราวมาทำงาน หนูดีพบว่า เมื่อใดก็ตามที่มีเวลาเยอะๆ สำหรับงานที่ไม่ยากเพียงชิ้นหรือสองชิ้น เราจะใช้เวลาเรื่อยเปื่อยนานมากกว่าจะลงมือทำและบางทีทำช้า กว่าจะทำเสร็จก็จวนเจียนเวลาหรือไม่เช่นนั้นความกระตือรือร้นก็ต่ำ แต่หากเมื่อใดที่รู้ ตัวเองว่ามีเวลาน้อยก็จะรีบทำอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลางวดและกระชั้นเข้าก็กลับยิ่งทำให้สมองเหมือนโฟกัสมาก พอเวลาน้อยกลับทำให้งานออกมาดีมากเหมือนเราคั้นเอาส่วนที่เป็นเนื้อจริงๆ ออกมา งานมีคุณภาพหลายชิ้นไม่ได้ทำได้ดีที่สุดในเวลาที่กระชั้นหรือเวลาที่จำกัดแต่เราเองอาจต้องถามตัวเองว่าเวลาที่เรามี "เวลาเยอะๆ และมีงานทำน้อยๆ" เราทำงานได้มีคุณภาพมากขึ้นตามเวลาที่เรามีเพื่อใช้กับมันหรือเปล่า หรือเราใช้เวลาเรื่อยเปื่อยไร้สาระเสียมาก
มนุษย์เราหลายคนอยากมีอายุยืนนาน แต่เราเคยได้ถามตัวเองไหมว่าเวลาที่เพิ่มขึ้นในโลกใบนี้เราจะเอามันมาใช้ทำประโยชน์ อะไรอย่างคุ้มค่าที่อายุยืนหรือไม่ หากเรามี เวลาเพิ่มมากขึ้นอีกห้าปีหรือสิบปี เราคงไม่วางแผนที่เราจะใช้เวลาที่เพิ่มมานั้นอย่าง ไร้ค่า แต่ว่าในเวลาวันต่อวัน ชีวิตประจำวันของเรานั้นเราใช้ทุกนาทีอย่างคุ้มค่าไหม อาจไม่ต้อง ทำงานหรือเรียนตลอดเวลา แต่เวลาพักเราได้พักเต็มที่หรือไม่ เวลาทำงานเราได้ใช้สมองเราเต็มที่ หรือไม่
การจัดตารางเพื่อให้เรามีอะไรทำอย่าง เต็มที่จนบางทีอาจมีมากเกินกว่าจะทำหมดนั้น เป็นปัญหาของการ "มีอย่างอุดมสมบูรณ์เกินไป" แต่การปล่อยตัวเองให้ไม่มีสิ่งใดจะทำในตารางชีวิตของเราสักเท่าไหร่นั้นเป็นปัญหาของ "การไม่มี" ซึ่งหากให้เลือกก็คงต้องเลือกด้าน "มีมากเกินไป" และเราค่อยๆ ลดกิจกรรมลงจนอยู่ในภาวะที่เหมาะสมจะดีกว่า
ปีใหม่นี้ ลองดูตารางชีวิตของเราหน่อยไหมคะ เราอาจตัดทอนเวลาทำงานให้ลดลงและมีเวลาพักมากขึ้น วิธีนี้อาจทำให้เนื้องานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ลองดูนะคะ
(ปล.หนูดีเปิด Facebook แฟนเพจใหม่แล้วค่ะชื่อ "หนูดี วนิษา อัจฉริยะสร้างได้" ส่วนเพจอื่นเป็นของปลอมทั้งสิ้นค่ะ)







