
ติดปีกฝัน ณ แดนจิงโจ้
คู่รักขับรถเที่ยวไม่ใช่เรื่องแปลกแน่นอน มันเป็นความคิดที่น่าสนใจ หลายคู่อยากทำใจจะขาด แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ลงมือหนุ่มสาวช่างฝัน “ตินกานต์” กับ “พจชพล” ฝันมานานที่อยากจะขับรถเที่ยว โดยตั้งเป้าว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปขับรถเที่ยวที่ต่างประเทศ
คู่รักขับรถเที่ยวไม่ใช่เรื่องแปลกแน่นอน มันเป็นความคิดที่น่าสนใจ หลายคู่อยากทำใจจะขาด แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ลงมือหนุ่มสาวช่างฝัน “ตินกานต์” กับ “พจชพล” ฝันมานานที่อยากจะขับรถเที่ยว โดยตั้งเป้าว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปขับรถเที่ยวที่ต่างประเทศ
เมื่อราว 2 ปีก่อน โอกาสนั้นก็กลายเป็นจริง เปล่า!! ทั้งคู่ไม่ได้ถูกรางวัลที่หนึ่งจากการชิงโชคชาเขียว ทว่ามันมาจากความตั้งใจและมุ่งมั่นของพวกเขาที่อยากสานฝันให้เป็นนามธรรม ทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วบ่ายหน้าสู่ออสเตรเลีย
ที่ออสเตรเลียคู่รักคู่นี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ชีวิตต่างแดนไม่ได้สวยหรู ภาพที่วาดหวังต่างกับโลกความจริงสิ้นเชิง แผนการเที่ยวถูกวางไว้ ใช่จะเริ่มต้นได้ทันควัน ทั้งคู่ต้องพยุงชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย ภายใต้คอนเซ็ปต์เที่ยวแบบเซฟๆ พวกเขาออกหางานทำ หั่นผัก ล้างจาน เสิร์ฟอาหาร
พจชพล : “มันเหมือน 3 เดือนแรกเป็นการโปรโมชั่นครับ คือเที่ยวตลอด แต่พอหลังจากนั้นพวกเราก็ต้องหันมาจัดการชีวิตใหม่ ต้องเรียนภาษา ต้องหางานพิเศษทำ”
ตินกานต์ : “พอหมดโปรโมชั่นก็ถือว่าหนักนะคะ สำหรับคนที่ไม่เคยไปต่างประเทศ ช่วงปีแรกเป็นอะไรที่ต้องปรับตัวเยอะมาก”
พจชพล : “ชีวิตที่นั่นเป็นการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไปจริงๆ เริ่มตั้งแต่การทำงานในครัวจนไปถึงการใช้ชีวิต เรื่อยถึงการท่องเที่ยว ทุกอย่างต้องค่อยๆ เรียนรู้”
ตินกานต์ : “จำได้ว่าวันแรกที่ทำงานครัว มันตรงกับวันที่ร้านมีปาร์ตี้ หนูนั่งล้างจาน น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่าฉันมาทำไมที่นี่”
สุดท้ายเธอกับเขาก็มีคำตอบกระจ่างชัด ทั้งคู่มาทำตามฝัน ด้วยการติดปีกโบยบิน ณ ดินแดนมหัศจรรย์
ตลอด 2 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ออสเตรเลียความคิดที่ว่าจะท่องเที่ยว เพื่อทำเป็นพ็อกเกตบุ๊กแทบเป็นศูนย์ แวบเดียวที่พวกเขามีคือแค่บันทึกสิ่งที่สายตามองเห็นและหัวใจรู้สึก พวกเขาแยกหน้าที่กันโดยอัตโนมัติ ฝ่ายหญิงบันทึกข้อความ ฝ่ายชายบันทึกภาพ
ตินกานต์ : “ถ้าตัดสินใจกลับเมืองไทย พวกเราก็คงไม่มีวันนี้ ไม่ได้เห็นโลก ไม่ได้เห็นเมืองเมลเบิร์นที่เราชอบ ไม่ได้รู้จักชีวิต”
พจชพล : “อารมณ์คนไปเที่ยวมากกว่าครับ ไม่ได้ตั้งใจไปเพื่อจะทำเป็นหนังสือหรอกครับ แต่เป็นการบันทึกในสิ่งประทับใจ อะไรที่รู้สึกประทับใจก็บันทึก ประทับใจอะไรก็ถ่ายรูป เพื่ออยากเก็บไว้ในความทรงจำของเราว่าครั้งหนึ่งพวกเราเคยมาเห็นมากกว่า”
แม้ไม่ได้คาดหวังจะให้ประสบการณ์การเช่ารถขับบนถนนที่ทอดยาวตั้งแต่โกลด์ โคสต์ ซิดนีย์ วูลลองกอง แคนเบอร์รา อัลบูรี จีลอง สู่เกรทโอเชียนโรด ก่อนจะจบลงที่เมลเบิร์นมาเป็นพ็อกเกตบุ๊ก ซึ่งสุดท้ายมันก็กลายเป็นรูปเล่มที่สวยงามน่าอ่าน ภาษาเรียบง่าย ชวนเคลิ้มฝัน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าล้วนมีความหมาย ที่สำคัญทุกๆ เส้นทางที่ทั้งคู่เดิน ล่อง ท่อง ผ่าน ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนไม่มากก็น้อย
ตินกานต์ : “คำว่าเที่ยวของพวกเราคือมีจุดหมายปลายทางนะคะ แต่ระหว่างทางมันก็มีเรื่องที่สนุกมาก ทำให้พวกเราตาโตตลอดเวลา พวกเราจอดรถกันบ่อยมาก ทั้งๆ ที่เกือบจะเอารถไปคืนไม่ทัน ส่วนตัวเป็นคนชอบเมืองใหญ่ ส่วนแฟนเขาจะเป็นคนชอบธรรมชาติ ฉะนั้นระหว่างทางจากเมืองใหญ่ไปแหล่งธรรมชาติ มันก็จะมีอะไรให้พวกเราได้เห็นตลอดการเดินทาง”
พจชพล : “คนที่ไปด้วยก็สำคัญ สถานที่จะไปก็สำคัญ ทั้งสองสิ่งนี้จะต้องเดินคู่ขนานกันไปครับในการท่องเที่ยวแบบไปเป็นคู่ ถ้าคนหนึ่งอยากไปที่หนึ่ง แต่อีกคนอยากไปอีกที่หนึ่ง มันก็จะหาบทสรุปที่ค่อนข้างลงตัวได้ยาก”
จากการเดินทางสู่ตัวอักษรเริ่มต้นอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไป ตินกานต์ก็ทำหน้าที่ร้อยเรียงภาษาออกมา โดยอาศัยประสบการณ์สมัยที่ทำงานกองบรรณาธิการนิตยสารและการเป็นครีเอทีฟรายการโทรทัศน์ ขณะที่หน้าที่การคัดสรรภาพประกอบก็ตกในมือของพจชพล
ตินกานต์ : “ปีที่พวกเรากลับมาเมืองไทยเป็นที่น้ำท่วมพอดี แต่ด้วยธรรมชาติที่เป็นคนชอบเขียนบันทึกอยู่แล้ว ก็เลยเริ่มเขียน ซึ่งตอนที่อยู่เมืองไทยก็เคยเขียนบล็อก มันเลยไม่อยากเท่าไหร่ เขียนไปเรื่อยจนมันหนาเป็นปึ๊ง ความคิดตอนนั้นก็แวบขึ้นมาว่าเราน่าจะต่อยอดกับมันนะ ก็คิดว่าน่าจะพิมพ์เป็นหนังสือ”
และแล้วต้นฉบับการเดินทางก็ถูกผ่องถ่ายไปยังสำนักพิมพ์บันลือ ที่เปิดโอกาสให้งานเขียนชิ้นนี้สำเร็จเป็นรูปเล่มความยาว 256 หน้า อัดแน่นด้วยภาพประกอบที่ผู้ถ่ายบรรจงถ่ายอย่างมีจุดหมาย บวกกับความหมายทางภาษาที่ซ่อนไว้ภายใต้ชื่อ “Australia Spring Ways ถนนสายฤดูใบไม้ผลิ” ก็ยิ่งทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าหนังสือท่องเที่ยวทั่วไป
ตินกานต์ : “ปกติจะเป็นคนชอบอ่านงานที่ง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องมีมุขแพรวพราว หรือลูกเล่นมากก็ได้ พอมาเขียนเอง ก็อยากจะเขียนแบบที่ตัวเองชอบอ่าน อยากให้คนอ่านได้อ่านเหมือนที่เราชอบ ส่วนตัวคิดว่าคนเขียนต้องรู้สึกชอบงานเขียนของตัวเองก่อนนะ ก่อนจะให้คนอ่านชอบงานของเรา ถ้าเรายังไม่รู้สึกชอบงานเขียนที่เราเขียน มันก็ยากนะที่จะทำให้คนอ่านชอบงานของเรา”
พจชพล : “ชื่อหนังสือจริงๆ เราก็อยากสื่อให้เห็นว่า การเดินทางก็คือการลงทุนอย่างหนึ่งต้องสะสมครับ โดยเฉพาะการเดินทางของพวกเราต้องเริ่มค่อยๆ เก็บหอมรอมริบไว้จากงานพิเศษ แล้วก็นำดอกผลเอาไปใช้ในการท่องเที่ยว มันคล้ายๆ กับการปลูกต้นไม้นั่นละครับ วันหนึ่งพอมันออกดอกออกผล เราก็เก็บดอกผลนั้นกิน แล้วช่วงที่พวกเราไปเที่ยวก็เป็นช่วงใบไม้ผลิพอดี มันก็เลยเป็นชื่อที่ผุดขึ้นมาตอนนั้นเลย”







