
เฉียบขาดทุจริต
ผลสะท้อนจากการสำรวจผู้ประกอบการล่าสุดที่ออกมาว่ายังมีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมากถึง 30-50% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งไม่ได้ลดลงเลยจากที่ผ่านมา สิ่งนี้ นับเป็นการชี้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทย เป็นเรื่องใหญ่ที่ฝังรากลึกเกินกว่าที่จะใช้วิธีปกติธรรมดาแก้ปัญหาได้ ดังนั้นหากรัฐบาลมีความตั้งใจและประกาศเป็นนโยบายจะแก้ปัญหาทุจริตจริง คงต้องทำอะไรที่มากกว่า 2 เดือนที่เข้าบริหารประเทศแล้ว
ผลสะท้อนจากการสำรวจผู้ประกอบการล่าสุดที่ออกมาว่ายังมีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมากถึง 30-50% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งไม่ได้ลดลงเลยจากที่ผ่านมา สิ่งนี้ นับเป็นการชี้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทย เป็นเรื่องใหญ่ที่ฝังรากลึกเกินกว่าที่จะใช้วิธีปกติธรรมดาแก้ปัญหาได้ ดังนั้นหากรัฐบาลมีความตั้งใจและประกาศเป็นนโยบายจะแก้ปัญหาทุจริตจริง คงต้องทำอะไรที่มากกว่า 2 เดือนที่เข้าบริหารประเทศแล้ว
ตามที่ทราบกันถึงผลสำรวจผู้ประกอบการของหอการค้าไทย ที่ออกมาว่าการต่อต้านคอร์รัปชั่นในประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งยังมีการทุจริต 30-50% คิดเป็นตัวเงินปีละ 2-3 แสนล้านบาท ยังไม่รวมถึงโครงการรับจำนำข้าว ที่ล่าสุดกระทรวงการคลังปิดบัญชีข้าวค้างในสต๊อกรัฐ 19 ล้านตัน ขาดทุนรวม 6.82 แสนล้านบาท
หอการค้าไทยชี้ให้เห็นว่า เดิมมีการพูดกันว่ามีการจ่ายให้นักการเมือง 30% ตอนนี้อยู่ในช่วงไม่มีนักการเมือง ซึ่งต้นทุนจ่ายใต้โต๊ะน่าจะลดได้ 30% แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พูดว่า ไม่ได้ลดลง
ประเด็นดังกล่าว โดนตอกย้ำด้วยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ว่าปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของรัฐและข้าราชการทุจริต 30% ส่วนที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะมากถึง 50% ยังไม่เกิดขึ้นชัดเจนเหมือนรัฐบาลที่มาจากนักการเมือง แต่ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ก็รายงานว่า ในส่วนของภาคเอกชน ก็มีการสำรวจพบว่ามีการทุจริตภายในองค์กรเอกชนเองมากถึง 80%
จากผลดังกล่าว รัฐบาลคงต้องทั้งตรวจสอบด้วยหน่วยงานภายในและจ้างองค์กรภายนอกเข้ามาตรวจสอบแล้วว่า การทุจริตที่ว่ายังมาก 30-50% เป็นการทุจริตในขั้นตอนผู้รับหรือผู้จ่ายกินกันเอง เพราะภาคเอกชนในฐานะผู้จ่ายใต้โต๊ะ มีการทุจริตในองค์กรถึง 80% ส่วนฝ่ายรับภาครัฐ ข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ที่มีการทุจริตแน่ๆ ถึง 30% สิ่งนี้รัฐบาลก็ควรเข้าไปจัดการ เมื่อตรวจพบว่าอยู่ขั้นตอนไหน โดยเฉพาะในขั้นผู้บริหารระดับสูง ยิ่งต้องกล้าลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง
เห็นได้จากในต่างประเทศที่เป็นต้นแบบการปราบทุจริตสำเร็จ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง แต่ละประเทศล้วนมีหน่วยงานขึ้นตรงกับนายกฯ เพื่อจัดการกับผู้ทุจริต โดยเฉพาะกับ ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งปัจจัยแก้ทุจริตให้ได้ผล นอกจากตัว ผู้นำสูงสุดต้องเอาจริง ถัดมาคือต้องกล้าลงโทษผู้บริหารระดับสูง ไม่ใช่ลงโทษแค่ปลาซิวปลาสร้อยชั้นผู้น้อย
นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมต้องเร็ว ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นจนถึงขั้นปลาย ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้จะเสนอให้มีศาลคดีทุจริตขึ้นมาโดยเฉพาะ มีการเพิ่มโทษทุจริตและกำหนดให้คดีทุจริต ไม่มีกำหนดหมดอายุความ ซึ่งหากรัฐบาลจริงใจแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ปัญหากัดกินเข้าถึงเนื้อใน ก็ควรเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรม







