
เพจนิยมคุณค่าที่คู่ควรเป็นหนังสือ
เมื่อพื้นที่ของข่าวสารมิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยงานเขียนรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป
เมื่อพื้นที่ของข่าวสารมิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยงานเขียนรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป วันนี้ผู้คนยุคใหม่จึงหันมาอ่านเรื่องราวหรือเสพข่าวสารจากหน้า “แฟนเพจ” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เพจ” บนเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่คอยเขียนบอกเล่าเรื่องราวกันแบบทันอกทันใจเสียยิ่งกว่าอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยส่วนใหญ่เพจต่างๆ ที่มีคนนิยมก็มีมากมายหลายประเภท บ้างมีสาระ บ้างหาสาระไม่มี แต่อาศัยเน้นสร้างความบันเทิงซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่น้อยในบ้านเรา แต่ที่เห็นมียอดไลค์แบบถล่มทลายมีสาวกปูเสื่อรอหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อกดไลค์ก็คงไม่พ้นเพจของเน็ตไอดอลหน้าอกตูมตูม ซึ่งอย่างหลังเน้นบันเทิงล้วนๆ
แต่ก็มีเพจไม่น้อยเช่นกันที่นำเสนอเนื้อหาสาระข้อมูลต่างๆ แบบจริงจังและสามารถทำยอดไลค์ได้ยิ่งกว่าพวกแฟนเพจเน็ตไอดอล ซึ่งมีคุณค่าจนสามารถต่อยอดหลุดออกมาจากโลกอินเทอร์เน็ตกลายเป็นหนังสือหนังหาที่สามารถจับต้องได้ โดยในปัจจุบันก็มีสำนักพิมพ์ไม่น้อยที่ควานหาเพจที่มีสาระเพื่อนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มวางจำหน่าย และนั่นทำให้โลกของการเขียนถูกเปิดกว้างขึ้นมาใหม่ในสนามนักเขียนที่เกิดมาจากเพจ
วันนี้เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของแฟนเพจที่ถูกนำไปตีพิมพ์ ทำให้ยิ่งเห็นว่าแต่ละเพจมีวิธีการสื่อสารที่เฉียบคม มีตัวตนและจุดยืนชัดเจน ซึ่งนั่นเองเป็นสิ่งสำคัญเหลือเกินที่ทำให้พวกเขามีหนังสือเป็นของตัวเอง วันนี้เมื่อได้คุยกับเจ้าของเพจเราจึงอยากถามแนวคิดวิธีลงมือทำของแต่ละท่านว่า พวกเขาทำอย่างไรถึงทำแฟนเพจได้มีสาระความรู้จนมันได้เป็นหนังสือเล่ม...
เมื่อวานป้าทานอะไร?
เป็นแฟนเพจที่เพิ่งพิมพ์หนังสือเล่มที่ 2 อย่าง “ซูเปอร์ป้า ไดอารี่” ไปได้ไม่นานนี้ หลังจากได้กระแสตอบรับอย่างดีกับหนังสือเล่มแรกที่ใช้ชื่อเดียวกันกับแฟนเพจ โดยเนื้อหาสาระจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของอาหารการกินและเรื่องสุขภาพ ที่ได้ทีมนักโภชนาการจากสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมตัวกันตั้งแต่สมัยเรียนปี 4 เพื่อทำจิตอาสาโดยการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของโภชนาการที่ถูกต้อง แล้วนำมาอธิบายแบบใหม่ให้ผู้คนเข้าใจได้ง่ายผ่านแฟนเพจในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีทีมทำงานอยู่หลายชีวิตและวันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนเพจซึ่งขอเรียกสั้นๆ ว่าเพจป้า อย่าง เปา-ฐนิต วินิจจะกูล ซึ่งก่อนจะเล่าถึงเรื่องราวในหนังสือ เจ้าตัวขอเล่าที่มาที่ไปของการทำแฟนเพจให้ฟังก่อนว่า
“คือเนื่องจากเราเห็นว่าคนสมัยนี้หันมาสนใจเรื่องของสุขภาพกันเยอะ แล้วพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ได้รับก็ไม่ได้ถูกต้อง เราเลยอยากสร้างเพจขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนสังคมของคนรักสุขภาพ โดยเน้นจับกระแสสังคมมานำเสนอผ่านเรื่องของโภชนาการอาหาร ซึ่งถ้าหากจะเขียนอะไรลงไปก็จะมีการพูดคุยและแชร์กันในกลุ่มก่อน จากนั้นก็ช่วยกันหาข้อมูลมาให้ได้มากที่สุดแล้วก็นำเสนอออกไปโดยอาจมีเรื่องของอินโฟกราฟฟิกเข้าไปผสม”
โดยเพื่อให้เข้าใจง่ายเลยอยากยกตัวอย่างการนำเสนอคอนเทนต์ของเพจป้า อย่างล่าสุดมีข่าวของเหนียวไก่หาย ที่ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองต่างรับรู้ เพจป้าก็จัดหนักเลยนำมาเสนอสาระข้อมูลพร้อมภาพเกี่ยวกับการรับประทานข้าวเหนียวไก่ในมื้อเช้าให้ได้โภชนาการ ซึ่งเป็นแนวคิดการกินเหนียวไก่ที่ดูดีมีประโยชน์ไม่น้อย และด้วยเนื้อหาที่มีสาระเช่นนี้ทำให้ทางสำนักพิมพ์เสนอตัวเข้ามาเพราะเห็นว่าสิ่งที่เพจป้านำเสนอมีคุณค่ามากพอ
“พอสิ่งที่ทีมเราทำมันจะเป็นหนังสือเราก็คิดว่าโอเคนะเพราะมันคือการเผยแพร่ข้อมูลในอีกรูปแบบ มันเป็นสื่อที่คนอีกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ แล้วเราก็คิดว่าพวกเราก็น่าจะนำเสนอได้ ก็เลยกลายเป็นหนังสือที่มีหลายๆ คนเข้ามาช่วยกันเขียน ซึ่งทางเราอยากนำเสนออะไรเราก็เขียนไปเลย ทางสำนักพิมพ์ไม่ได้เข้ามายุ่ง มันก็เลยทำให้เรานำเสนอข้อมูลต่างๆ ได้ในแบบสไตล์ของเรา ซึ่งก็จะเป็นประเด็นที่ไม่ได้หนักมาก เขียนและคิดใหม่ ซึ่งบางครั้งเราก็นำข้อมูลเก่าที่เรามีมาปรับให้ดูใหม่ นำเสนอข้อมูลที่อ้างอิงหลักฐานการวิจัยที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งด้วยเพราะเรื่องอาหารการกินมันเป็นเรื่องใกล้ตัว ซึ่งมันเกี่ยวโยงกับเรื่องสุขภาพโดยตรง ก็ทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดี ตอนนี้ทางเพจก็มีหนังสือออกมา 2 เล่มแล้ว”
เมื่อเป็นหนังสือความพิเศษที่เด่นซึ่งไม่เหมือนกับการตามอ่านในแฟนเพจ คือความต่อเนื่องของข้อมูล ทำให้คนอ่านสามารถเห็นภาพใหญ่ภาพเดียว แล้วสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย ทั้งยังจับต้องและอยู่ได้นาน เข้าถึงกลุ่มผู้อ่านที่ไม่เล่นอินเทอร์เน็ต
“คือความตั้งใจแรกของเพจเราคืออยากนำเสนอเรื่องของโภชนาการที่ถูกต้อง พอคอนเทนต์ที่ทำได้กระจายไปในหลายๆ รูปแบบ มันทำให้เราซึ่งเป็นคนทำเองรู้สึกดี แล้วมันก็เหมือนได้เติบโตไปตามจุดประสงค์ที่พวกเราตั้งใจไว้แต่แรก ซึ่งมันก็ไม่ได้มีเรื่องของเงินทองเข้ามาเกี่ยว แต่เมื่อเราสามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบอื่นได้และไม่ขัดกับหลักวิชาชีพเราก็ยินดี อย่างตอนนี้ทีมโตขึ้น พวกผม 20 กว่าคนก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ว่าใครจะเป็นคนคอยเข้าไปตอบปัญหาสุขภาพ ใครจะเป็นคนเขียนคอนเทนต์ และใครจะไปเป็นวิทยากรบรรยายตามที่ต่างๆ ก็จะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน มันก็ยิ่งทำให้งานที่เราทำมันชัดเจนขึ้น” หนึ่งในตัวแทนแฟนเพจ “เมื่อวานป้าทานอะไร?” กล่าวทิ้งท้ายไว้
ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น
เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความดราม่าจากเว็บไซต์ที่ดุเด็ดเผ็ดมัน ทั้งยังหรรษาและเต็มเปี่ยมไปด้วยความบันเทิงแกล้มสาระ ต่อมาจึงส่งผลทำให้แฟนเพจ “Drama-addict” กลายเป็นชุมชนออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากมายในหมู่นักเสพข่าวสาร เรียกได้ว่าในยุคสมัยนี้น้อยคนนักจะไม่รู้จัก“จ่าพิชิต ขจัดพาลชน” สมญาของคุณพี่เจ้าของเพจ
เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องหนังสือหนังหาที่ชื่อว่า “ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น” ยิ่งทำให้รู้ถึงวิธีคิดอันแหลมคมของเจ้าของหนังสือที่จับเอาประเด็นต่างๆ ในสังคมมาตีแผ่ โดยนำแต่ละความคิดเห็นของผู้คนมาดำเนินเรื่องประหนึ่งนิยายเรื่องสั้นชั้นดีก็มิปาน จนสำนักพิมพ์ต้องเข้ามาติดต่อขอเอาดราม่าของจ่าพิชิตไปรวบรวมให้เป็นทางการ โดยเพิ่มเติมเนื้อหาปรับปรุงในส่วนของพวกอรรถาธิบาย ซึ่งเจ้าตัวพูดถึงหนังสือของตัวเองเล่มใหม่ล่าสุดให้ฟังว่า
“สำหรับหนังสือเล่ม 2 ของผมก็ใช้เวลาเขียนนานหน่อย เพราะรอบนี้ได้ทำแบบที่เป็นตัวเองจริงๆ คือมันดีกว่าเล่มแรกเยอะเลยนะ เพราะสำนักพิมพ์ให้อิสระเรา เล่มแรกจะออกแนวสุภาพๆ หน่อย (หัวเราะ) แต่เล่มนี้จะเป็นในแบบตัวเราเลย เหมือนที่เคยอ่านกันใน Drama-addict อย่างถ้าผมเขียนอะไรก็จะมีอยู่สองอย่างคือเรื่องไร้สาระกับมีสาระผสมกันไป เพราะว่าผมสังเกตได้ว่าคนไทยจะไม่อ่านเรื่องที่เครียดและซับซ้อนเกินไป ผมก็เลยพยายามเขียนเหตุการณ์หรือประเด็นต่างๆ ในสังคมเพื่ออธิบายให้คนอ่านจับต้องได้ง่าย แล้วพยายามใส่อรรถาธิบายเข้าไปเพื่อขยายความ โดยเรื่องที่เขียนต้องไม่ใช่เรื่องไร้สาระจนเกินไป มันต้องเป็นประเด็นที่ใหญ่พอจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมได้”
เจ้าของเพจ “Drama-addict” ได้อธิบายถึงการทำงานของเขาที่มีจุดใหญ่ใจความอยู่ที่การอยากสะท้อนให้เห็นปัญหาของสังคมและแสดงให้เห็นถึงแนวคิดหรือความคิดที่ตัวเขาเองเรียกว่าตรรกะวิบัติของคนในสังคมไทยที่มีอยู่จริง ซึ่งมันแสนจะดราม่าแต่เป็นการสื่อสารที่สามารถพูดให้สังคมทำความเข้าใจได้ง่ายในหลายๆ ประเด็น ล่าสุดอย่างเรื่องของแม่ค้าขายน้ำคลอโรฟิลด์ ซึ่งต่อมาก็นำไปถึงการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งหนังสือของจ่าก็จะเอาเรื่องราวเช่นนี้มาเป็นบทเรียนให้คนที่ชอบดราม่าอ่านกัน ซึ่งหากวัดกันในเรื่องของคุณค่าชิ้นงานของจ่าพิชิต ก็ชัดเจนไม่น้อยว่าหนังสือของเขาจะบอกเล่าเรื่องราวเช่นไร
“จริงๆ สิ่งที่เขียนในหนังสือมันก็คล้ายๆ กับบทความในเพจ เวลาเราเขียนอะไรลงไปด้วยเหตุด้วยผลเขาก็จะคิดตาม
และอาจเชื่อแบบนั้น ทำให้เวลาผมเขียนอะไรก็ต้องคิดให้เยอะว่าสิ่งที่เขียนจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรของคนรับข่าวสาร ซึ่งมันจะดีที่สุดถ้าหากเราเขียนไปแล้วมันสามารถสะท้อนให้เห็นปัญหาและนำไปสู่ทางออก”
ก่อนเจ้าของหนังสือ “ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น” จะพูดให้ฟังถึงการเขียนของเขาต่อว่า เวลาต้องการเขียนอะไรลงไปหรือทำเพจให้โด่งดัง ขอให้อย่าได้ไปสนใจเรื่องยอดไลค์เป็นหลัก เพียงแค่ให้ทำสิ่งนั้นจากใจ และทำสิ่งที่คิดว่าถูก สิ่งที่มาจากตัวตน จากนั้นก็เขียนมันลงไป และหลังจากนั้นก็ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เช่นที่จ่าพิชิตกล่าวทิ้งท้ายไว้...
“เรื่องที่ว่าสำนักพิมพ์จะเลือกหยิบเพจเรามาทำหนังสือหรือไม่ ต้องยอมรับก่อนว่าสิ่งแรกเลยคือเพจนั้นๆ ต้องมีตัวตนชัดเจน มีเอกลักษณ์ของตัวเองที่เด่น ถึงจะถูกนำไปทำเป็นหนังสือ ซึ่งตรงนี้ทำให้ปัจจุบันมีนักเขียนและนักวาดการ์ตูนมากมายเลยนะที่เก่งๆ เขาเปลี่ยนสถานที่แสดงงานของตัวเองโดยการหันมาทำแฟนเพจ ซึ่งผมมองว่าในอนาคตพื้นที่ตรงนี้จะเป็นพื้นที่ที่ดีมากในการแสดงผลงาน”
หลายเล่มน่าอ่านจากเพจ
หากนับจำนวนหนังสือที่มาจากแฟนเพจก็ดูจะมีมากเหลือเกิน วันนี้เลยอยากหยิบยกให้เป็นตัวเลือกของคนที่ชอบอ่านหนังสือกัน เริ่มกันกับหนังสือ “คนอะไร...เป็นแฟนหมี” เพจการ์ตูนชื่อดังในเฟซบุ๊กที่มีคนติดตามมากที่สุด ซึ่งเป็นเสมือนภาพสะท้อนน่ารักๆ นำเสนอเรื่องราวผ่านตัวการ์ตูนน่ารักของคู่รักธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยมุมมองที่จับต้องได้จริง ด้วยภาษาภาพแบบง่ายๆ อ่านแล้วชวนนึกถึงแฟน
“โปรดเรียกผมว่า คิ้วต่ำ” หนังสือรวมผลงานสุดเจ๋งของ “คิ้วต่ำ” เจ้าของผลงานภาพการ์ตูนสุดน่ารัก กับคำโดนๆ ที่เข้าใจง่าย ซึ่งเลือกถ่ายทอดเรื่องราวไว้อย่างลงตัวบนลายเส้นกวนใจ แสดงให้เห็นมุมคิดที่ชวนอิ่มหัวใจ ต่อมากับหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่น่ารักไม่แพ้กันอย่าง “ทูนหัวของบ่าว” เรื่องราวของเจ้าเหมียวแสนเฟี้ยว 5 ตัว ที่มาจากเพจที่มียอดไลค์เกินล้าน ซึ่งรวมเกร็ดความรู้ในการเลี้ยงแมวไว้ให้ได้อ่านกันด้วย
“บันทึกของตุ๊ด” หนังสือสุดเเซ่บที่รวบรวมเอาเรื่องเล่าสุดฮาจากเพจอันโด่งดังที่มีชื่อเดียวกันกับหนังสือ โดยในเล่มนำเสนอแง่มุมแปลกใหม่ พร้อมด้วยภาษาที่ตรงเเละเเรง สะท้อนชีวิตของมนุษย์ในสังคมไทยแบบตรงไปตรงมา ปิดท้ายด้วย “I ROAM ALONE” บทบันทึกบนแฟนเพจของหญิงสาวที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางรอบโลกเพียงลำพังของเธอผ่านประสบการณ์จริงด้วยภาษาง่ายๆ ชวนติดตาม







