
ควบบิ๊กไบค์ช่วยเหลือประชาชน
กว่าที่เส้นทางการเมืองระดับท้องถิ่นของ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร อดีตประธานสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
กว่าที่เส้นทางการเมืองระดับท้องถิ่นของ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร อดีตประธานสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตจอมทอง หรือ “เฮียล้าน” นักการเมืองท้องถิ่นจอมเก๋าจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่นั่งเก้าอี้ สก.เขตจอมทองติดต่อกันหลายสมัย ผู้ผลักดันให้ กทม.ได้รับการพัฒนาหลายด้าน อาทิ การแก้กฎหมาย การผลักดันโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า ฯลฯ จนกระทั่งมีทุกวันนี้ได้ต้องสั่งสมประสบการณ์และบารมีมายาวนานตลอดชีวิต
จุดเริ่มต้นก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมืองระดับท้องถิ่น มาจากการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ บนความตั้งใจที่ไม่ว่าจะช่วยได้หรือไม่ก็อยากจะช่วยเหลือไว้ก่อน ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เป็นมาโดยตลอด ทำให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นสารวัตรกำนัน เมื่อ พ.ศ. 2522 ซึ่งในสมัยนั้นยังมีตำแหน่งนี้อยู่
จากการเป็นเจ้าพนักงานชั้นผู้น้อย จึงทำให้สามารถทำงานอย่างเข้าถึงผู้คนในพื้นที่เขตจอมทองได้เรื่อยมา สั่งสมประสบการณ์และในที่สุดก็มีแมวมองมาชักชวนให้ลองเข้าสู่เส้นทางการเมือง ซึ่งในขณะนั้นพรรคประชากรไทยเข้ามาชวนเป็นพรรคแรก ถัดมาคือพรรคพลังธรรม ขณะนั้นพล.ต.จำลอง ศรีเมือง สมัยเป็นหัวหน้าพรรค กำลังโด่งดังอย่างมาก ไม่ว่าใครลงสมัครเขตใดเป็นอันได้รับเลือกเกือบทั้งหมด ก็ยังเคยมาชวน 3-4 รอบ แต่ปฏิเสธไปหมด
ทว่าตัวเขาเลือกตัดสินใจลงสมัครให้พรรคประชากรไทยในสมัย สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค จนเขาสามารถชนะการเลือกตั้ง สก.มาได้ในที่สุด
“ชัยชนะที่ได้มาเกิดจากการชนะใจผู้คนในพื้นที่ โดยยึดหลักให้ความเสมอภาคกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่น นาย ก. อยู่บ้านโทรมๆ ไม่มีจะกิน เดินทางมาขอความช่วยเหลือ เราจะไปรังเกียจเขาไม่ได้ หรือบางคนเป็นมหาเศรษฐี นั่งรถหรูมาหา เราก็ต้องให้การต้อนรับที่เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่าง เราจะไม่แยกแยะว่าไอ้นี่สีแดง สีเหลือง หรือสีอะไร ช่วยเหลือหมด ทำให้ตลอด แล้วใครมาหา ผมจะประสานงานให้เขาเห็นเลยว่าเรื่องร้องทุกข์ของเขาถูกดำเนินการแก้ไขทันที ไม่ใช่แค่เฉพาะเขตจอมทองเท่านั้น แต่คนนอกเขตก็ยังเคยมาขอคำปรึกษาเช่นเดียวกัน”
เฮียล้าน ยอมรับว่า การเมืองทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่บ้าง ทำให้ประชาชนแตกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งเหลืองและแดงอย่างชัดเจน บางครั้งไปร่วมงานออกสังคมก็มีบ้างที่เจอความเกลียดชังพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้อนรับ แต่ก็ไม่ได้คิดมากอะไร เพราะคิดว่าอย่างน้อยคนที่มาร่วมงานเขาได้เห็นว่าเรามา ซึ่งก็พยายามหลีกเลี่ยงการทะเลาะกันมาโดยตลอด แม้กระทั่งการไปแจกโบรชัวร์แนะนำตัวผู้สมัครระหว่างการเลือกตั้งก็ถูกฉีกขาดต่อหน้าต่อตา ความรุนแรง ความแตกแยก คือสิ่งที่นักการเมืองกังวลที่สุด เราไม่อยากเห็นภาพความขัดแย้งเช่นนี้ ความเป็นคนไทย เป็นพี่เป็นน้องกันน่าจะดีกว่านี้
“เราเกิดที่จอมทอง ก็ต้องตายที่นี่ ดังนั้นจึงตั้งใจทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน รู้แต่เพียงว่าเราเป็นที่พึ่งให้เขาได้ ดังนั้นเขาจึงมาร้องเรียนขอให้เราช่วย นั่นคือหัวใจหลักของการตั้งมั่นว่าจะช่วยเหลือคน ส่วนเราก็ต้องมาคิดต่อว่าจะแก้ไขให้เขาได้อย่างไรบ้าง” เฮียล้าน กล่าว
ส่วนตัวคิดว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังมาถูกทางแล้ว ทว่าเรื่องของกลุ่มสีต่างๆ ถูกฝังรากลึกลงไปมาก แต่ก็เชื่อว่าเริ่มอ่อนแรงลงทุกขณะ
เขาเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลยุคนี้วางระบบเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้มีความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ก็เชื่อว่ากระบวนการขับเคลื่อนให้ประชาชนมีความสามัคคีมากขึ้นก็เป็นได้ ขณะนี้สังเกตได้เลยว่าทหารเข้าแทรกซึมทุกที่ เช่น ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ปัญหาอบายมุข เงินกู้นอกระบบ เชื่อว่ารัฐบาลจะมีการประเมินว่าเขตไหนเป็นอย่างไร พฤติกรรมของนักการเมืองเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อรวบรวมข้อมูลให้รู้ว่าจะแก้ปมปัญหาที่จุดใด
อดีตประธาน สก.ผู้นี้ ตั้งความหวังว่า กรุงเทพฯ ยังต้องมีการปรับปรุงในเรื่องหลักที่สำคัญคือ ระบบขนส่ง ไฟฟ้า กล้องซีซีทีวี โดยเฉพาะเรื่องระบบขนส่งมวลชน ต้องครอบคลุมให้ทั่วทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร ในสมัยยุค พล.ต.จำลอง กว่าที่รถไฟฟ้าเส้นแรกจะเกิดขึ้นได้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากคุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ที่ไม่ต้องการให้มีการสร้างสถานีรถไฟฟ้าใกล้โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย แล้วทุกวันนี้เป็นอย่างไร สุดท้ายหลายที่ต้องการให้รถไฟฟ้าไปลงใกล้ๆ มูลค่าของที่ดินก็จะเพิ่มขึ้นอีก
เรื่องรถไฟฟ้า กว่าจะสร้างได้ยากลำบากมาก เพราะเอกชนที่เข้ามาลงทุนก่อสร้างขาดทุนยับเยิน ดังนั้น ทาง กทม.จึงต้องร่วมลงทุนคนละครึ่ง จึงต้องขอความเห็นจากคณะรัฐมนตรี ระหว่างนั้นเบื้องลึกเบื้องหลังจากผู้บริหารของรถไฟฟ้า เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นได้พยายามบีบไม่ต่อสัญญากับบริษัทเอกชนแห่งนี้ และไม่อนุญาตเปิดเส้นทางวิ่งใหม่ ทำให้บริษัทถูกบีบเพื่อให้ขายหุ้นบริษัทในราคาถูกที่สุด เป็นที่มาของการขับเคลื่อนรถไฟฟ้าที่ต้องหยุดชะงักไป 4-5 ปี สุดท้าย กทม.ต้องใช้เงินงบประมาณลงทุนเองถึงจะดำเนินการก่อสร้างขึ้นมาได้ เรื่องนี้ต้องมีคนพูดความจริง
สุทธิชัย กล่าวอีกว่า ตัวอย่างความเดือดร้อนที่มีประชาชนต้องการความช่วยเหลือ เช่น พื้นที่น้ำท่วมขังเป็นประจำ หรือพื้นที่ส่วนกลางที่เอกชนจ้องจะฉวยโอกาสลิดรอนนำพื้นที่สาธารณะมาสร้างตึกสร้างบ้านจัดสรร รวมถึงปัญหาไฟฟ้า ถนนตรอกซอกซอยมืดมิดเสี่ยงอันตราย
ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของการเป็นสมาชิกสภา กทม. ที่ผ่านมาได้ดำเนินการแก้กฎหมาย ที่ดินที่มีผู้ใช้สอยร่วมกันเกิน 10 ปี มีผู้ได้รับความเดือดร้อนเกิน 5 ราย จากปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซาก ให้เจ้าหน้าที่ กทม.และเขตสามารถเข้ามาสำรวจได้ทันที และดำเนินการประกาศปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวโดยใช้งบประมาณของสภา กทม.ได้ทันที
การแก้กฎหมายที่เกิดขึ้นนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากทั้งกับประชาชนในพื้นที่และอำนาจหน้าที่ของข้าราชการ กทม.สามารถเข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ติดตั้งไฟส่องสว่าง ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ทั่วทั้ง กทม.ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายนี้ทั้งหมด
การช่วยเหลืออีกอย่างคือ การปรับปรุงแก้ไขสะพานบางขุนเทียน ที่ก่อนหน้านี้มีลักษณะเป็นคอขวด จาก 4 ช่องทางจราจร ถูกบีบให้เหลือแค่ 2 ช่องเท่านั้น แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเคยมาขอร้องว่าทำอย่างไรที่จะขยายถนนในส่วนนี้ได้ จึงนำปัญหาเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา แล้วให้ผู้บริหาร กทม.ตั้งงบประมาณขึ้นมาเพื่อจ้างผู้รับเหมาปรับปรุงช่องทางจราจรให้เป็น 4 ช่องทางเท่ากัน ผลที่เกิดขึ้นทำให้การจราจรทุกวันนี้วิ่งได้อย่างสะดวก
สุทธิชัย กล่าวอีกว่า ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ของงานบริหาร กทม.แบบใหม่ คือ อาจจะมีผู้ว่าฯกทม.ได้หลายคน แบ่งกันดูแลคนละ 7 เขต จากทั้งหมด 50 เขต เพื่อช่วยผู้ว่าฯกทม.(ใหญ่) ทำงานหรือถ่วงดุลอำนาจ เป็นต้น ซึ่งจะเหมือนกับต่างประเทศ เพราะใน กทม.มีประชากรอยู่เป็นจำนวนมากกว่าตัวเลขประชากรตามทะเบียนบ้านเพียง 6 ล้านคนเท่านั้น แต่มีประชากรจากทั่วทั้งประเทศเข้ามาทำมาหากิน โดยงบประมาณปีละ 7 หมื่นล้านบาท รวมกับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลก็ยังไม่สามารถดูแล กทม.ได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น กทม. ยังต้องเดินหน้าพัฒนาในอีกหลายด้านต่อไป
สำหรับชีวิตโลดโผนส่วนตัวของเฮียล้าน มีบทบาทอีกด้านหนึ่งคือ เป็นประธานกลุ่มบิ๊กไบค์ บางมดไรเดอร์ มักชื่นชอบการออกทริปขับขี่เป็นประจำ และส่วนใหญ่มีเป้าหมายการเดินทางไปช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ มุ่งเน้นทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม
เริ่มแรกเดิมทีสมัยอายุ 17 ปี ตั้งแต่เรียนจบมาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ของบริษัทแห่งหนึ่ง รู้สึกหลงใหลรถจักรยานยนต์เป็นพิเศษ เขาพยายามเก็บออมเงินเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิตทั้งยังเป็นมือสองอีกด้วย นั่นคือ ฮอนด้า รุ่น 50 ซีซี ในขณะที่เพื่อนๆ ขับยามาฮ่า รุ่นแมวป่า 125 ซีซี ดูหล่อเท่และรวดเร็ว ทว่าเวลารวมกลุ่มออกทริป เฮียล้านมักจะขับตามคนอื่นไม่ทันอยู่เป็นประจำ เพราะขนาดเครื่องยนต์เล็กทำให้มีกำลังน้อย จากนั้นจึงเปลี่ยนมาเป็น ซูซูกิ เอ 100 ช่วงนั้นหลงใหลเสียงเครื่องยนต์ที่ออกมาจากท่อไอเสียคู่ ทำให้ยิ่งรู้สึกติดใจแล้วอยากขยับขยายซีซีเครื่องยนต์ให้มากขึ้นกว่านี้
ทุกวันนี้นับได้ว่าเขาเป็นนักสะสมบิ๊กไบค์ตัวยง เพราะมีรถบิ๊กไบค์ไม่ต่ำกว่า 6 คัน ที่จอดอยู่ในโรงรถที่ตกแต่งขึ้นให้เป็นห้องพักผ่อนนั่งเล่นยามว่าง ซึ่งรูปแบบของรถจักรยานยนต์แต่ละคันที่เขาสะสมจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอาทิ บีเอ็มดับเบิลยู จีเอส เหมาะสำหรับการเดินทางผ่านพื้นที่ทุรกันดาร ส่วนฮาเลย์ เดวิดสัน จะเน้นอเมริกันสไตล์ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่ม และฮอนด้า โกลด์วิง จีแอล สีดำ เครื่องยนต์ 1,800 ซีซี มาพร้อมเครื่องเสียงคุณภาพไว้ฟังยามขับขี่ออกต่างจังหวัด
“การขับขี่บิ๊กไบค์ของผม ทำให้รู้สึกเป็นอิสระมากกว่าการขับรถยนต์ เหมือนเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง สิ่งใดที่เราชอบถ้าทำแล้วมีความสุขก็ทำมันอย่างตั้งใจและเต็มที่”เฮียล้าน กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม







