
ชีวิตหนี้
ใครไม่เคยเป็นหนี้ ไม่มีทางรู้เลยว่า เวลาไม่มีสตางค์ไปใช้หนี้เขามันทุกข์แค่ไหน
ใครไม่เคยเป็นหนี้ ไม่มีทางรู้เลยว่า เวลาไม่มีสตางค์ไปใช้หนี้เขามันทุกข์แค่ไหน ใครอยากแชร์ความรู้สึก ณ จุดนี้ ลองเป็นหนี้กันดูนะครับ
คนที่เคยผ่านวิกฤตหนี้ปี 2540 ในช่วงที่บ้านเรากำลังล้มละลายทางเศรษฐกิจย่อมเคยสัมผัสประสบการณ์จมกองหนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย
ช่วงก่อนหน้านั้น ประเทศเรากำลังฟูเฟื่องด้วยนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ในยุครัฐบาลน้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ปั่นเศรษฐกิจจนเป็นฟองฟูฟ่อง เป็นผลต่อเนื่องมาจนฟองสบู่แตกในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมแล้วเกือบๆ 10 ปี
จำได้ว่าก่อนที่ฟองสบู่จะแตก ที่ดินมีราคาดังทองจากการปั่นและเก็งกำไรราคาอสังหาริมทรัพย์ คนเข้าคิวรอซื้อบ้าน พอได้ใบจองจากหัวแถว เดินมาปล่อยขายตรงหางแถวก็ได้กำไรแล้วเป็นหมื่น
เงินเดือน โบนัส พนักงานบริษัทเอกชนพุ่งลิ่วจากเศรษฐกิจยุคทุนนิยมเต็มขั้นบริษัท ห้างร้าน เสนอผลประโยชน์ล่อใจพนักงานในอัตราสูง ถ้าบริษัทไหนจ่ายโบนัสน้อย ถือว่าน่าขายขี้หน้า ไม่อินเทรนด์
นั่นคือค่านิยมยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่เงินหากันคล่องมือก็ใช้จ่ายกันอย่างสนุกสนาน ไม่เว้นแม้แต่วิชาชีพสื่อมวลชนที่ถูกค่อนแคะว่าไส้แห้ง แต่ในยุคนั้นโฆษณาแทบแย่งกันลงหนังสือพิมพ์ สถานะนักข่าวไส้แห้งเปลี่ยนเป็นนักข่าวพุงโตเพราะมีรายได้ที่เยอะขึ้น มีบัตรเครดิตใช้กันคนละใบสองใบ เท่มั้ยล่ะ
แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือภาพมายา เมื่อภาวะล่มสลายมาเยือนแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะคนทั่วๆ ไปไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเศรษฐกิจของเรากำลังเดินสู่ความฉิบหายในไม่ช้า มีแต่คนระดับท็อปในรัฐบาล และธุรกิจเอกชนที่เห็นตัวเลขเห็นสัญญาณ วิบัตินั้นแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเล่าแจ้งแถลงไขได้ เพราะเกรงว่าจะยิ่งกลายเป็นปัญหา ลุกลาม
ภาวะเศรษฐกิจเดินมาถึงจุดแตกหัก เมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงิน เพียงแค่ ชั่วข้ามคืนเสมือนฝันร้ายมาเยือน เงินเดือนที่เคยได้ก็ลดลง แต่รายจ่ายยังสูงจากการ ใช้จ่ายที่เกินตัวในช่วงเฟื่องฟู มีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายแต่จ่ายไม่ได้ ถูกตามจิก ตามทวงหนี้จากพนักงานทวงหนี้ที่ไร้มนุษยธรรม ตามทวงหนี้ไม่เว้นพ่อแม่ พี่น้องที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ จากความทุกข์ส่วนบุคคล ขยายวงกลายเป็นความทุกข์ของครอบครัว
ประเทศทั้งประเทศมีแต่เรื่องสลดหดหู่ ข่าวฆ่าตัวตายเพื่อปลดเปลื้องพันธะ จากภาระหนี้มีให้เห็นกันเนืองๆ หลายๆ คนต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้หนี้ ขายทุกอย่างที่มี แม้แต่สมบัติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ยามใดที่ไม่จ่าย แค่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ก็รู้สึก ขวัญผวา จิตตก ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะทุกคนมีชีวิตที่เหมือนๆ กันหมด
นั่นคือเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน และกำลังมีสัญญาณบางอย่างที่คล้ายคลึงกับชีวิตในปัจจุบัน เห็นได้จากภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และกำลังกลายเป็นกับดักหนี้ที่ทำให้เศรษฐกิจขยับเดินหน้าไม่ได้ ช่วงต่อไปก็ต้องมาลุ้นกันว่า ภาคธุรกิจบ้านเราจะทนกับแรงเสียดทานนี้ได้แค่ไหน ถ้ายอดขายไม่เพิ่ม แถมยังลดลงเรื่อยๆ อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่อยากจะคิดมาก
วันนี้ภาระหนี้จึงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองต้องลงมาแก้ไขอย่างจริงจัง อย่ารอให้ฝีแตกเลยครับ มันหวาดเสียว







