
คนนิสัยดี ไม่มีวันรวย? ตอน 1
“คนรวยมักเป็นคนนิสัยไม่ดี” หรือ “คนรวยเห็นแก่ตัวทุกคนนั่นล่ะ” คำพูดนี้ใครเคยพูดติดปากหรือมีความเชื่อแบบนี้กันบ้างคะ
“คนรวยมักเป็นคนนิสัยไม่ดี” หรือ “คนรวยเห็นแก่ตัวทุกคนนั่นล่ะ” คำพูดนี้ใครเคยพูดติดปากหรือมีความเชื่อแบบนี้กันบ้างคะ เชื่อว่าหลายๆ คนก็แอบคิดแบบนี้แม้จะไม่พูดออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักได้ยินเสมอๆ ซึ่งสำหรับหนูดีแล้วคิดว่า ไม่ว่าคนจะรวยจะไม่รวย จะสวยจะไม่สวย ผิวขาวผิวดำ ตัวสูงตัวเตี้ย ตัวผอมตัวอ้วน ก็ล้วนแต่มีอัตราส่วนของคนดีคนไม่ดีผสมปนเปกันอยู่ทั้งนั้น ถึงแม้เราจะยกคนกลุ่มไหนขึ้นมาพูด อัตราส่วนก็ต้องมีผสมกันอยู่นั่นเอง
แต่ที่น่าสนใจกว่าก็คือ แล้วในเมื่อคนเรามักคิดว่าคนรวยนิสัยไม่ดี ถ้าอย่างนั้นลองกลับสมการดูก็หมายความว่า “คนนิสัยดีจะไม่มีวันรวยเลยหรือ” ข้อนี้น่าคิด เพราะความรวย หรืออิสรภาพทางการเงินเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ (และทุกรุ่น)ใฝ่ฝันหา แม้หลายคนจะบอกว่า “เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญของชีวิต” แต่จริงๆ แล้วก็คือ แม้เงินอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต แต่เงินสำคัญสำหรับทุกเรื่องที่ต้องใช้เงิน และไม่สำคัญเลยสำหรับเรื่องที่ใช้เงินแก้ปัญหาไม่ได้
ดังนั้น หากเราบอกว่า “ความรักสำคัญที่สุดในชีวิต” เราก็ต้องรักใครสักคนใช่ไหมคะ สมมติ คนที่เรารักเป็นลูกของเรา หากวันหนึ่งตรวจพบว่าลูกของเราเป็นมะเร็ง เราจะอยากได้การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเราไหม เราสามารถวิ่งไปหาคุณหมอที่เก่งที่สุดและขอจ่ายเป็น “ความรัก” ได้ไหม ก็คงไม่ได้ เราก็ต้องจ่ายเป็นเงิน ดังนั้น การมีศักยภาพทางการเงินในระดับหนึ่งย่อมเป็นการรับประกันว่า เรามีศักยภาพที่มีมูลค่าต่อโลกภายนอก (นอกจากโลกเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความรักของเรา) ที่จะดูแลสิ่งที่เรารักที่สุดในชีวิตได้ เงินคงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด (และไม่ควรเป็นด้วย) แต่เงินคืออุปกรณ์ที่ใช้การได้ง่ายสุดและดีสุดในการดูแลและปกป้องสิ่งที่เรารัก รวมถึงอำนวยให้เรามีชีวิตแบบที่เรา “เลือกเองได้” ไม่ใช่โดนระบบบงการให้เราต้องหาเงินไม่มีวันจบสิ้น มีคนเคยตั้งคำถามนี้แล้ว คำถามที่ว่า “คนนิสัยดีจะไม่มีวันรวยจริงๆ หรือ” และเขียนออกมาเป็นหนังสือแล้วด้วย ซึ่งหนูดีได้มาหลายปีแล้วก็ยังคงอ่านซ้ำไปซ้ำมาและยกให้เป็นหนังสือเล่มโปรดเล่มหนึ่งเลยทีดียว มีชื่อว่า “Nice Girls Don’t Get RICH: 75 Avoidable Mistakes Women Make with Money.” โดย Lois P. Frankel, PhD. ที่แปลตรงตัวเลยว่า “ผู้หญิงดีๆ ไม่มีวันรวย” แต่หลังจากหนูดีอ่านจบและอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแล้วบอกได้เลยว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของพวกเราทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือเป็นชายก็ตามเมื่อเราพูดถึง “คนนิสัยดี” พวกเขามักมีพฤติกรรมอย่างไรบ้างคะ สิ่งแรกที่เรามักนึกถึงก็คือ เขาเป็นคนใจดี ช่วยเหลือคนอื่น อะลุ้มอล่วย ปฏิเสธใครไม่เป็น ไว้ใจคนง่าย ฯลฯ นิสัยเหล่านี้ดีนะคะ ไม่ใช่ไม่ดี แต่นักเขียนคนนี้เธอบอกว่า มันจะทำให้เราไปไม่ถึงไหนในเรื่องการเงิน ไม่เพียงแต่ไม่รวยเท่านั้นแต่มันยังจะทำให้เราเป็นหนี้ ไม่มีเงินเก็บ และไม่มีวันแม้แต่จะฝันถึงคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” เลย สำหรับหนูดีแล้วคิดว่า การเป็นคนนิสัยดีและมีความมั่นคงทางการเงินนั้นเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันได้ แต่บางครั้งการอ่านหนังสือของคนที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับเราบ้างก็เปิดโลกของเราเหมือนกัน หากใครคิดจะอ่านหนังสือเล่มนี้ (หนอนหนังสือแบบหนูดีแนะนำอย่างยิ่ง) หากขี้เกียจสั่งจากอเมซอนและเสียค่าส่งแพงๆ เราก็สามารถสั่งให้ Kinokuniya หรือ Asia Book สั่งให้เราได้ ไม่มีค่าบริการและค่าเมลอากาศค่ะ รอสัก 2 สัปดาห์) ก็จะพบว่า นักเขียนไม่ได้แนะนำให้เราทำนิสัยให้ไม่ดีแต่เธอกำลังบอกให้เรายกเลิกนิสัยบางนิสัยที่ทำร้ายความมั่นคงทางการเงินของเรานั่นเอง เช่น “นิสัยปฏิเสธคนไม่เป็น” เพราะคนนิสัยดีมักขี้เกรงใจและคิดแทนคนที่มาขอความช่วยเหลือจากเราเสมอว่า ถ้าเราไม่ช่วยเขาแล้วเขาจะเป็นอย่างไรล่ะ หรือ “เขาจะคิดกับเราอย่างไร ว่าเราเป็นคนใจร้ายหรือเปล่า”
เคสที่เจอบ่อยที่สุดก็คือ “การขอยืมเงิน” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นเพื่อนสนิท ลูก พี่น้อง ญาติ หรือคนที่เรารักและเกรงใจ และที่สำคัญมักเป็นคนที่รู้ดีเสียด้วยว่า “เรามี” ดังนั้นหากเราไม่ให้ก็หมายความว่าเราหวงเงินก้อนนั้นไว้ให้ตัวเองโดยไม่แคร์ความเดือดร้อนของเขา
กรณีแบบนี้ คุณ Frankel บอกว่า ทำให้คนสูญเสียเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปนับไม่ถ้วนแล้ว ที่สำคัญคนที่ยืมไปมักไม่คืนเสีย ด้วย เราจะทวงก็กลายเป็นเสียลุคคนดีอีก เหนื่อยแทน
วิธีการคุณ Frankel แนะนำในหลายๆ เคสที่เธอเป็นที่ปรึีกษาก็คือ “ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล” บางคนอาจใช้วิธีบอกว่า “ที่ปรึกษาทางการเงินได้ช่วยรีวิวและบอกว่า ฉันคงให้ยืมไม่ได้เพราะไม่เช่นนั้นฉันจะไม่มีเงินเหลือพอไว้ซื้อประกันปลายปี” แต่หากคนที่ขอยืมรู้ว่าเราไม่มีที่ปรึกษาการเงิน ก็อาจบอกตรงๆ ว่า ให้ยืมทั้งก้อนไม่ไหวแต่ให้เงินช่วยแบบให้เปล่าเลยจะพอได้ไหม (เพราะส่วนใหญ่มักไม่ได้คืนอยู่แล้ว ช่วยกันไปเลยดีกว่า
บางคนขอยืมเป็นล้านแต่คนช่วยอาจช่วยหลักหมื่นหรือแม้กระทั่งหลักพัน) หรือ ฝืนใจและบอกเขาว่า ขอโทษจริงๆ ไม่สะดวกเลยโดยบอกว่าตอนนี้กำลังจัดระเบียบการเงินอยู่และเบิกเงินออกมาจากบัญชีฝากประจำไม่ได้ (บอกเขาแล้วทำด้วยนะคะ)“ไว้ใจคนผิด” เพราะคนดีๆ มักขี้ไว้ใจ และไว้ใจใครก็ไม่ง่ายเท่าไว้ใจคู่สมรส โดยเมื่อเราแต่งงานแล้วก็มักคิดว่า เงินเขาหรือเงินเราก็เงินของ “คู่เรา” ทั้งสิ้น และมอบหมายเรื่องการเงินให้อยู่ในมือคนคน เดียว
มีเคสที่นักเขียนท่านนี้พบก็คือ ภรรยารวยมากและเธอยกให้สามีดูแลเรื่องการลงทุนของเธอทั้งหมด ปัญหาคือ สามีติดการพนันและในเวลาเพียงไม่กี่ปีเขาได้ผลาญเงินมรดกของเธอจนแทบไม่เหลือเลย ดังนั้น การไว้ใจคนอย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญของสุขภาพการเงินของเรา สัปดาห์นี้เนื้อที่หมดแล้วค่ะ ยังมีเนื้อหาดีๆ สนุกๆ ที่ชวนคิดอีกมาก สัปดาห์หน้าหนูดีมาเล่าต่อนะคะ







