posttoday
เมืองที่คนคุยกันไม่รู้เรื่อง

เมืองที่คนคุยกันไม่รู้เรื่อง

12 ตุลาคม 2557

ทุกท่านเคยรู้สึกว่าสังคมเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิมบ้างหรือไม่ครับ?

ทุกท่านเคยรู้สึกว่าสังคมเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิมบ้างหรือไม่ครับ?

สาเหตุที่ผมถามเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้ผมนั่งคุยกับพ่อของผมเรื่อง "อดีตและปัจจุบันของพ่อ"

ครอบครัวของพ่อผมเป็นครอบครัวใหญ่มากครับ มีพี่น้องนับสิบคน อายุจากคนโตถึงคนสุดท้องห่างกันเป็นรอบนักษัตร พ่อผมเป็นลูกคนรองสุดท้าย สิ่งที่พ่อดูภูมิใจกับยุคนั้น คือ ไม่ว่า จะอายุห่างกันกี่ปี แต่ทุกคนคุยกัน "รู้เรื่อง"

พ่อเล่าว่า สมัยนั้นไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรให้ทำมากนัก ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ค่อยมีห้างสรรพสินค้า แม้จะมีโรงหนังแล้ว แต่ก็นานๆ จะเปลี่ยนเรื่องฉายสักที ดังนั้นเวลามีหนังเรื่องไหนฉายในโรง เรื่องนั้นก็จะกลายเป็น "Talk of the town"ที่ทุกคนสามารถนำมาใช้เป็นหัวข้อสนทนากับใครก็ได้

แตกต่างกับปัจจุบัน พ่อผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มีกิจกรรมให้คนเลือกทำมากมายเต็มไปหมด ไหนจะมี รายการของทีวีดิจิทัลนับร้อยนับพันรายการ มีเพลงไทย ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีอินเทอร์เน็ตให้ค้นโน่นนั่นนี่ ยิ่งถ้าอยู่ในเมืองก็จะมีกิจกรรมให้ทำอีกนับล้าน จะเรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ช็อปปิ้ง ดูงิ้ว ดูละครเวทีก็มีให้ทำ จะดูหนังก็มีให้เลือกครั้งละเป็นสิบเรื่อง ผู้คนจึงมีความสนใจหลากหลาย และแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทำให้หัวข้อสนทนาของคนคนหนึ่งไม่สามารถใช้สนทนาอย่าง "ออกรสออกชาติ" กับคนอีกคนหนึ่ง

กล่าวโดยสรุปคือ พ่อผมกำลังบอกว่า คนสมัยนี้เปรียบเสมือน "นิช มาร์เก็ต" จะคุยอะไรด้วยต้องรู้เรื่องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะทาง และเมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในทิศทางนี้นี่แหละ ทำให้คนเรามี "จุดร่วม" น้อยลง แม้ในเมืองจะมีคนมากขึ้น แต่สังคมของเรากลับเล็กลงเรื่อยๆ

จริงๆ ผมอยากจะโต้แย้งประเด็นนี้ของพ่อสักเล็กน้อย เพราะครึ่งปีแรกของปีนี้ ผมเห็นคน มีจุดร่วมทางการเมืองสีต่างๆ รวมตัวกันเป็นสังคมเบ้อเร่อเลย (ฮา)

ในมุมมองด้านทรัพยากรบุคคล (HR)เราอาจแบ่งความต่างของคนเป็น4กลุ่มตามช่วงปีที่เกิด ได้แก่1.Baby Boomer 2.Gen X 3.Gen Yและ4.Gen ZหรือGen MEแล้วแต่ตำราเพราะคน4กลุ่มนี้ มีปัจจัยแวดล้อมระหว่างช่วงเติบโตที่แตกต่างกัน ทำให้มีมุมมอง แนวคิด ทัศนคติหัวข้อที่ใช้ สนทนาคนละแบบ การดูแลคนเหล่านี้ในองค์กรจึงต้องใช้วิธีการแตกต่างกันตามไปด้วย

แต่หากเราวิเคราะห์ต่อไปตามประเด็นของพ่อผม นั่นหมายความว่าแม้กระทั่งคนในGenเดียวกัน ก็อาจจะคุยกันเอง "ไม่รู้เรื่องแล้ว"

ผมคิดว่าสถานการณ์ "คุยกันไม่รู้เรื่อง" นี้กำลังลุกลามเข้าไปในทุกระดับของสังคม ตั้งแต่สังคมระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล ลงมาในชุมชน องค์กร โรงเรียน ไปจนถึงในครอบครัว เป็น "สถานการณ์เงียบ" (เพราะพอคุยไม่รู้เรื่องก็พากันเงียบ) ที่แสนอันตราย

เมื่อพ่อแม่ลูกคุยกันไม่รู้เรื่อง ความอบอุ่นของครอบครัวก็จะค่อยๆ หายไป เมื่อครูและนักเรียนคุยกันไม่รู้เรื่อง ครูก็ไม่อยากสอน เด็กก็ไม่อยากเรียน อนาคตของชาติก็ไม่ไปไหน เมื่อเพื่อนร่วมงานคุยกันไม่รู้เรื่อง ความสนิทสนม ความผูกพันต่อองค์กรก็ต่ำ งานก็ไม่คืบหน้า อุตสาหกรรมต่างๆ ของชาติก็ไม่เติบโต

ความเป็นปัจเจก ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบัน กำลังค่อยๆ กัดกร่อนและบ่อนทำลายโครงสร้างทางสังคม เกิดผลเสียหายมหาศาลชนิดที่เราอาจนึกไม่ถึง

สิ่งที่ผมอยากจะบอกทุกท่าน คือ ถ้าหากวันนี้ท่านพบแล้วว่าสังคมเล็ก-ใหญ่ที่ท่านอาศัยอยู่ขณะนี้กำลังประสบปัญหา "คุยกันไม่รู้เรื่อง" คงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหาวิธีสร้าง "จุดร่วม" (ที่ไม่ใช่แค่จุดร่วมฉาบฉวย) ขึ้นมาให้แก่สังคมนั้น เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ความเข้มแข็ง ขีดความสามารถในการร่วมกันพัฒนาสังคมนั้นให้เติบโตไปสู่เส้นทางที่ดี

อย่าปล่อยให้เมืองใหญ่เติบโตเพียงแค่ทางวัตถุ จนต้องกลายเป็นเมืองเหงาๆ ที่ใครต่อใคร คุยกันไม่รู้เรื่องเลยครับ 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย