
อินเดียจะเลือกทางไหน เพื่อให้มีไฟฟ้าที่มั่นคง
เมื่อเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง กินพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศอินเดีย ได้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง
เมื่อเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง กินพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศอินเดีย ได้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ได้กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของการไฟฟ้าอินเดีย ที่ช่วยกระตุ้นให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมกันแก้ปัญหาไฟฟ้าอย่างจริงจังมากขึ้น
ระบบสายส่งไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับในอินเดีย เพราะระบบสายส่งไฟฟ้าที่ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงมานาน ทำให้ไฟฟ้าที่ถูกส่งผ่านเกิดการสูญเสียในระบบอย่างเปล่าประโยชน์ มากไปกว่านั้น ปัญหาการลักลอบขโมยไฟฟ้าใช้ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่บั่นทอนการพัฒนากิจการไฟฟ้าของอินเดีย ด้วยเหตุนี้ จึงมีแนวคิดในการวางระบบสายส่งไฟฟ้าลงดิน
เมืองมุมไบถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ โดยมีหน่วยงานหลักคือ Brihanmumbai Electric Supply and Transport หรือ BEST เป็นผู้จัดจำหน่ายและวางระบบกระแสไฟฟ้าทั่วทั้งเมืองมุมไบ ซึ่งเมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอินเดีย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงิน การธนาคาร และสำนักงานธุรกิจการค้าจากต่างประเทศมากมาย
Dr.Rajendra D. Patsute ตัวแทนจาก BEST อธิบายถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาให้เราฟังว่า หน่วยงานของเขาทำหน้าที่คำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าให้เพียงพอ เพื่อไม่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับ โดยจะรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตและป้อนให้กับเมืองมุมไบ นอกจากนั้นยังมีการวางระบบไฟฟ้าลงดินให้ครอบคลุมทั้งเมือง ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาการขโมยไฟฟ้าได้แล้ว ยังเป็นการปรับภูมิทัศน์เมืองให้มีความสวยงามและเป็นระเบียบอีกด้วย
ทางด้าน Mr.Viddyesh K.Raje ตัวแทนจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้มีความพยายามในการออกกฎระเบียบลงโทษหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องหากทำให้เกิดไฟฟ้าดับ จึงทำให้เกิดความเข้มงวดเกี่ยวกับการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้ว แผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติของอินเดียยังได้มีการปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอีกด้วย
อินเดียเป็นประเทศที่มีการผลิตไฟฟ้ามาก ติด 1 ใน 3 ของโลก โดยส่วนใหญ่ได้มาจากพลังน้ำและเชื้อเพลิงพื้นฐานจำพวกถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ แต่รัฐบาลตระหนักดีว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงเหล่านั้นมากเกินไป จะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางด้านพลังงาน ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความพยายามพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และแสวงหาแหล่งพลังงานชนิดใหม่ๆ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานหมุนเวียนและพลังงาน
อินเดียเป็นประเทศแรกๆ ของเอเชียที่เป็นผู้นำในการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีและประสิทธิภาพเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันนี้ประมาณการว่าอินเดียจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำได้สูงกว่า 40,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ16 ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามกำลังการผลิตเหล่านั้นก็ไม่ได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี เนื่องจากต้องอาศัยปริมาณน้ำจากธรรมชาติ อีกทั้งหลายเขื่อนก็ไม่สามารถปล่อยน้ำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลาดเวลา เพราะต้องจัดสรรน้ำส่วนใหญ่ไว้ใช้ในการเกษตรด้วยเช่นกัน
ในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น อินเดียยังต้องนำเข้าอีกจำนวนมาก จึงมีโครงการนำเข้าผ่านทางท่อส่งก๊าซจากต่างประเทศ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องเส้นทางขนส่ง และในบางประเทศที่ดูเหมือนว่าเส้นทางทางขนส่งจะมีศักยภาพมาก แต่ก็ต้องแย่งชิงกับประเทศจีน ที่มีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติมากเช่นกัน ดังเช่นกรณีของประเทศพม่า ที่ตัดสินใจขายก๊าซให้กับจีนแทน ซึ่งกรณีนี้ไม่เพียงแต่สร้างความผิดหวังให้กับอินเดียแล้ว ยังได้สร้างความกังวลให้กับประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะเราอาจต้องประสบปัญหาใหญ่ หากวันข้างหน้าพม่าเปลี่ยนใจไม่ขายก๊าซให้ไทย แล้วไปขายก๊าซให้กับจีนแทน
ถ้าจะพิจารณากันในแง่ของประสิทธิภาพ และคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้ว พลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ คือแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพมากที่สุด ซึ่งอินเดียก็ได้เริ่มพัฒนาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้วร่วมห้าสิบปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 จนกระทั่งปัจจุบัน อินเดียมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นแล้วกว่า 20 โรง และอีก 7 โรง อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หากแล้วเสร็จทั้งหมดจะทำให้อินเดียมีกำลังการผลิตจากไฟฟ้านิวเคลียร์สูงกว่า 100,000 เมกะวัตต์ เลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียยังมีแร่ธาตุอีกชนิด ที่เรียกว่า “ทอเรียม” (Thorium) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ได้เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีปริมาณสำรองร่วม 850,000 ตัน เลยทีเดียว นั่นจึงเป็นสาเหตุให้อินเดียเป็นชาติบุกเบิกและพัฒนาการใช้ Thorium เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
ทุกวันนี้หลายๆ ประเทศต่างให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงต้องการการพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วย ดังนั้นความท้าทายของทุกๆ ประเทศคือการหาวิธีการที่จะทำให้ทั้งสองเรื่องดำเนินควบคู่กันไปให้ได้ ซึ่งนโยบายด้านไฟฟ้าของอินเดียก็จะคงต้องเผชิญกับความท้าทายข้อนี้ด้วยเช่นกัน







