posttoday
เรียนรู้อดีต ส่องอนาคต

เรียนรู้อดีต ส่องอนาคต

29 พฤศจิกายน 2557

ว่ากันว่า ถ้าเรียนรู้อดีต จะเข้าใจปัจจุบัน จะแลเห็นอนาคต...

ว่ากันว่า ถ้าเรียนรู้อดีต จะเข้าใจปัจจุบัน จะแลเห็นอนาคต...

เฉียนหลงฮ่องเต้ กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ชิง ขึ้นครองราชสมบัติขณะอายุได้ 25 ปี และครองราชย์ยาวนานถึง 60 ปี แม้ช่วงนั้นจะมีการใช้อำนาจสั่งปิดปากบัณฑิตห้ามวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบ้านเมือง แต่ไม่ห้ามชูสามนิ้วถึงจะเข้มงวดบางเรื่องแต่ก็ผ่อนคลายหลายประการ พระองค์เลยสามารถสร้างความสมานฉันท์และขยายราชอาณาจักรไปได้อย่างกว้างขวาง บ้านเมืองมีความสงบสุข ถือว่าเป็นยุคทองของแผ่นดินจีนได้อย่างแท้จริง

การขยายราชอาณาจักรของท่านนั้นเกี่ยวพันกับเมืองไทยอยู่เล็กๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือ นักประวัติศาสตร์ให้ข้อสังเกตว่า ถ้ายื้อศึกไปได้อีก 15 วัน ก็จะไม่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองให้กับพม่าแน่ เพราะห้วงเวลาเดียวกันนั้น จีนได้ยกทัพมาบุกพม่า เป็นเหตุให้พระเจ้ามังระต้องสั่งอะแซหวุ่นกี้ถอนทัพไปรับมือกับเฉียนหลงฮ่องเต้

เฉียนหลงฮ่องเต้ประสบความสำเร็จมาก และพระองค์ก็เป็นฮ่องเต้ที่มีชีวิตที่มีสีสันสุดๆ พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน จนนักเขียนชั้นหลังเอาเรื่องมาผูกเป็นนวนิยายสารพัดเรื่อง เช่น องค์หญิงกำมะลอ ฯลฯ แต่เฉียนหลงฮ่องเต้ก็ต้องมาด่างพร้อยเพราะคนคนหนึ่งหลังครองราชย์มาถึง 40 ปี ประวัติศาสตร์จีนก็เปลี่ยนไป เมื่อวันหนึ่งเฉียนหลงเสด็จมาประทับเกี้ยว แล้วเจ้าหน้าที่หาพระกลดไม่พบ พระองค์ทรงปรี๊ดแตก ถามว่า ใครสมควรรับผิดชอบปรากฏว่า ในเวลาที่มิมีใครกล้าเสนอหน้านั้น มหาดเล็กคนหาบเกี้ยวรูปหล่อผู้หนึ่ง กรุณาอย่ามโนว่าจะพิมพ์ประพายละม้าย ณเดชน์ มาริโอ้ หรือ เจมส์ จิ เพราะต้องตี๋ๆ หน่อย ก็นึกว่าเป็นประมาณ เจมส์ มาร์ โผล่ออกรับหน้า

โอ้ว...แค่เห็นเจ้าหนุ่มนั่น เฉียนหลงฮ่องเต้แปลบเข้าไปถึงหัวใจ

ไม่รู้ท่านโดนของอะไร แต่นักประวัติศาสตร์เมาท์กันว่า เฉียนหลงฮ่องเต้มิได้นิยมบริโภคถั่วดำหรอก หากแต่เจ้าหนุ่มนั่นหน้าตาละม้ายคล้ายกับนางสนมคนหนึ่ง ซึ่งมีเหตุให้ถูกประหารไปเพราะเซ่อซ่าเดินมาชนท่านสมัยยังเป็นรัชทายาท ทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก พอเห็นหน้ามหาดเล็กผู้นี้เหมือนเธอคนนั้นเลยถึงกับตะลึงไป

นับแต่นั้นมาดวงเจ้า “เหอเซิน” มหาดเล็กหามเกี้ยวก็พุ่งปรู๊ดยิ่งกว่าติดจรวด

มิใช่แค่ได้เป็นนายพลชั่วข้ามคืนตอนอายุแค่ 24 ประจวบกับความที่เหอเซินเป็นคนคล่อกและคล่อง ใช้งานอะไรได้ดั่งใจไปหมด ตำแหน่งความรับผิดชอบเลยไหลมาเทมา

นอกจากได้เป็นนายพลแล้ว เขายังได้เป็นเสนาบดีกระทรวงสรรพากร เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์ เป็นองคมนตรี เป็นอธิบดีกรมทางหลวงเก็บค่าผ่านทางเข้าเมืองหลวง และเป็น ผบช.น.กรุงปักกิ่ง ฯลฯ

หนักกว่านั้นคือ เหอเซินยังได้เป็นพระราชบุตรเขย เพราะเฉียนหลงฮ่องเต้ยกพระราชธิดาองค์หนึ่งให้แต่งงานกับเขาด้วย

เหอเซินเลยใหญ่คับฟ้า ชนิด 20 ปีสุดท้ายในรัชกาลเฉียนหลงฮ่องเต้นั้น เว้นแต่องค์ฮ่องเต้แล้ว ไม่มีใครใหญ่เท่าเหอเซิน

น่าเสียดายว่า เหอเซินเป็นคนโลภ แค่รายได้ตามหน้าที่ก็คงอักโขอยู่แล้ว แต่เขาไม่พอ เลยยักยอกบังหลวง คอร์รัปชั่น เปิดซื้อขายตำแหน่ง กินนอกกินใน กินตรงกินอ้อม กินแบ่งกินรวบ ครบสูตร แต่ดูเหมือนยุคนั้นยังไม่มีการค้าน้ำมันเถื่อน

การกระทำของเขาเป็นที่โจษจันกันทั้งแผ่นดิน แต่ เห่อๆ...เหอเซินไม่กลัวใคร

เขาอยู่ดีมีสุขมาเรื่อยแม้เฉียนหลงฮ่องเต้สละราชสมบัติให้เจียชิ่งผู้เป็นพระราชบุตรแล้ว บารมีของอดีตฮ่องเต้ยังคุ้มศีรษะเหอเซินมาอีก 3 ปี แต่หลังเฉียนหลงสวรรคตได้เพียงแค่วันเดียว เจียชิ่งฮ่องเต้ก็สั่งจับกุมและยึดทรัพย์เหอเซินทันที

โดยมิต้องตั้งคณะกรรมการ คตส.มาดำเนินการ ทางการก็ยึดทรัพย์เหอเซินได้ถึง 1,000 ล้านตำลึง เท่าที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินเหล่านั้นประกอบด้วย ธนาคาร (ร้านตั๋วแลกเงิน) 40 แห่ง โรงรับจำนำ 75 แห่ง เงินสด 240,000 แท่ง มูลค่าราว 10 ล้านตำลึง ทองคำ 84,000 ตำลึง เครื่องเพชรมูลค่า 8 ล้านตำลึง โรงแรมรีสอร์ท 3,000 ห้องที่ดิน 120,000 เอเคอร์ จานทอง 119 ใบ ชามทองคำ 4,288 ใบ ไม่นับเครื่องลายคราม ผ้าไหม ของมีค่าควรเมืองอื่นๆอีกสุดคณานับ ความร่ำรวยของเหอเซินนั้นมากขนาดวอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เขาเป็นหนึ่งใน 50 อันดับของ คนที่รวยที่สุดในโลก และเป็น 1 ใน 2 คนที่รวยมากที่สุดในโลกยุคศตวรรษที่ 18

การยึดทรัพย์เหอเชิน ทำให้เกิดสำนวนจีนขึ้นว่า เหอเซินล้มกลิ้ง เจียชิ่งพุงกาง

ก็จะไม่กางได้ไงล่ะ เพราะงบประมาณของแผ่นดินที่ได้มาจากภาษีอากรของจีนในยุคนั้นอยู่ที่ 70 ล้านตำลึงเท่านั้นเอง เรียกว่ายึดทรัพย์สินเหอเซินมาได้ ไม่เก็บภาษีราษฎรสัก 10 ปี หลวงยังมีเงินใช้จ่ายสบายมือ อยากจะทำโครงการน้ำหรือรถไฟความเร็งสูงก็ทำได้ ไม่ต้องไปกู้ใครให้เสียดอก

การคอร์รัปชั่นของเหอเซินนี่เองที่บ่อนเซาะให้แผ่นดินจีนยุคนั้นอ่อนแอลงจนฮวบฮาบ กระทั่งผ่านมาอีก 50 กว่าปีต่อมา ซูสีไทเฮาเข้ามามีอำนาจ ระบบที่อ่อนแอเลยไม่สามารถรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ได้ สุดท้ายเสื่อมทรุดก็ดำเนินมาจนถึงที่สุด เลยเสียบ้านเสียเมืองในกาลต่อมา

ว่ากันว่า ถ้าไม่เข้าใจปัจจุบัน ให้ศึกษาอดีต ถ้าเรียนรู้อดีต จะเข้าใจปัจจุบัน และจะแลเห็นอนาคต

เรื่องนี้เป็นอมตะพจน์โดยแท้...

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน