
วางแผนชีวิต...พร้อมเกษียณ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ในวัย 74 ปี ได้เขียน “ชรากถา”น่าคิดสำหรับกฎของการใช้ชีวิตในวัยทองอย่างมีความสุขไว้ ซึ่งสามารถเป็นเป้าหมายชีวิตในระยะยาวสำหรับคนหนุ่มสาว เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยชรา ดังนี้
ประการแรก อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัวและเป็นอิสระ
ประการที่สอง ถือครองเงินฝากธนาคารและทรัพย์ไว้กับตัวเอง
ประการที่สาม อย่าไปคาดหวังว่าลูกเต้าจะดูแลตอนแก่
ประการที่สี่ หาเพื่อนเพิ่มคบทุกวัย
ประการที่ห้า อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น
ประการที่หก อย่าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตลูก
ประการที่เจ็ด อย่าเอาความชรามาเป็นข้ออ้าง เพื่อเรียกร้องความเคารพนับถือและความสนใจ
ประการที่แปด ให้ฟังเสียงผู้อื่นแต่ให้วิเคราะห์และปฏิบัติตามที่คิดอย่างอิสระ
ประการที่เก้า ให้สวดมนต์แต่อย่าร้องขอจากพระ
ประการที่สิบ “อย่าเพิ่งตาย”
การเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของมนุษย์เงินเดือนที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ การออมเงินภาคบังคับผ่านกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ ที่เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2541 กองทุนนี้จะจัดเก็บเงินสมทบในอัตรา 6%ของค่าจ้าง (นายจ้าง 3% + ลูกจ้าง 3%) เพดานค่าจ้างไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท เมื่อลูกจ้างเกษียณโดยมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และได้สมทบไม่ต่ำกว่า 180 เดือน จะมีสิทธิรับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต บำนาญนี้คิดตามสูตร เริ่มต้นที่ 20%ของค่าจ้าง เพดานค่าจ้างไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท เช่นกัน (ตัวอย่าง คนที่เงินเดือนเกินเพดาน 1.5 หมื่นบาท จะได้บำนาญ = 20% x 1.5 หมื่นบาท = 3,000 บาท ต่อเดือนตลอดชีวิต) ในปีที่ตั้งกองทุนนี้ (พ.ศ. 2540-2541) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสูงถึง10-11% คนที่ออกแบบกองทุนคงคำนวณว่า
ถ้าเก็บเงินสมทบในอัตรา 6% เอาไปลงทุนให้ได้ 10-11% ต่อปี น่าจะมีเงินพอจ่ายบำนาญในอัตรา 20% ... แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังจากนั้น คือ อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงมาโดยตลอด ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 2% ดอกเบี้ยพันธบัตรอยู่ที่ 3-4% สำนักงานประกันสังคมนำเงินไปลงทุนทั้งในพันธบัตรและหุ้น ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ทำอย่างไรก็ไม่มีทางถึง 10% จากที่เคยคาดไว้
เมื่อทบทวนการคาดการณ์กันใหม่ ประกอบกับการที่คนไทยมีอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ (ทำให้ได้รับบำนาญนานขึ้น) ก็พบว่า หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เงินที่สะสมไว้ในกองทุนอาจจะไม่พอจ่ายบำนาญในอีก 30 ปีข้างหน้า สิ่งที่ทีมงานของสำนักงานประกันสังคมได้ลงมือทำมา 3-4 ปีแล้ว คือ การนำ
เสนอผลการคาดการณ์ไปยังฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง เพื่อให้พิจารณาทบทวน
ทั้งนี้ ทีมงานดังกล่าวคิดว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว ที่ต้องคำนวณและแจ้งเตือนกันล่วงหน้าถึง 30 ปี ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาเกิดจึงค่อยแก้... แต่ที่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะการเมืองไทยไม่นิ่ง ยังไม่มีรัฐบาลใดกล้าหาญและอยู่นานพอที่จะลงมือแก้ปัญหานี้
ล่าสุดกำลังมีการเสนอแก้กฎหมายไปยังสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ผู้ประกันตนที่เกษียณสามารถเลือกได้ว่า จะรับ“บำเหน็จ” เป็นเงินก้อนครั้งเดียว เท่ากับเงินที่ออมบวกดอกผลการลงทุน หรือรับ “บำนาญ” จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
หากแก้กฎหมายได้และมีผู้ประกันตนจำนวนมากเลือกรับ “บำเหน็จ” ปัญหาเรื่องกองทุนจะมีเงินไม่พอจ่ายก็จะหมดไป ทั้งนี้การรับ “บำเหน็จ” ก็มีข้อเสีย ตรงที่บางคนได้เงินก้อนไปแล้วอาจใช้จ่ายหมดเร็ว ซึ่งหลังเกษียณจะไม่มีเงินรายได้ทางอื่นอีก การเปิดให้เลือกรับ “บำเหน็จ” จึงต้องมาพร้อมกับคำเตือนให้ประชาชนต้องออมเงินเพิ่มและระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย







