
เปิดเมืองปั่น ในวันที่ฉันเบื่อรถติด
อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการรวมตัวปั่นจักรยานครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เนื่องในวันคาร์ฟรีเดย์ 22 ก.ย. หากเผอิญว่าปีนี้ วันคาร์ฟรีเดย์ตรงกับวันจันทร์
โดย...โยธิน อยู่จงดี
อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการรวมตัวปั่นจักรยานครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เนื่องในวันคาร์ฟรีเดย์ 22 ก.ย. หากเผอิญว่าปีนี้ วันคาร์ฟรีเดย์ตรงกับวันจันทร์ การรวมตัวของนักปั่นทั่วประเทศจึงเลื่อนขึ้นมาเป็นวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. โดยมีจุดจัดงานใหญ่อยู่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะมีคนเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน ใน กทม. และอาจเฉียดหลักแสนเมื่อรวมจำนวนจุดจัดงานทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2543 การรณรงค์คาร์ฟรีเดย์ให้มาปั่นจักรยานในช่วงวันหยุดมีจำนวนอยู่เพียงหลักร้อย แต่จำนวนนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีจนกระทั่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนกลับเพิ่มเป็นทวีคูณ ผนวกกับกระแสการรณรงค์ลดโลกร้อนก็ยิ่งทำให้คนหันกลับมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น
มงคล วิจะระณะ อุปนายกสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย คาดการณ์จากการสังเกตตามท้องถนนว่า จำนวนนักปั่นที่ใช้จักรยานปั่นมาทำงาน เฉพาะใน กทม. อาจมีจำนวนเกินหลักหมื่นต้นๆ หรือมากกว่านั้น นักปั่นจักรยานเหล่านี้พบได้ในทุกเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น หรือแม้กระทั่งค่ำมืดก็ยังเห็นอยู่ อย่างน้อยๆ เวลาที่รถติดบนท้องถนนต้องมีสักคันหรือสักกลุ่มปั่นผ่านหน้าเราไป
“ขอชมเชยว่านักปั่นเหล่านี้คือผู้ที่เสียสละที่แท้จริง ไม่ว่าเขาจะปั่นจักรยานด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งที่เขาและเราได้รับไปพร้อมๆ กับการปั่นก็คือ โลกได้ลดใช้พลังงาน บนท้องถนนปริมาณรถหายไปเท่ากับจำนวนนักปั่น ส่วนนักปั่นเองก็ได้ทั้งสุขภาพและการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางระยะยาวไปด้วยในตัว รวมทั้งหมดนี้แล้วคือสิ่งดีที่เกิดขึ้นกับการปั่นจักรยาน
วันนี้อาจจะเรียกได้เป็นช่วงเวลาแห่งการตื่นตัวของประชาชน ที่จะหันมาใช้รถจักรยานหรือพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนกันมากขึ้น ผมเชื่อว่าแต่ละคนล้วนมีเหตุผลแห่งการปั่นจักรยานของตน ไม่ว่าจะปั่นเพื่อสุขภาพหรือปั่นเพื่อการทำงาน ก็เป็นเรื่องดีทั้งสิ้นหากเรามาช่วยกันลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว
สิ่งที่เราอยากเสนอให้กับทาง กทม. ก็คือ การขยายขนาดของเลนจักรยาน โดยอาศัยการแบ่งพื้นที่เลนรถยนต์อีกเลนละ 15 ซม. รวมกับพื้นที่เลนจักรยานเดิมที่มีอยู่เพียง 45 ซม. เป็น 75 ซม. ก็จะทำให้นักปั่นจักรยานที่ปั่นไปทำงานหรือปั่นเพื่อสุขภาพรู้สึกมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเท่าที่มีอยู่เรานักปั่นจะรู้สึกเหมือนใกล้จะถูกเฉี่ยวชนได้ตลอดเวลา จนนักปั่นหน้าใหม่รู้สึกว่า กทม. เป็นเมืองที่ไม่เหมาะแก่การปั่นจักรยานเอาเสียเลย ในขณะเดียวกันรถยนต์ก็ยังได้ขนาดเลนที่ปลอดภัยอยู่ รวมทั้งมอเตอร์ไซค์ก็ยังสามารถใช้เลนนี้ร่วมกับจักรยานได้อีกด้วย
และข้อเสนอสุดท้ายในปีนี้ที่เราขอกับทาง กทม.ก็คือการปรับปรุงทางเท้าให้สะดวกขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทาง กทม.ได้เริ่มดำเนินการมาโดยตลอดอยู่แล้ว” มงคล กล่าว
ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองของการปั่นจักรยานมาทำงาน ว่า จากประสบการณ์ของเมืองที่เคยอยู่อันดับเมืองน่าอยู่ท้ายแถว แล้วเขาพัฒนาให้ดีขึ้นจนประสบความสำเร็จนั้น พบว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนจากที่ใช้รถยนต์มาเป็นการปั่นจักรยานจะทำให้เมืองน่าอยู่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนที่ง่ายที่สุดเท่าที่เราทุกคนจะช่วยกันในเวลานี้ ก่อนที่อีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านคน และมากกว่าครึ่งต่างใช้รถยนต์ส่วนตัว ลูกหลานเราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนกัน ก็ยากที่จะจินตนาการถึงในช่วงเวลาที่ทรัพยากรหมดโลก และเราทุกคนมีแต่ปล่อยขยะสู่ธรรมชาติ ถึงตอนนั้นโลกเราก็คงอยู่ของมันไปได้เรื่อยๆ แต่มนุษย์ซึ่งเป็นลูกหลานของเรานี่ละที่จะอยู่ไม่ได้
แต่ถ้าวันนี้เรามาช่วยกันลดการใช้รถยนต์ด้วยการปั่นจักรยานมาทำงานในระยะทางที่ไม่ไกลเกินกำลัง เราจะแก้ปัญหาเรื่องรถติดและปัญหาสุขภาพได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุณรู้ไหมว่าอะไรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยใช้มา นั่นก็คือการขับรถยนต์นั่นเอง รถยนต์ใช้ทรัพยากรและพลังงาน ทำลายสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ต้นน้ำปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงอายุการใช้งาน และกลายเป็นขยะที่กำจัดได้ยากในเบื้องปลาย ดังนั้นถ้าเราอยากจะเห็นเมืองที่น่าอยู่ก็ต้องช่วยกันตั้งแต่วันนี้”
สันติ พิจิตรธรรม ผู้เข้าร่วมงานและเป็นคนที่ปั่นจักรยานไปทำงานทุกวัน เล่าถึงเหตุผลการปั่นจักรยานของเขา ว่า เริ่มมาจากการซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงานในตัวเมือง อันที่จริงแล้วจะนั่งรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าไปทำงานก็ได้ แต่ระยะทางจากคอนโดไปที่ทำงานก็ไม่เกิน 15 กม. ลองเอาค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารวมๆ กันดูก็ไม่ใช่น้อยๆ รวมกันสัก 4 เดือนเอามาซื้อจักรยานดีๆ ได้คันหนึ่ง เลยตัดสินใจซื้อจักรยานเสือภูเขาในราคาไม่แพง เริ่มปั่นไปทำงานก็ประหยัดค่ารถไฟฟ้าได้เกือบ 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อนนักปั่นที่เคยคุยกันตอนรถติดเช้า เขาบอกว่าปั่นในระยะ 25 กม. ประหยัดเงินค่าน้ำมันต่อเดือนไปได้เกือบ 6,000 บาท ไม่กี่เดือนก็คืนทุนค่าอุปกรณ์ แล้วอาบน้ำเช้าก่อนเข้าทำงานที่ฟิตเนสรายปีใกล้ๆ ที่ทำงานเอา
“สำหรับผมแล้วเหตุผลในการปั่นของผมคือช่วยเซฟค่าใช้จ่าย และหนีสภาพการจราจรใน กทม.ที่เข้าขั้นอัมพาตขึ้นทุกวัน วันหยุดก็ปั่นจักรยานไปซื้อของช็อปปิ้ง ดูหนัง เส้นทางที่ใช้ก็เลือกเส้นทางในซอยลัดผสมถนนเมนหลัก เพื่อความปลอดภัยครับ”
จุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยน กทม.เป็นเมืองของนักปั่นอย่างปลอดภัยว่า เมื่อประมาณปี 2541 กทม. ได้ทำเส้นทางสำหรับจักรยานไว้ที่ถนนประดิษฐ์มนูญธรรมไว้เป็นเส้นทางแรก 16 ปีต่อมาในวันนี้ กทม. มีเส้นทางปั่นจักรยานทั่ว กทม. รวมกว่า 200 กม. และพบว่ามีนักปั่นจักรยานไปทำงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งทาง กทม.เองได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ก็คือ นักปั่นเพื่อสุขภาพ และนักปั่นเพื่อการสัญจรทำงาน
“กลุ่มแรกนักปั่นเพื่อสุขภาพเราได้ทำการปรับปรุงสวนสาธารณะให้มีเส้นทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ เพื่อรองรับนักปั่นกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ส่วนกลุ่มนักปั่นเพื่อการสัญจร ทาง กทม.ได้ศึกษาเส้นทางและปรับปรุงเส้นทางจราจรให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ตรงนี้เราต้องศึกษาในหลายๆ ด้านเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย แต่เส้นทางจักรยานบรรจุอยู่ในแผนการพัฒนา กทม.แล้วแน่นอน”
ทั้งหมดนี้หากเรามองตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อ 14 ปีที่แล้วจากเสียงเล็กๆ ที่ขอเพียง 1 วันต่อสัปดาห์ ลดการใช้รถแล้วหันมาเดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือใช้รถสาธารณะ เวลานี้ได้พัฒนามาเป็นการปั่นเพื่อการสัญจร ทั้งปั่นเดินทางไปทำงานและปั่นเพื่อการท่องเที่ยวในวันหยุด และดูเหมือนว่าโลกของการปั่นจักรยานในประเทศไทยยังพัฒนาหาแนวร่วมได้อีกมาก ด้วยการเริ่มต้นง่ายๆ ที่เท้าของเรา ไม่ต้องรอให้ กทม.ทำทางจักรยานให้ดี หรือ กทม.จะต้องรอให้มีประชาชนปั่นเยอะๆ เสียก่อนถึงจะเริ่มทำ เราทั้งหมดต้องเริ่มต้นสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง
เปิดเมืองปั่น
เนื่องในวันคาร์ฟรีเดย์ สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย และกลุ่มผู้ร่วมจัดงานได้จัดกิจกรรมเปิดเมืองปั่นทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 15-21 ก.ย. 2557 ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีกิจกรรมพิเศษคือ ปั่นชมเมือง เริ่มตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มตรง
โดยในวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. กลุ่มแฟมิลี่ไบค์ พาชมเมืองเก่า เข้าวัดอรุณยามค่ำคืน
วันศุกร์ที่ 19 ก.ย. กลุ่มไรด์ฟอร์อีท และบีเคเค วีล พายิงปิดทริปสู่ตลาดรถไฟ
และปิดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. เวลา 06.00 น. ปล่อยขบวนใหญ่ 27 จุดใกล้บ้านคุณทั่ว กทม. พร้อมกันกับหัวเมืองใหญ่ 76 จังหวัด (เว้นสตูล) เป็นกิจกรรมปั่นคาร์ฟรีเดย์ปิดท้าย
หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaicycling.com/tcha/category/cycling_trip
หากคิดจะปั่นไปทำงาน
คำแนะนำสำหรับคนที่คิดจะปั่นจักรยานในเมืองเพื่อเดินทางไปทำงานดังนี้
1.เลือกจักรยานที่มีสมรรถนะดี มีระบบเกียร์ช่วยผ่อนแรง ลองปั่นแล้วรู้สึกปั่นได้เร็วและเบาแรง หรืออาจจะวัดความเร็วขั้นต่ำต้องให้ได้อย่างน้อยๆ 20-25 กม./ชม. ขึ้นไป จะช่วยให้การปั่นไปทำงานระยะทางไกลเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
โดยในเมืองสะดวกที่สุดคือจักรยานพับได้ เผื่อเวลาต้องขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไว้ด้วย แต่จักรยานที่นิยมมากที่สุดจะเป็นเสือภูเขา
2.ทำความคุ้นเคยก่อนออกถนนจริง นักปั่นหน้าใหม่หลายคนซื้อจักรยานใหม่มาแล้วปั่นไปทำงานเลย สิ่งที่พวกเขาจะพบก็คือ การขาดความมั่นใจในการควบคุมรถ และรู้สึกเหมือนจะถูกรถเฉี่ยวชนได้ตลอดเวลา แนะนำให้ลองปั่นในสวนสาธารณะสัก 4-5 วัน เรียนรู้นิสัยจักรยานของตัวเอง
ปรับร่างกายให้พร้อมรับกับการปั่นทางไกลจริงๆ เช่น ระยะทางจากบ้านไปที่ทำงานประมาณ 15 กม. ก็ลองปั่นในสวนรถไฟหรือสวนสาธารณะใกล้บ้านในระยะทางเท่ากันว่าใช้เวลาเท่าไรแล้วบวกอีกครึ่งชั่วโมง ก็จะได้เวลาปั่นบนถนนที่ใกล้เคียงความจริงเพื่อเตรียมแผนการเดินทาง
3.ควรร่วมกลุ่มปั่นจักรยานในละแวกบ้าน การรวมกลุ่มปั่นจักรยานใกล้บ้านมีข้อดีหลายอย่าง คือนอกจากจะได้เพื่อนใหม่แล้ว เรายังจะได้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ จากผู้มีประสบการณ์ การปั่นจักรยานให้ปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าได้คำแนะนำก็จะช่วยให้เราพัฒนาการปั่นได้เร็วขึ้น







